ทิศทาง โครงการ TH-Ai Passport ภาษาไทยเพี้ยน ใช้งานจริงน้อยกว่าลงทะเบียน คุ้มค่าหรือไม่ หลังเปิดตัว 1 วัน ยอดใช้งาน 1 แสน ทั้งที่ยอดลงทะเบียน 1.5 ล้าน
จากกรณี วันที่ 31 ส.ค. 69 กระทรวงดีอี เปิดใช้งาน TH-Ai Passport (การเข้าถึง AI ระดับ Pro) อย่างเป็นทางการ หลังจากเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 19 ส.ค. 69 โครงการดังกล่าว ได้รวบรวม AI กว่า 30 โมเดลไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เพื่อยกระดับความรู้ความเข้าใจด้านปัญญาประดิษฐ์ ควบคู่กับการสนับสนุนให้ประชาชนนำ AI ไปใช้งานจริง และตั้งเป้ารองรับประชาชนไทย ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป สูงสุด 5 ล้านคน
วันที่ 1 ก.ย. 69 นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ถึงกรณีดังกล่าวว่า โครงการ TH-Ai Passport สัญญาเดิมการจ่ายเงินคิดแบบเหมาจ่าย คือมีผู้มาใช้งาน 10 คน หรือล้านคน ก็เหมาจ่าย 1,600 ล้านบาท พรรคประชาชน ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาของสัญญาเก่า ทำให้กระทรวงดีอีแก้สัญญาเป็นแบบ pay per active user (การจ่ายต่อหัว) คือ 1 บัญชีผู้ใช้ จ่ายโดยประมาณ 25 บาท โดยขณะนี้มีคนลงทะเบียนประมาณ 1.5 ล้านคน แต่ผู้ใช้งานจริงต่อวันมีแค่ประมาณ 100,000 คน เท่ากับว่ารัฐต้องจ่าย 2.5 ล้านบาท/เดือน จากเดิมต้องจ่าย 1,600 ล้านบาท
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Big Data และเทคโนโลยีภาครัฐ กล่าวว่า การที่คนลงทะเบียนล้านกว่าคน แล้วใช้งานวันแรกแสนคน คิดเป็นสัดส่วนคือ 10% ถ้าจะแฟร์กับโครงการ ต้องเทียบว่า Active User (ผู้ใช้ที่ใช้งานอยู่) ของแพลตฟอร์มทั้งเอกชนหรือภาครัฐประเภทนี้ในประเทศไทยเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ เมื่อครบ 1 สัปดาห์แล้วเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้เพิ่มขึ้นหรือลดลง ช่วงแรกอาจต้องจับตาเป็นรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน หรือไตรมาส หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูทิศทางเพราะเป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญ
ดร.ธรรม์ธีร์ มองว่า การใช้งานหรือ Active User ขึ้นอยู่กับคำจำกัดความ หรือประเภทของแพลตฟอร์ม เช่น แพลตฟอร์มข่าว จำนวนผู้ใช้งานสามารถวัดแบบรายวันได้ ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสามารถเข้ามาดูการเข้าใช้งานทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือแพลตฟอร์มท่องเที่ยว ปกติคนเราเที่ยวประมาณปีละ 1-2 ครั้ง ผู้ใช้ที่เข้ามาซื้อตั๋วเครื่องบิน โรงแรม อย่างน้อยปีละครั้ง ก็อาจนับเป็น Active User ของแพลตฟอร์มนั้นได้
ดร.ธรรม์ธีร์ ชี้ว่า หน่วยงานที่ดูแลโครงการ ต้องแบ่งเป็นกลุ่ม เช่น ผู้ที่ใช้งานทุกวัน, ใช้ทุก 3 วัน หรือใช้ทุกสัปดาห์ เพื่อสังเกตการณ์ว่าผู้ใช้งานที่เคยเข้ามาใช้แพลตฟอร์มแล้ว กลับมาใช้บ่อยแค่ไหน ด้านการใช้งานแล้วมีปัญหา หรือไม่ตรงกับความคาดหวัง เนื่องจากบอกว่าเป็นแบบ Pro ที่ช่วยให้คนไทยประหยัดเงิน ไม่ต้องไปซื้อแยกแพลตฟอร์ม เมื่อคนที่เคยใช้แบบ Pro มาทดลองใช้ ก็คาดหวังประสบการณ์แบบPro เช่น ระบบค้าง Error ช้า หรือเจนรูปออกมาถูกต้องไหม
โดย ดร.ธรรม์ธีร์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กว่า “โครงการ gen AI มูลค่าสูงที่สุดของรัฐบาลไทย แต่ gen รูปที่มีภาษาไทยแล้วเพี้ยน?”
เมื่อมีความคิดเห็นทั้งดีและไม่ดี แอดมินเพจทางการก็นำไปปรับปรุง เช่น เรื่องภาษาไทย ทางโครงการจะเร่งเน้นตัวที่เจนรูปได้ดี ก่อนหน้านี้ มีการวัดผลช่วง 22 ชั่วโมงแรก ผู้ใช้งานชื่นชมประมาณ 3.2% เรื่องความหลากหลายของโมเดล แต่ในเชิงเทคนิค ภาครัฐก็ได้เรียนรู้ว่าความหลากหลายของโมเดลจำเป็นจริงหรือไม่ หากมีบางโมเดลที่เพี้ยน จะนำไปปรับอย่างไร
ฟีดแบ็กจากผู้ใช้งาน แบ่งได้ 4 กลุ่มหลัก คือ
1. เรื่องรูป (มากที่สุด)
2. วิดีโอ (ต้องการความละเอียดและความยาว)
3. การวิเคราะห์ข้อมูล
4. การถามตอบให้ได้คำตอบที่ถูกต้อง
เมื่อทราบแนวทาง หน่วยงานที่ดูแลโครงการจะได้ข้อมูลทิศทางที่ต้องนำไปปรับแก้ไข
“วันที่เปิดตัววันแรกเหมือนจะปิดเมนต์ ซึ่งผมว่าไม่ใช่แนวทางที่ดีสำหรับโครงการสาธารณะ ณ ทุกวันนี้ เพราะมันทำให้ตัวเจ้าของโครงการเองไม่รู้ ถ้าเปิดเมนต์ตั้งแต่วันแถลงข่าว เผลอๆ ได้ความคิดเห็นเยอะแยะ มากมาย ไปทำโครงการให้ดี”
ดร.ธรรม์ธีร์ กล่าวว่า ความคุ้มค่าคือสิ่งที่ได้ เทียบกับเงินที่จ่าย ซึ่งมีหน่วยงานหลายฝ่ายตั้งคำถามเรื่องสัญญาที่ปรับมาเป็น pay per active user (การจ่ายต่อหัว) ซึ่งคำว่าจ่ายต่อหัวอาจยังไม่ละเอียดมากพอ เช่น ลงทะเบียนแล้วจะต้องจ่ายตลอดหรือไม่ หรือหากใช้งานในจำนวนน้อยครั้งจะตัดการจ่ายในเดือนถัดไป ซึ่งควรเป็นแบบนั้น และดู Active User ว่าใช้ซ้ำบ่อยแค่ไหน เนื่องจากอยากให้สัญญาเป็นธรรมกับเงินภาษีประชาชน
วันแถลงข่าว (28 ส.ค. 69) ดร.ธรรม์ธีร์ นำผลสำรวจมาเปิด พบว่า ประชาชนอยากให้ข้าราชการใช้ เพื่อช่วยให้งานภาครัฐมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว โปร่งใส โดยมีข้อมูลว่ากระทรวงอีดีจะขอความร่วมมือไปยังกระทรวงต่างๆ ซึ่งมองว่าเป็นทิศทางที่ดี อยากให้ข้าราชการทั่วประเทศใช้ เมื่อใช้แล้วประชาชนจะรู้ได้ว่างานราชการมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่
อีกประเด็นที่ ดร.ธรรม์ธีร์ ย้ำคือ การเก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศ ในข้อกำหนดการใช้งานและประกาศความเป็นส่วนตัว ข้อ 1.3 หมวด 3 เขียนชัดเจนว่า Prompt คำสั่ง ข้อความ รูปภาพที่ส่งให้ AI ถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งขัดแย้งกับที่บอกว่าข้อมูลส่วนบุคคลจะไม่ส่งไปประมวลผลนอกประเทศ หากต้องการให้ข้าราชการใช้งาน ซึ่งราชการเป็นงานความลับระดับประเทศ ถ้าโครงการนี้ไม่ได้เก็บและประมวลผลข้อมูลในประเทศตามวัตถุประสงค์ แล้วข้าราชการส่งข้อมูลเข้าไปประมวลผลต่างประเทศจะเป็นอย่างไร
เปิดประกาศความเป็นส่วนตัว ข้อ 4.1 เขียนไว้ว่า โครงการดำเนินงานยกเว้นไม่ให้ผู้ให้บริการโมเดล AIนำข้อมูลผู้ใช้ไปฝึกโมเดล ในทุกกรณีที่ผู้ให้บริการโมเดล AI เปิดให้ดำเนินการได้ หมายความว่าถ้ากรณีผู้ให้บริการจะปฏิเสธหรือยกเลิก ก็ทำได้เพราะมีเงื่อนไขนี้อยู่ หากภาครัฐหรือภาคเอกชนนำไปใช้ ก็เป็นข้อมูลความลับของบริษัทเช่นกัน ควรสร้าง พัฒนา และประมวลผลสมองภายในประเทศไทย ซึ่งทำได้หลากหลายวิธี เช่น นำโมเดลที่ภาครัฐไทยเริ่มสร้างไว้อยู่แล้ว (จากงบหลักสิบหลักร้อยล้าน) แบ่งงบมาทำให้หัวสมองฉลาดพอใช้งานได้กับงานราชการ หรือ G2G กับต่างประเทศ (ข้อตกลงหรือการซื้อขายแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล) เอาสมองเวอร์ชันล่าสุดมาตั้งในไทยแล้วพัฒนาต่อยอด งบประมาณทุกบาทจะได้ถูกใช้เพื่อพัฒนาและสร้าง ไม่ใช่แค่เพื่อเช่า ทิศทางนี้ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มากที่สุด และไม่ได้ขัด TOR (ประกาศข้อกำหนด) แม้แต่ประโยคเดียว
ส่วนที่ดีของโครงการคือเรื่องของการเทรนนิ่ง เรื่องทักษะ ที่เทรนแล้วได้แต้มสะสม และเป็นประโยชน์ต่องานของแต่ละองค์กรแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับกระบวนการใช้งาน แต่ยังไม่เห็นฟีดแบ็กเรื่องศักยภาพที่เหนือกว่าแพลตฟอร์มแบบเก่า