แนวทางดับไฟใต้ ทีมข่าว SEE TRUE คุยกับ “อดีต ศอ.บต.” แนะแก้ปัญหาสร้าง “วีรบุรุษนักรบ” ในหมู่คนรุ่นใหม่ จากการก่อเหตุ สู่การสู้รบทางความคิดบนโลกโซเชียล

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายทศวรรษ ทว่ารูปแบบ ยุทธวิธี และบริบทการต่อสู้กลับมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าจับตา พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) ได้สะท้อนมุมมองต่อการขับเคลื่อนของกลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้างในการแสวงหาทางออกอย่างยั่งยืน

หากย้อนมองการทำงานของกลุ่ม BRN จะพบว่า “เป้าหมายทางการเมือง” ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่ปรับเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัดคือ “ยุทธวิธีในการบรรลุเป้าหมาย”


ในอดีต การปฏิบัติการมุ่งเน้นไปที่การโจมตีหน่วยกำลังความมั่นคง เพื่อแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้คือ “พื้นที่ขัดแย้งกันด้วยอาวุธ” ตามหลักเกณฑ์ขององค์การระหว่างประเทศ แต่ในปัจจุบัน ยุทธวิธีได้เบี่ยงเป้าหมายมายังหน่วยงานพลเรือน ภาคเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนมากขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบในวงกว้าง ทำลายความเชื่อมั่นในการดำเนินชีวิต และลดทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของพื้นที่

กลุ่มผู้ก่อเหตุหลีกเลี่ยงการมุ่งเอาชีวิตประชาชนผู้บริสุทธิ์โดยตรง เนื่องจากเกรงว่าจะสูญเสียมวลชนและแนวร่วมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การส่งสัญญาณความรุนแรงเป็นระลอก เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบสะท้อนถึงการส่งสัญญาณทางการเมืองอย่างเป็นขั้นตอน

ระลอกแรก การใช้กำลังโจมตีจุดตรวจเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย

ระลอกที่สอง การขยายพื้นที่ปฏิบัติการครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยก่อเหตุวางระเบิดและวางเพลิงก่อกวนกว่า 115 จุด เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมในการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายรัฐและภาคพลเรือน

ระลอกที่สาม การเคลื่อนไหวผ่านโฆษกของกลุ่ม BRN เพื่อแสดงเป้าหมายทางการเมืองอย่างเปิดเผยและชัดเจน


ความท้าทายใหม่ โซเชียลมีเดีย การสร้าง “วีรบุรุษ” และภัยแทรกซ้อน

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่เพียงแค่อาวุธ แต่คือ “การสู้รบในโลกดิจิทัล” สมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือหลักในการกระจายข่าวสารและปลุกกระแสชาตินิยมหรือชาติพันธุ์นิยมตลอด 24 ชั่วโมง

ยิ่งไปกว่านั้น เกิดค่านิยมใหม่ในการสร้าง “วีรบุรุษนักรบ” ในหมู่คนรุ่นใหม่ จากเดิมที่ไม่เคยมีการจัดพิธีแห่ศพ ปัจจุบันกลับมีการเชิดชูผู้ก่อเหตุ มองว่าการถูกจับกุมหรือการต่อสู้กับรัฐคือความกล้าหาญ ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมยั่วยุ ท้าทาย และพร้อมปะทะกับเจ้าหน้าที่อย่างเปิดเผย

ในพื้นที่ยังมี “ภัยแทรกซ้อน” จากธุรกิจผิดกฎหมาย สินค้าเถื่อน และการหนีภาษี ซึ่งเกิดการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีการจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเพื่อแลกกับการทำธุรกิจ ทำให้โครงสร้างปัญหา มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

มุมมองของเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน แม้งานข่าวกรองและเครื่องมือของภาครัฐจะมีระบบการรวบรวมและกระจายข่าวสารที่ดี แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “ข่าวสารจากภาคประชาชนในระดับพื้นที่” ประกอบกับข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุ ที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ทันทีเพราะต้องระวังการซุ่มยิงหรือระเบิดซ้ำ ทำให้เกิดช่องว่างให้ผู้ก่อเหตุถอนตัวได้ง่าย


สำหรับการขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ ข้อเสนอแนะสำคัญคือ การเปิดโต๊ะพูดคุยที่ครอบคลุม คณะเจรจาฝ่ายไทยต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างทุกกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วม

สร้างเวทีสาธารณะคู่ขนาน การพูดคุยบนโต๊ะอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำ “กระบวนการปรึกษาหารือสาธารณะ” (Public Consultation) ในพื้นที่ เพื่อฟังเสียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย

แก้ไขปัญหาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ: หากข้อเรียกร้องคือการบริหารจัดการตนเองด้านการศึกษา ทรัพยากร หรือยุติธรรม สามารถหาทางออกด้วยการปรับแก้ระเบียบหรือกฎหมายย่อยภายใต้รัฐธรรมนูญเดิมได้ โดยไม่จำเป็นต้องถึงขั้นแยกตัวเป็นเอกราช