ศรัทธารุกป่า ส.ป.ก. กว่าพันไร่ จ.สระบุรี สถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ เสียงสะท้อนจากผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ หวังฟื้นป่าให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน


6 เดือนหลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ที่พบว่ามีการรุกล้ำที่ดิน ส.ป.ก. กว่าพันไร่ โดยบริเวณภูเขา ด้านหลังสถานปฏิบัติธรรม ที่มีแผนว่าจะทำการสร้างพระขนาดใหญ่บนยอดเขา โดยพื้นที่ด้านล่างอีกฝั่งเป็นหน้าผาสูง มองเห็นวิวทิวทัศน์ได้โดยรอบ และมีแนวโน้มว่า เมื่อสร้างเสร็จจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ ทาง ส.ป.ก. ได้มีการเข้าไปควบคุมพื้นที่ไม่ให้มีการใช้ประโยชน์

ซึ่งบริเวณถนนก่อนทางขึ้น “ผาชนะใจ” ที่เตรียมจะสร้างพระใหญ่ มีการนำรั้วมาปิด และประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมของ ส.ป.ก. ทำให้ทางสถานปฏิบัติธรรมไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้อีก


หลังผ่านไป 6 เดือน รถโฟร์วีลของทีมข่าวค่อยไต่ไปบนถนนลูกรัง ที่ตอนนี้เริ่มมีหญ้าและต้นไม้แซมตลอดสองข้างทางมากขึ้น และเมื่อรถพาเรามาจอดที่ยอดเขา ที่เดิมบริเวณนี้ถูกเกลี่ยให้เป็นลานโล่งกว้าง เพื่อเตรียมสร้างองค์พระใหญ่ แต่ตอนนี้หญ้าเริ่มขึ้นรกจนไม่เห็นเค้าลางเดิม

โดยวันที่ 7 ส.ค. 69 สำนักงาน ป.ป.ช. พร้อมหน่วยงานเกี่ยวข้อง เดินทางเข้ามาตรวจสอบ เพื่อดูการบังคับใช้กฎหมาย กรณีวัดป่าชนะใจ บุกรุกที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน จ.สระบุรี เดิมที่ดินดังกล่าวเคยเป็นป่าสงวน ทับกวาง ป่ามวกเหล็ก ป่าลำพญากลาง ต่อมาได้ออกกฎกระทรวง พ.ศ. 2525 ยกเลิกการเป็นป่าสงวน โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร พ.ศ. 2520 และมีประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องแบ่งเขตท้องที่อำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ตั้งเป็นกึ่งอำเภอวังม่วง พ.ศ. 2533 ทำให้เขตพื้นที่ทั้งอำเภอมวกเหล็กและอำเภอวังม่วงตกเป็นที่ดิน ส.ป.ก. โดยมีเนื้อที่ตามแนวเขตประมาณ150,000 ไร่

จากการประชุมประกอบการลงพื้นที่ พบว่ามีการบุกรุกป่า ลักลอบขุดขนย้ายดิน บริเวณโครงการป่าท่าฤทธิ์ ป่าลำทองหลาง และป่าลำพญากลาง ทาง ส.ป.ก. ได้สำรวจรังวัดและมีการจำแนกที่ดินเบื้องต้น รวมพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 1,200 ไร่ โดยจุดที่ทางวัดเข้าไปก่อสร้างอาคารและปรับหน้าดินเพื่อทำถนนแล้ว มีทั้งหมด 3 จุดคือ วัดป่าชนะใจ หมู่บ้านอริยะ และพื้นที่ป่าด้านบนผาชนะใจ ซึ่งพื้นที่บางส่วน ส.ป.ก. ได้จัดสรรให้ผู้มีคุณสมบัติไปแล้ว แต่ได้มีการอุทิศที่ดินให้ทางวัด หรือมูลนิธิ ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอรับสิทธิ


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่คุยกับ อดุลย์ หวังกุศล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 ต.วังม่วง จ.สระบุรี ให้ข้อมูลและพาดูพื้นที่แนวป่าที่ถูกรุกล้ำว่า เดิมที่ดินแปลงนี้เป็นพื้นที่ของลุง ต่อมาลุงย้ายกลับถิ่นฐาน จึงส่งต่อให้ชาวบ้าน และชาวบ้านนำมาขายต่อให้ทางวัดอีกที ซึ่งการซื้อขายทั้งหมดเป็นการตกลงกันด้วยปากเปล่า ไม่มีเอกสารสิทธิ หรือโฉนดถูกต้องตามกฎหมาย แต่ชาวบ้านขายที่ดินผืนใหญ่ให้วัดราว 100 กว่าไร่ ซึ่งวัดจะขอซื้อที่ดินชาวบ้านเพื่อทำทางเข้า แต่ราคาแพง วัดจึงต้องไปทำทางเข้าจากอีกฝั่งของผาชนะใจแทน เมื่อออกจากป่าบริเวณนี้ ก็จะเป็นทางไป อ.วังม่วง, ท่าหลวง, ลำนารายณ์ ซึ่งพื้นที่บริเวณนั้นไม่ได้เป็นที่ดินผืนใหญ่ผืนเดียว แต่เป็นที่ราบตามซอกเขา มีซอกเล็กซอกน้อยประมาณ 10 แอ่ง (มีตั้งแต่แอ่ง 8ไร่, 10 ไร่ ไปจนถึงแอ่ง 70–80 ไร่) รวมที่ราบได้ราว 100 กว่าไร่ เมื่อวัดซื้อที่ราบเหล่านี้ไป ก็ถือโอกาสกว้านรวบซอกเขาที่ล้อมรอบทั้งหมด อ้างว่าเป็นพื้นที่ของตัวเองราว 1,000 กว่าไร่ และนำรถแม็คโครมาขุดดินปิดทางเข้าออกเดิมของชาวบ้าน เพื่อตัดขาดไม่ให้ใครเข้าไปเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นพื้นที่ด้านใน


ผู้ใหญ่บ้าน พาทีมข่าวเข้าไปในบริเวณป่าใกล้เคียงกับวัด และพบบ่อน้ำลึกที่น้ำในบ่อเหือดแห้ง ซึ่งทางผู้ใหญ่บ้านเล่าว่า ทางวัดขุดดินเป็นบ่อลึกกว่า 3 เมตร โดยไม่ขออนุญาตจาก อบต. ซึ่งผิดกฎหมายท้องถิ่น ทางด้าน อบต. จึงวัดขนาดและดำเนินคดี เนื่องจากเป็นการล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ทำกินที่ชาวบ้านอยู่กันมายาวนาน (เป็นที่ดินที่ชาวบ้านเคยจ่ายภาษีดอกหญ้า/ภาษีบำรุงท้องที่ แต่ยังไม่มีใบ ส.ป.ก.) ที่ดินของชาวบ้านส่วนใหญ่อยู่ข้างในป่าลึก เข้าออกลำบาก ในอดีตชาวบ้านจะใช้สำหรับทำไร่ เผาถ่าน และปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ แต่ทางวัดกลับเอาเครื่องจักรเข้ามาขุด ถอน และโค่นทำลายจนเสียหาย เมื่อโดนรุกรานพื้นที่ดินทำกิน ทั้งชาวบ้านและคนเช่าที่ดินจึงไปร้องเรียนที่ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และสำนักงานพระพุทธศาสนา เจ้าหน้าที่จึงลงพื้นที่มาตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากแจ้งความได้เพียง 2 วัน ชุดตำรวจสอบสวนกลาง (บิ๊กเต่า) ก็นำกำลังลงพื้นที่มาปราบปรามด้วยตัวเอง

ตามกฎหมาย ส.ป.ก. จะสามารถขอใช้ที่ดินได้ไม่เกิน 15 ไร่ แต่เนื่องจากพระภิกษุมีข้อบังคับทางกฎหมายเยอะ ทางวัดจึงใช้ชื่อแม่ชี ยื่นขอที่ดินแทน เพื่อหลบเลี่ยงข้อบังคับกฎหมาย และวางแผนสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่บนผาชนะใจ โดยสร้างกุฏิล้อมรอบๆ เพื่อเอาทิวทัศน์สวยๆ บนเขาไปเปิดไลฟ์สด สร้างเรื่องราวเรียกร้องความสงสาร เพื่อดึงดูดเงินบริจาคจำนวนมหาศาลเข้าวัด พฤติกรรมเรี่ยไรเงินคือมาสร้างกุฏิแบ่งเป็นล็อกๆ แล้วนำไปปล่อยขายให้แม่ชีหรือคนนอกที่อยากมาปฏิบัติธรรมอยู่ คล้ายกับการทำธุรกิจบ้านจัดสรรขายที่ดิน แต่สาเหตุที่เรื่องฉาวทั้งหมดหลุดออกมา ก็เพราะคนข้างในวัดเกิดการขัดแย้งแบ่งผลประโยชน์กันไม่ลงตัว


ผู้ใหญ่บ้าน ยอมรับว่า เคยเซ็นสิทธิ์ที่ดิน ของชาวบ้านมาเป็นชื่อแม่ชี เพียง 9 ไร่เท่านั้น โดยชาวบ้านอ้างว่าใบ ส.ป.ก.ที่เคยทำไว้หาย จึงไปขอออกใหม่ ส่วนที่วัดอ้างว่ามี 13 ไร่ หรือพันไร่นั้น ไม่มีเอกสารรองรับตามกฎหมาย แม้ว่าทางวัดจะกล่าวอ้างว่าเคยจัดประชุมประชาคมเรื่องการตั้งวัด แต่ผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่า ในพื้นที่ไม่เคยมีการจัดทำประชาคมเรื่องนี้ ทางวัดเคยพยายามดึงคนนอกพื้นที่ มาอ้างเพื่อทำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ โดยจะให้พระเข้ามาดูแล เพื่อใช้บังหน้าในการสร้างสิ่งปลูกสร้างหรือกระต๊อบบนเขา แต่ผู้ใหญ่บ้านปฏิเสธและไม่เซ็นอนุมัติให้ อีกทั้งยังเคยนำของมาแจกชาวบ้าน และฉวยโอกาสขอบัตรประชาชนของชาวบ้านไป จากนั้นก็นำข้อมูลส่วนตัวไปแอบอ้างเป็นเอกสารประชาคมปลอมขึ้นมา

ไม่ได้มีอคติกับพระหรือวัด ตนพร้อมดูแลวัดอื่นในพื้นที่ ที่อยู่อย่างสมถะ ไม่ตัดไม้บุกรุกป่า แต่สิ่งที่รับไม่ได้คือการเอาคำว่าศาสนา มาอ้างเพื่อทำลายธรรมชาติตัดไม้ทำลายป่า และทำผิดกฎหมาย โดยการฟื้นฟูพื้นที่ป่า ไม่จำเป็นต้องเสียเงินงบประมาณรัฐ เพราะธรรมชาติจะรักษาตัวเอง

ขณะนี้ต้นกระถินกำลังโตไวมาก เชื่อว่าอีกประมาณ 1-2 ปี ป่าก็ขึ้นหนาทึบจนไม่มีใครแอบขึ้นไปทำอะไรได้อีก อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านยังร่วมมือกับนายอำเภอ วางแผนผลักดันพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นป่าชุมชน โดยจะให้ชาวบ้านมาร่วมทำประชาคมตัดสินใจกันเอง พร้อมฝากถึงภาครัฐให้ช่วยจัดสรรที่ดินทำกินให้ชาวบ้านที่ยากจนจริงๆ ได้มีที่ทำกิน ไม่ใช่ปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือของคนมีเงินหรือผู้มีอำนาจ



สถานะพื้นที่และการดำเนินงาน ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง


เกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เล่าว่า เบื้องหลังมีการวางแผนเพราะทำเป็นสเต็ป มีการนำที่ดิน ส.ป.ก. และที่ป่าอนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 2 บริเวณยอดเขา (รวมเกือบ 2,000 ไร่) ไปใช้ผิดประเภท โดยสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม/วัด ประมาณ 13 ไร่ ทำถนน ตัดภูเขา ตัดไฟ ตัดน้ำ และนำอาคาร knock-down เข้ามาติดตั้งอย่างเป็นระบบคล้ายทำเป็นเฟสพัฒนา ไม่ใช่การค่อยๆ สร้างแบบวัดทั่วไป ด้านกองปราบปราม เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินคดี เร่งประเมินมูลค่าความเสียหายทางทรัพยากรเพื่อส่งฟ้องศาล

เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐว่ามีใครปล่อยปละละเลยหรือบกพร่องหรือไม่ และลงพื้นที่ติดตามคดีทุกเดือนเพื่อความรวดเร็ว โดยจะใช้กรณีนี้เสนอมาตรการให้รัฐบาลแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน หากที่ตรงไหนทำ ส.ป.ก. ไม่ได้ ก็ควรคืนให้กรมป่าไม้ไปฟื้นฟูเป็นป่าต้นน้ำ ในการเปิดสำนักสงฆ์ต้องได้รับความยินยอมจากชาวบ้าน และทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อน ไม่สามารถเข้าไปทำโดยพลการได้

นักปราชญ์ จี้กระโทก ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. เผยว่า พื้นที่ ประมาณ 1,000 กว่าไร่ มีการปรับสภาพ ทำถนน และขุดดินไปแล้วราว 100 กว่าไร่ เนื้อที่ 13 ไร่ (มีรั้วล้อมรอบ) ด้านหลังอีกประมาณ 60 กว่าไร่ ซึ่งเตรียมสร้างเป็น หมู่บ้านอริยะ ส.ป.ก. เคยจัดสรรให้เกษตรกรทำกิน 4 แปลง (รวม4 ไร่) ซึ่งเกษตรกรตั้งใจสละสิทธิ์ให้วัด แต่ยังไม่อนุมัติเป็นทางการ และพื้นที่ 1,000 กว่าไร่ ด้านบนยังไม่เคยมีการรังวัดให้วัดแต่อย่างใด เดิมขอทำเพียงวัดเล็กๆ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์พิจารณาได้ แต่ภายหลังมีการก่อสร้างเพิ่มเกินความจำเป็นโดยไม่ได้ขออนุญาต

ปัจจุบันไม่มีพระสงฆ์อยู่แล้ว เหลือเพียงแม่ชี เอกสารที่ยื่นขอใช้พื้นที่ก็ยังไม่ครบถ้วน ซึ่งต้องมีรายงานการประชุมประชาคม เพื่อแสดงความเห็นชอบของชาวบ้านในชุมชน หากชาวบ้านไม่ยอมรับ ส.ป.ก. ก็ไม่อนุญาต เจ้าหน้าที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป่าไม้ เข้าตรวจสอบและแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว อยู่ระหว่างตำรวจรวบรวมหลักฐาน ทำหนังสือขอประสานการไฟฟ้าให้ดำเนินการตัดไฟเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ยืนยันว่า ส.ป.ก. ทำงานโปร่งใสตามขั้นตอน ไม่มีการลัดขั้นตอนหรือช่วยเหลือฝ่ายใด และตามกฎหมาย ส.ป.ก. ไม่มีอำนาจพิเศษไปยึดหรือรื้อถอนได้ทันที ต้องรอขั้นตอนทางกฎหมายพิจารณาไม่อนุมัติ แจ้งให้ออกจากพื้นที่ หรือฟ้องร้องบังคับรื้อถอนตามกระบวนการศาลต่อไป