อดีตประธานศาล รธน. ชี้ อนาคตการเมืองไทย “พร่ามัว” เปรียบ รธน.60 เหมือนบ้านที่รีโนเวทไม่จบ ต้องทุบทิ้งทำใหม่ตลอดเวลา ต่างชาติงงระบบการเมืองไทย ชี้จุดอ่อนระบบรัฐสภา-สว. ความชอบธรรมต่ำ

ศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่เพิ่งพ้นจากตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ได้ปาฐกถาบนเวทีแถลงผลงาน วปอ.รุ่นที่ 68 ตามคำเชิญของ อ.จ๊ะ ธนพร ศรียางกูล หนึ่งในนักศึกษาของรุ่น ในหัวข้อ "การเมืองและสังคมไทยสำหรับอนาคต" โดยได้นำประสบการณ์จากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยกว่า 30 ปี และการทำงานในศาลรัฐธรรมนูญกว่า 10 ปี มาฉายภาพพัฒนาการ ปัญหา และอนาคตของการเมืองไทยไว้อย่างน่าสนใจ

สร้างบ้านที่ตกลงกันไม่ได้ รีโนเวทไม่จบสิ้น

ศ.นครินทร์ ได้ไล่เรียงประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน โดยชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีการออกแบบการเมืองใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา เรามีรัฐธรรมนูญหลายฉบับ สะท้อนปัญหาเรื่องระบบกติกาการปกครองประเทศ

“เราสร้างบ้าน แต่ไม่ตกลงปลงใจเรื่องของการใช้โครงสร้างกันตลอด มีการรีโนเวทบ้านอยู่ตลอดเวลา ไม่พอใจก็เปลี่ยนห้องน้ำ เปลี่ยนห้องรับแขกใหม่” ศ.นครินทร์ เปรียบเปรย

นอกจากนี้ การขึ้นสู่อำนาจและการพ้นจากตำแหน่งของรัฐบาลไทย ยังเป็นเรื่องที่สร้างความสับสนให้กับชาวต่างชาติอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการยุบพรรคตามกฎหมายไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายให้ประธานศาลในต่างประเทศฟังได้ยากยิ่ง

ระบบ สว. เลือกกันเอง “ความชอบธรรมต่ำ”

สำหรับปัญหาเชิงโครงสร้างในปัจจุบัน ศ.นครินทร์ ระบุว่า การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระมีการเปลี่ยนระบบทุกห้วงเวลา ทำให้เกิดความสับสน ขณะที่การใช้อำนาจของรัฐสภาชุดปัจจุบัน “มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ” โดยเฉพาะที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เลือกกันเอง ซึ่งเป็นระบบที่คิดและใช้กันเอง โดยไม่เคยมีใครเคยใช้มาก่อน

ส่วนปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน พบความซ้ำซ้อนของอำนาจ เนื่องจากแต่ละกรมมีสถานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจของตัวเอง ทำให้เกิดความคลุมเครือระหว่างส่วนกลางและภูมิภาค ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีขนาดเล็กและมีจำนวนมากเกินไป ทำให้ขาดประสิทธิภาพในการรองรับบริการสาธารณะขนาดใหญ่

สังคมเหลื่อมล้ำ-อนาคตการเมืองที่ “พร่ามัว”

อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ สะท้อนภาพสังคมไทยว่า ความเจริญที่ผ่านมาขับเคลื่อนโดยภาคเอกชนเป็นหลัก แต่สังคมยังเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความไม่เท่าเทียมทางรายได้ การกระจุกตัวของความมั่งคั่ง และปัญหาหนี้สินครัวเรือนที่สูงมาก ซึ่งจะฉุดรั้งการพัฒนาในระยะยาว การขยับชนชั้นทางสังคมทำได้ยาก จนบางครั้งต้องอาศัย “อำนาจมืด”

ทิศทางและอนาคตของการเมืองไทยในปัจจุบัน ศ.นครินทร์ มองว่า “ไม่มีความแจ่มชัด มีความพร่ามัวเหมือนขับรถไปบนถนนแล้วมองไม่เห็นทางไกล” สังคมไทยยังคงขับเคลื่อนและยึดโยงกันด้วย “อำนาจ” ในหลากหลายรูปแบบ (อำนาจดิบ, อำนาจเงิน, อำนาจกฎหมาย ฯลฯ) ซึ่งสังคมจะมั่นคงได้ก็ต่อเมื่ออำนาจนั้นมีความชอบธรรมทั้งที่มาและกระบวนการ

รธน. ต้องเป็นของคนทุกสี - ยอมรับชะตากรรมระบบ สว.

ในช่วงท้าย ศ.นครินทร์ ได้ตอบคำถามถึงทิศทางการเมืองและจุดยืนของรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า การเมืองไทยในปัจจุบันยังคงอยู่ในลักษณะ “คุมเชิงและช่วงชิงจังหวะ” ซึ่งหากฝ่ายใดทำได้ ก็ไม่ได้แปลว่าสังคมจะให้การยอมรับเสมอไป หากประโยชน์ไม่ตกอยู่กับคนส่วนใหญ่

ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องทิศทางของรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะกลายเป็น “สีน้ำเงินเข้ม” หรือไม่นั้น ศ.นครินทร์ ย้ำชัดเจนว่า “รัฐธรรมนูญต้องเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของสีใดสีหนึ่ง ประเทศเราจะแบ่งเป็นกี่สีไม่สำคัญ แต่รัฐธรรมนูญจะต้องเป็นของคนทุกสี”

พร้อมทิ้งท้ายบทเรียนสำคัญถึงการร่างกติกาประเทศว่า “การมอบให้ผู้เชี่ยวชาญเขียน บางครั้งก็พารัฐธรรมนูญลงเหวได้เหมือนกัน ความผิดพลาดของกรรมการยกร่างปี 60 คือระบบ สว. เมื่อเราทำแบบนี้ ก็ต้องยอมรับชะตากรรมแบบนี้”

ขณะเดียวกันได้ให้คำแนะนำถึงภาคเอกชนในการรับมือกับยุคนี้ว่า อาจต้องเจ็บตัวกันบ้าง การเติบโตบางครั้งต้องพึ่งพาอำนาจการเมือง สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักเลือก “สู้ในสิ่งที่ควรสู้ และยอมรับในสิ่งที่ควรยอมรับ” เพราะหากเลือกชนในทุกเรื่องธุรกิจก็คงไปไม่รอด