โค้งสุดท้าย โผทหารปี 69 เก้าอี้แม่ทัพภาค 4 จุดเปลี่ยนหรือแค่เกมยื้อเวลา? หลังไฟใต้ปะทุหนัก ส่อง 2ปัจจัยเปลี่ยนม้ากลางศึก
เก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 ไม่เคยเป็นแค่ตำแหน่งทางทหาร แต่มันเป็นเก้าอี้วัดศรัทธา วัดฝีมือ และวัดอำนาจของคนคุมกองทัพในแต่ละยุค มาถึงยุคที่เตรียมทหารรุ่น 26 คุมแผงอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รวมถึงเสนาธิการทหารบก และผู้บัญชาการทหารอากาศที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเดียวกัน เก้าอี้นี้กลับเป็นเก้าอี้เดียวที่มีข่าวว่าจะเปลี่ยนตัวกลางศึกอยู่ทุกวัน ทั้งที่ทัพภาคอื่น ผบ.ทบ.ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก เพื่อให้งานเกิดความต่อเนื่อง
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 เมื่อ พล.ท.นรธิป โพยนอก หรือบิ๊กยูร ครั้งเติบโตจากตำแหน่ง รองแม่ทัพภาคที่ 2 จากพื้นที่อีสาน และผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 3 และกองกำลังสุรศักดิ์มนตรี ที่ดูแลชายแดนไทย-ลาว ถูกส่งลงมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4
การตัดสินใจครั้งนั้นในมุมของกองทัพบกคือ การจัดระเบียบอำนาจใหม่ ด้วยก่อนหน้านี้ เก้าอี้แม่ทัพภาค4 ผูกขาดอยู่ในขั้วอำนาจเก่ามาถึง 4 คนต่อเนื่อง ตั้งแต่พลเอก พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ , พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ จนถึง พลเอกศานติ ศกุนตนาค และพลโท ไพศาล หนูสังข์ จึงมีการโยก พลโทวรเดช เดชรักษา รองแม่ทัพภาค 4 ที่ถูกวางตัวเป็นแม่ทัพคนต่อไปออกไปเป็น ผอ.ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 กอ.รมน. แต่ในมุมของคนในพื้นที่ คือการส่งทหารนอกพื้นที่มาคุมสมรภูมิที่ต้องใช้คนใน ประวัติศาสตร์เคยสอนมาแล้วหลายครั้งว่าสูตรนี้มักอยู่ไม่ยาว ตั้งแต่ยุค "ทักษิณ" ส่งพลเอก ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ลงมาแล้วอยู่ได้แค่หกเดือน หรือยุค "บิ๊กตู่" ส่งพลเอกวลิต โรจนภักดี มาเป็นแม่ทัพภาค 4 เพื่อชดเชยเก้าอี้แม่ทัพภาค 1แล้วก็ต้องย้ายกลับภายในครึ่งปี
เมื่อแม่ทัพจากอีสานลงมาถึงใต้ โชคชะตาก็ไม่ได้เข้าข้าง เหตุรุนแรงใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนถูกมองว่าเป็นการรับน้องแม่ทัพใหม่ ตามมาด้วยดราม่าคดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ที่คำพูดของแม่ทัพต้องจบด้วยการกล่าวขอโทษ แต่ก็ยังค้างคาใจกลุ่มเคลื่อนไหวที่ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด ต่อด้วยปมพาดพิงโรงเรียนปอเนาะที่ พล.ท.นรธิป ต้องออกมาแถลงขอโทษประชาชน ยอมรับว่าการสื่อสารอาจทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ และปิดท้ายด้วยบททดสอบที่ไม่มีใครเตรียมตัวมาก่อนคือ น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แม้สังคมจะพุ่งเป้าไปที่ท้องถิ่นและรัฐบาล แต่ในฐานะแม่ทัพที่ดูแล 14 จังหวัดภาคใต้ กองทัพภาคที่ 4 ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องการตั้งรับที่ล่าช้า จนสุดท้ายรัฐบาลต้องตั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด พลเอกอุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ลงมาเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าเอง
สิ่งที่น่าสนใจคือ รอบตัวของพลโทนรธิป ไม่ได้โดดเดี่ยว พี่เลี้ยงทั้งหมดคือ ตท.26 ทั้งสิ้น ทั้งพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหมที่ประกาศว่า รุ่นเดียวกัน ภารกิจเดียวกัน ทั้งพลเอกพนา ที่ลงพื้นที่ชายแดนใต้ไปให้กำลังใจเพื่อนร่วมรุ่นหลายครั้ง
ทั้งรองเสนาธิการทหารอย่างพลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว ที่ถูกดึงมาเป็นเลขานุการคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ และเสนาธิการทหารบก พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ ที่ถูกวางตัวเป็นเลขาฯ สมช.คนใหม่ เพื่อรับมือไฟใต้โดยตรง ตามสูตรอำนาจ นี่คือการคุมเบ็ดเสร็จ แต่ผลลัพธ์ในพื้นที่กลับสวนทาง รายงานความมั่นคงระบุว่าแนวร่วมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ขณะที่ผู้สูงอายุที่เคยร่วมมือกับรัฐเริ่มถอยห่างเพราะความหวาดกลัวและไม่เห็นแนวทางที่ยั่งยืน เหตุรุนแรงยังเกิดรายวัน แม้จะมีนโยบายส่งกำลังจากกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 3 ลงไปเสริมตามคำสั่งของ ผบ.ทบ.ก็ตาม
นี่จึงเป็นที่มาของคำถามว่า ทำไมทัพอื่นไม่มีข่าวเปลี่ยนตัว แต่ทัพ 4 มีข่าวทุกวัน คำตอบอยู่ตรงที่ธรรมเนียมของเก้าอี้นี้ ปกติแม่ทัพภาค 4 มักจะนั่งจนเกษียณ หรืออย่างน้อย 6 เดือนก่อนเกษียณ เพราะดีกว่าการได้ยศพลเอกแล้วไปเป็นตำแหน่งลอยอย่างที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก พลโทนรธิป จะเกษียณตุลาคม 2570 เดิมต้องขยับขึ้นพลเอกในโผตุลาคม 2569 นี้ แต่มีกระแสว่าตัวท่านเองต้องการนั่งต่อ โดยอ้างการทำงานให้ต่อเนื่องใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
การขอนั่งต่อนี้เองที่ไปปิดโอกาสของคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ พลโทนิติ ติณสูลานนท์ แม่ทัพน้อยที่ 4 เพื่อน ตท.26 ด้วยกันที่เป็นลูกหม้อใต้ตัวจริง อยู่ชายแดนใต้มาตั้งแต่เป็นนายทหารหนุ่มๆ และเป็นหลานของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ หากได้เป็นแม่ทัพภาค 4 จะเป็นประวัติศาสตร์ของครอบครัว
กลุ่มที่ 2 คือ พลตรี ชาคริต อุจะรัตน หรือรองคิ้ว รองแม่ทัพภาค 4 แกนนำ ตท.28 ที่เติบโตมาจากหน่วยรบพิเศษ อดีตผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 และถูกวางตัวมานานให้มาคุมใต้โดยเฉพาะ ปัจจุบันคุมศูนย์สันติวิธีและทีมโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จนสื่อหลายสำนักพาดหัวตรงกันว่าสภากลาโหมจะดันชาคริตนั่ง มทภ.4 ดับไฟใต้ ยังไม่รวมพลตรียอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค 1 ที่ลงมาทำหน้าที่ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส จนถูกตั้งค่าหัวหลักสิบล้าน เพราะท่าทีแข็งกร้าวต่อกลุ่ม BRN และกำลังจะครบวาระหนึ่งปีในเดือนตุลาคมนี้
ข่าวเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 4 จึงไม่ใช่แค่ข่าวโยกย้าย แต่เป็นภาพสะท้อนของศึกในที่ใหญ่กว่าศึกนอก มันคือการวัดพลังระหว่าง ตท.26 กับ ตท.27 และ ตท.28 และวัดพลังกันเองใน ตท.26 ด้วยว่าจะเอาแม่ทัพยูรนั่งต่อเพื่อรักษาหน้าของ ผบ.ทบ. หรือจะให้แม่ทัพต่อขึ้นสักครั้งในชีวิต หรือจะข้ามรุ่นไปเอารองคิ้วที่เป็นสายบู๊มาคุม
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโผจะออกมาว่า พลโทนรธิป ได้นั่งต่อ หรือเปิดทางให้คนอื่นขึ้นมาแทน คำว่า จุดเปลี่ยนหรือแค่เกมยื้อเวลา ก็ยังเป็นคำถามที่ถูกต้องที่สุด เพราะถ้าแค่ยื้อเวลา สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนอยู่ดีในเดือนเมษายน 2570 แต่ถ้าคิดจะเปลี่ยนจริง นี่คือโอกาสเดียวที่ ผบ.ทบ.ที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในรอบหลายปี จะต้องตัดสินใจว่าจะยึดคติไม่เปลี่ยนม้ากลางศึกต่อไป ทั้งที่ม้าตัวเดิมวิ่งผิดลู่มาตั้งแต่ต้น หรือจะยอมเปลี่ยนม้าเพื่อบอกกับคน 14 จังหวัดใต้ว่า กองทัพเข้าใจแล้วว่าชายแดนใต้ไม่ใช่งานป้องกันชายแดน แต่เป็นงานที่ต้องใช้หัวใจของคนในพื้นที่จริงๆ มานั่งคุม
โดยขณะนี้คาดว่า อยู่ในขั้นตอนตรวจสอบรายชื่อ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในกลางเดือนกันยายน2569