ลักลอบขุดกว่า 200 หลุม หัวขโมยขุดแหล่งโบราณบ้านหนองปลาไหล จ.เพชรบูรณ์ ใกล้อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ พบตั้งแคมป์ขนดินร่อนหาลูกปัดหินสี ทุบโครงกระดูกแหลก “นักวิชาการ” ชี้จุดอ่อนงบฯ ไม่ครอบคลุมโบราณทั่วประเทศ ย้ำทำลายหลักฐานโบราณคดี เท่ากับทำลายเรื่องเล่าชุมชน
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 69 ทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กรมศิลปากร ได้รับแจ้งว่า มีการลักลอบขุดโบราณวัตถุที่บ้านหนองปลาไหล ต.วังใหญ่ อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยได้รับการสำรวจทางโบราณคดีเมื่อปี 2554 แล้วว่าเป็นลักษณะแหล่งเนินดินขนาดใหญ่ อยู่ติดกับลำน้ำที่ชื่อว่า คลองกะสัง พบหลักฐานว่าเป็นแหล่งฝังศพของคนในช่วงก่อนประวัติศาสตร์
ข้อมูลจาก สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี แหล่งโบราณคดีบ้านหนองปลาไหล เคยได้รับการสำรวจทางโบราณคดีแล้วเมื่อปี 2554 ลักษณะแหล่งเป็นเนินดินขนาดใหญ่ อยู่ติดกับลำน้ำที่ชื่อว่า คลองกะสัง พบหลักฐานการเป็นแหล่งฝังศพของคนก่อนประวัติศาสตร์ ต่อมาเกิดเหตุมีคนหลายคนมาทำการลักลอบขุดหาลูกปัดเพื่อนำไปขาย ตอนเราเข้าไปในพื้นที่ พบหลุมลักลอบขุด ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง จำนวนอย่างน้อย 200 หลุม สภาพของโครงกระดูกมนุษย์และกระดูกสัตว์ถูกรื้อกระจายอย่างไร้ความเคารพต่อบรรพชนชาวเพชรบูรณ์
นอกจากนี้ยังมีร่องรอยของการตั้งแคมป์ขุดกันเป็นขบวนการน่าเศร้านะ เราอาจจะตามของกลับมาได้ แต่สิ่งที่เสียไปคือเรื่องราวของสิ่งของคนโบราณ ที่เราเรียกกันว่า “บริบททางโบราณคดี” เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า การฝังศพที่นี่มีการฝังสัตว์ร่วมลงไปด้วยหรือไม่ ลูกปัดอยู่ในลักษณะไหน สิ่งของที่ฝังให้ผู้ตายมีอะไรบ้าง มีโรคภัยไข้เจ็บไหม อายุเท่าไหร่ เขาเป็นใคร กำหนดอายุได้เท่าไหร่
การสำรวจโบราณวัตถุที่พวกลักลอบขุดทิ้งไว้ นอกจากเศษภาชนะดินเผาเนื้อดิน กระดูกคน กระดูกสัตว์ เอ้อ มีช้างด้วยนะทุกคน ละคือแบบ แก ในเมืองศรีเทพก็เจอช้าง ที่นี่ก็เจอ แต่เราไม่รู้ว่า เขาฝังในลักษณะไหน โอ้ย ยิ่งพิมพ์ยิ่งโกรธ ต่อค่ะ เรายังพบเครื่องมือเครื่องประดับสำริด เครื่องมือเหล็ก ลูกปัดแก้ว และที่น่าสนใจคือ ตะกรันเหล็ก หรือ slag สิ่งของที่หลงเหลือจากการถลุงเหล็ก มีรายงานมาว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว เคยเจอสิ่งที่คล้ายเตา และบริเวณโดยรอบเจอ slag แบบนี้เยอะมากค่ะ ทุกคน มันน่าสนใจมากนะ คนบ้านวังปลาไหลมีเทคโนโลยีการทำเหล็ก เราสามารถตามต่อได้ว่า เหล็กจากไหน เอามาทำอะไร ส่งไปทางไหน
ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง นายศราวุธ สายทอง ปลัด อบต.วังใหญ่ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า มีคนเข้ามาบุกรุกลักลอบขุดของเก่า ที่บ้านหนองปลาไหล เมื่อได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว เบื้องต้นทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังใหญ่ได้ทำการติดป้ายประกาศกัน ห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาขุดหาสมบัติในพื้นที่นี้และให้ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ช่วยสอดส่องว่า หลังจากนี้เมื่อมีรถแปลกปลอมเข้ามาในพื้นที่ให้เข้าไปตรวจสอบทันที
ซึ่งหลังจากการลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว ภายในหลุมศพค้นพบโครงกระดูกมนุษย์ หม้อดินเผาเก่า เครื่องสำริด ลูกปัดอยู่ภายในหลุมฝังศพ
ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องรอการรายงานจากทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ซึ่งจะรายงานไปที่ทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ สำนักศิลปากรที่ 4 ลพบุรี เพื่อที่จะมาประสานงานกันอีกรอบว่า ทางองค์การบริหารส่วนตำบลวังใหญ่จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อพื้นที่นี้เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาลักลอบขุดสมบัติในครั้งต่อไป
ซึ่งทางอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ได้ทำการเข้าแจ้งความแล้วว่ามีคนเข้ามาบุกรุกและลักลอบขุดสมบัติเก่า ถึงแม้จะยังไม่ทราบว่ามีการลักลอบเข้ามาได้อย่างไร
เบื้องต้นคาดการณ์จุดประสงค์ของการลักลอบนี้คือ เพื่อนำลูกปัดมาขายตามท้องตลาด เนื่องจากลูกปัดเป็นสิ่งที่มีมูลค่า ถึงแม้จะยังไม่ทราบว่าราคาที่แน่ชัด แต่คาดว่าอาจมีใบสั่งจากบุคคลที่รู้ในเรื่องราคาของเก่าหรือของโบราณสถาน ซึ่งขณะนี้กำลังรอสอบถามกับบุคคลที่เคยขุดว่า ลูกปัดแต่ละสีมีมูลค่าเท่าไหร่ อย่างไรบ้าง
อีกทั้งยังค้นพบว่า ในแต่ละหลุมที่ถูกลักลอบขุดดินไป จะทำการนำดินใส่ถุง เพื่อที่จะนำไปร่อนที่คลอง เพราะบริเวณคลองพบว่า มีผ้าเขียวและดินที่ถูกร่อนไปแล้วเป็นกองๆ เพื่อร่อนหาลูกปัด
นายศราวุธ ได้เผยว่า พื้นที่นี้เคยทำการขุดเมื่อในช่วง 20 ปีที่แล้ว มีสองจุดด้วยกันแต่ช่วงเวลานั้นจะทำการขุดหลุมแต่ละหลุมเท่ากันทั้งหมดขนาดเมตรคูณสองเมตร แต่ว่าที่ทำการลงพื้นที่ในวันนี้พบว่า การขุดหลุมในบางหลุมก็ตื้นบ้าง บางหลุมก็ลึกบ้าง ไม่มีความเป็นระเบียบ
ซึ่งเจ้าของพื้นที่ตรงนี้เป็นของเกษตรกร ปล่อยให้ชาวบ้านมาเช่าปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลังต่างๆ แต่เมื่อปัจจุบันไม่มีใครมาว่าจ้างและไม่ได้ทำไร่แล้ว จึงปล่อยให้พื้นที่นี้เป็นป่ากระถินรกร้างและเจ้าของพื้นที่เองก็ไม่ทราบว่ามีของเก่าในพื้นที่ของเขา แต่ว่าเคยมีนายทุนมาทำการพูดคุยกับเจ้าของที่และขอขุด
ทำไมต้องขุดลูกปัด ?
ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรับออนไลน์ ได้สอบถามเพิ่มเติมไปยัง อาจารย์ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระด้านโบราณคดี ถึงประเด็นสาเหตุของการขุดลูกปัด
การขุดล่าลูกปัดเป็นเรื่องปกติของกลุ่มพ่อค้าโบราณวัตถุที่มีมาตั้งแต่อดีต โดยเริ่มมาตั้งแต่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี เนื่องจากแหล่งก่อนประวัติศาสตร์และแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีมักพบเครื่องประดับอุทิศให้กับศพเมื่อ 2,000–3,000 ปีที่แล้ว ของมีค่าเหล่านี้เป็นที่ต้องการและซื้อขายได้ราคา กลุ่มนักล่าสมบัติจากอู่ทองเมื่อขุดพื้นที่ภาคกลางจนหมดแล้ว จึงกระจายตัวไปตั้งแค้มป์ขุดตามแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ทั่วประเทศ หากจุดไหนที่กรมศิลปากรเข้าไม่ถึงหรือติดตามยาก ก็จะตั้งแค้มป์ขุดกันนานเป็นเดือนจนกว่าจะพบหลุมฝังศพ
สำหรับมูลค่าราคาการซื้อขายนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของลูกปัด เช่น ลูกปัดแก้วทั่วไปจะมีลักษณะเม็ดเล็กสีฟ้า สีเหลืองหรือสีส้มและหินอัปเกรดอย่างหินเซอร์เพนเทียนหรือหินที่มีลายสีดำขาว มีความนิยมและมักจะถูกนำมาใช้เป็นเครื่องประดับส่วน มีราคาสูงตั้งแต่หลักพันถึงสองพันบาทต่อชิ้นแต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปัดด้วย
เคยเกิดขึ้นที่ไหน
พฤติกรรมนี้เคยเกิดขึ้นหนักที่สุดช่วง 30–40 ปีก่อน โดยกลุ่มนักล่าสมบัติจากอู่ทองได้กลายเป็นกลุ่มใหญ่และนำความรู้การขุดไปแพร่กระจายให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง ตั้งแต่นครสวรรค์ขึ้นไปจนถึงลพบุรี จนพื้นที่โบราณคดีถูกขุดเป็นหลุมต่อหลุมเชื่อมกันเหมือนอุโมงค์ใต้ดิน
ปกติแหล่งโบราณคดีในไทยมีจำนวนมากตามเนินดินใกล้ลำน้ำ ซึ่งมักถูกทิ้งร้างเป็นป่า แม้กรมศิลปากรจะมีบันทึกข้อมูลแหล่งโบราณคดีไว้ทั้งหมด แต่งบประมาณและบุคลากรในการดูแลรักษากลับมีน้อยมากจนไม่สามารถครอบคลุมได้ทุกจุด
นอกจากนี้ โบราณสถานหลายแห่งยังตกอยู่ในครอบครองของเอกชน เนื่องจากในอดีตกรมที่ดินและกรมศิลปากรยังไม่มีข้อตกลงกันในการกันเขตโบราณสถาน เมื่อชาวบ้านขอออกโฉนด กรมที่ดินจึงออกเอกสารสิทธิ์ให้บนเนินดินรกร้างทันทีเพราะมองไม่เห็นตัวโบราณสถานชัดเจนเหมือนเจดีย์หรือวัดขนาดใหญ่ เนินดินเหล่านี้จึงยากที่จะประกาศขึ้นทะเบียนได้ทั้งหมด และไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เจดีย์ ปราสาท และเนินดินโบราณถูกลักลอบขุดวัตถุไปขายอยู่เป็นประจำ
การเข้าถึงพื้นที่โบราณสถานและเครื่องมือลักลอบ
ประเด็นการเข้าถึงพื้นที่โบราณคดี ดร.ทนงศักดิ์ เล่าว่า ใน พ.ศ. 2530 เคยมีแนวคิดจากอดีตอธิบดีกรมศิลปากร นายทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ที่จะจัดพิมพ์หนังสือรวบรวมรายชื่อแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ แต่ถูกคัดค้านในที่ประชุมเพราะเปรียบเสมือนการเปิดลายแทงให้กลุ่มลักลอบขุดเจาะพื้นที่ได้
รวมถึงปัจจุบัน เทคโนโลยีเครื่องตรวจจับโลหะและหินราคาลดลงเหลือเพียงหลักพันบาท หาซื้อได้ง่าย ต่างจากในอดีตที่มีใช้เฉพาะในหน่วยงานทหารเพื่อตรวจหาวัตถุระเบิด ทำให้การลักลอบขุดทำได้ง่ายขึ้น เหมือนกรณีการขุดพบกลองมโหระทึกที่ดอนยายทองซึ่งเกิดจากการลักลอบขุดก่อนนำไปขายจนกระทั่งผู้ซื้อเห็นความสำคัญจึงนำมามอบให้กรมศิลปากรในภายหลัง กรณีของบ้านหนองปลาไหลก็มีลักษณะเดียวกัน
มาตรการรับมือและความเหน็ดเหนื่อยของนักอนุรักษ์
ดร.ทนงศักดิ์ เผยจากประสบการณ์ในอดีตว่า การจับกุมทำได้ยากเพราะกลุ่มลักลอบมักใช้วิทยุสื่อสารดักฟังตำรวจและหลบหนีได้ทัน การจัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังคงเป็นไปได้ยากเพราะภาระงานดูแลพื้นที่มรดกโลกของกรมศิลปากรก็หนักมากพออยู่แล้ว ส่วนพื้นที่เอกชน ขบวนการเหล่านี้ก็จะใช้วิธีตกลงขออนุญาตและทำสัญญากับเจ้าของที่ดินโดยที่เจ้าของที่เองก็ไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ใต้ดิน
ในฐานะผู้ขับเคลื่อนการทวงคืนโบราณวัตถุของชาติ ดร.ทนงศักดิ์ ได้เน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การสร้างความเข้าใจกับชุมชน เพราะการลักลอบขุดโบราณสถานเท่ากับการทำลายหลักฐานประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าของชุมชน ซึ่งในอนาคตชุมชนจำเป็นต้องใช้เรื่องราวเหล่านี้ในการพัฒนาตนเองและสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น
ทางฝั่งชุมชน เมื่อได้รับข้อมูลจากทางราชการแล้ว ต้องเกิดความตระหนักและร่วมมือในการดูแลมรดกของตนเอง ไม่มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
ส่วนทางฝั่งของราชการก็ต้องย้อนกลับมามองที่ชุมชน เพื่อให้ความรู้และดึงคนในพื้นที่มาเป็นกำลังสำคัญ เพราะจากกรณีบ้านหนองปลาไหล ผู้แจ้งเหตุไม่ใช่เจ้าของที่ดินแต่กลับเป็นกลุ่มคนขุดน้ำบาดาลที่สังเกตเห็น ซึ่งความแตกต่างตรงนี้สะท้อนว่าชาวบ้านเองยังขาดความรู้เรื่องนี้อีกมาก หากราชการสร้างความเข้าใจและร่วมมือกับชุมชนได้จริง ก็จะไม่ต้องรอให้คนนอกมาแจ้งเหตุและชุมชนเองนั่นแหละที่จะเป็นเกราะป้องกันมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด
ภาพจากเพจ อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ กรมศิลปากร