ดาบสองคม "ระเบียบเนรเทศใหม่" รัฐหวังล้างทุนเทา "เครือข่ายประชากรข้ามชาติ" มอง แก้ปัญหาต่างด้าวปลายเหตุ บีบกรอบส่งกลับ 30 วัน อาจขาดความรอบคอบ เสี่ยงขาดแรงงาน
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569 หวังเช็ดล้างทุนสีเทาแต่เครือข่ายแรงงานข้ามชาติติงหนัก ปิดกั้นการตรวจสอบ ข้ามขั้นตอนความคุ้มครองสิทธิมนุษยชน หวั่นซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนแรงงาน
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. 2569” ซึ่งลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 ส.ค.69 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค.69 เป็นต้นไป เพื่อหวังใช้เป็นมาตรการทางปกครองในการจัดการปัญหาคนต่างด้าวที่กระทำความผิดและเป็นภัยต่อสังคมอย่างรวดเร็ว
ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายอดิศร เกิดมงคล แรงงานข้ามชาติ เครือข่ายองค์กรประชากรข้ามชาติ สะท้อนมุมมองและความเห็นต่อระเบียบกฎหมายฉบับใหม่ ที่เพิ่งประกาศใช้ว่า ตัวระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้เป็นกฎหมายระดับรอง ที่ออกมาเพื่อรับกับกฎหมายระดับพระราชบัญญัติอย่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ. 2499 ซึ่งยังคงมีผลบังคับใช้อยู่อย่างเดิมแต่ไม่ค่อยได้นำมาใช้กัน โดยตัวระเบียบฉบับที่ออกมานี้ มีระดับทางกฎหมายค่อนข้างต่ำ แต่กลับถูกผลักดันออกมา เพราะออกง่าย และรวดเร็วกว่าการแก้ไขกฎหมายหลักในสภา
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การให้อำนาจกับรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงมหาดไทยโดยตรง ให้มีอำนาจสั่งเนรเทศได้ภายใน 7 ถึง 30 วัน ต่างจากกระบวนการเดิมที่มีความรัดกุมกว่า โดยต้องผ่านการจับกุม ส่งฟ้องศาล มีคำพิพากษา แล้วจึงค่อยดำเนินการส่งกลับ
ระเบียบนี้ไปตั้งเงื่อนไขข้อหาไว้กว้างมาก เช่น การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต ทำธุรกิจไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว หรือเอกสารไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกันก็ให้อำนาจพิจารณาประเด็นพฤติการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และความสงบเรียบร้อย ซึ่งเป็นการตีความที่กว้างและคลุมเครือ พอไม่มีกระบวนการตรวจสอบหรือทบทวนคำสั่ง ความผิดพลาดจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เสี่ยงที่จะส่งคนที่ไม่ควรส่งกลับไป
อีกประเด็นหนึ่งคือ การไปหักล้างกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีความก้าวหน้า โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (มาตรา 13) ที่ระบุชัดเจนว่า ทางภาครัฐจะต้องไม่ส่งบุคคลกลับไปสู่อันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพในประเทศต้นทาง
นายอดิศร ชี้ว่า ระเบียบสำนักนายกฯ ฉบับนี้ ได้ข้ามขั้นตอนการคัดกรองตามมาตรา 13 ดังกล่าวไป เมื่อสั่งเนรเทศและส่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว กลไกการคุ้มครองตามกฎหมายปราบปรามการทรมานฯ จึงไม่สามารถทำงานได้ทัน
ในระเบียบล่าสุดยังมีการกำหนดกรอบเวลาการยื่นส่งตัวไปประเทศที่สามไว้เพียง 30 วัน ซึ่งในทางปฏิบัติระหว่างประเทศ การยืนยันสถานะผู้ลี้ภัยและการประสานงานย้ายถิ่นฐานต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก และไม่ชัดเจนว่าความล่าช้านั้นมา จากประเทศปลายทางหรือขั้นตอนของไทยเอง การเขียนล็อกเวลาไว้กระชั้นชิดเพียง 30 วัน โดยไม่มีช่องทางให้ยื่นอุทธรณ์เพื่อรันกระบวนการคุ้มครองต่อได้อย่างชัดเจน หากดำเนินการไม่ทันก็ต้องถูกส่งกลับประเทศสัญชาติเดิมทันที
สิ่งนี้ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงของการออกกฎหมายฉบับนี้คือกลุ่มผู้ลี้ภัยหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างเคสของชาวอุยกูร์หรือกลุ่มโรฮิงญา ที่ปัจจุบันรัฐบาลต้นทางเข้ามาเคลื่อนไหวกดดันให้ไทยส่งตัวกลับ ซึ่งหากถูกส่งตัวกลับไปเนื่องจากกรอบเวลา 30 วันบีบบังคับ ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะต้องเผชิญอันตรายถึงแก่ชีวิต
แก้ปัญหาปลายเหตุและความเสี่ยงซ้ำเติมวิกฤตขาดแคลนแรงงาน
นายอดิศร มองว่า การออกระเบียบฉบับนี้อาจช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้นได้ในบางเรื่อง เช่น การกวาดล้างกลุ่มทุนจีนเทาให้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอที่แท้จริง และอาจกลายเป็นการแก้ปัญหาเพื่อเอาใจคนบางกลุ่มหรือไม่
ตัวระเบียบนี้ยังเสี่ยงในการผลักแรงงานเข้าสู่ระบบผิดกฎหมาย เนื่องจากโครงสร้างการจ้างแรงงานต่างด้าวของไทยเข้าถึงยาก เอกสารยุ่งยาก ทำให้คนจำนวนมากหลุดไปอยู่นอกระบบโดยไม่ได้ตั้งใจ ต่อมาคือ การซ้ำเติมการขาดแคลนแรงงาน เมื่อนำระเบียบเนรเทศนี้มาใช้ง่ายขึ้น กวาดล้างและส่งกลับอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีมาตรการหมุนเวียนแรงงานในระบบ จะทำให้ภาคธุรกิจของไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก
แนวทางและข้อเสนอแนะในการปรับกรอบกฎหมาย
นายอดิศร ได้เสนอแนะทางออกไว้ว่า ทางรัฐบาลควรรีบจัดให้มีกลไกการคัดกรองก่อนส่งกลับ และกลไกคัดกรองผู้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยให้มีความชัดเจนและสะดวกยิ่งขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันป้องกันไม่ให้ส่งคนไปสู่อันตราย
ในกรณีการประสานงานส่งตัวผู้ลี้ภัยไปประเทศที่สาม หากกระบวนการระหว่างประเทศล่าช้า ควรขยายกรอบเวลาให้เกิน 30 วัน และเปิดสิทธิการอุทธรณ์อย่างชัดเจนเพื่อประกันความปลอดภัยของผู้ถูกเนรเทศ
รัฐบาลควรเร่งผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ที่ค้างอยู่ในสภา โดยใส่อำนาจพิเศษฉุกเฉินเข้าไปพร้อมกับกลไกตรวจสอบและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน ส่วนระเบียบสำนักนายกฯ ควรใช้เป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเท่านั้น