“สภาผู้บริโภค-เครือข่าย” ค้านแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ให้ร่วมจ่าย ชี้สิทธิประชาชนถอยหลัง ซ้ำเติมวิกฤตความเป็นอยู่ แนะรวม 3 กองทุนสุขภาพลดความเหลื่อมล้ำ
จากกรณีเมื่อเดือน ก.ค.2569 ที่ผ่านมา กรรมาธิการสาธารณสุข วุฒิสภา ได้เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง โดยมีการหารือว่าอาจให้ประชาชนร่วมจ่าย (Co-pay) และคาดว่าจะมีการเสนอเรื่องต่อสภาฯ ในช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้
วันนี้ (26 ส.ค. 69) สภาองค์กรของผู้บริโภค จัดงานแถลงข่าว “สิทธิสุขภาพ ห้ามถอยหลัง” พูดคุยถึงประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ณ ห้องประชุมดอนเมือง 1 โรงแรมอมารี ดอนเมือง เพื่อคัดค้านการแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ที่จะลดสิทธิการรักษาโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ให้เป็นการ “ร่วมจ่าย”
การแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง กระทบสิทธิประชาชนอย่างไร?
นายลาภิศ ฤกษ์ดี เลขามูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา ตั้งคำถามว่า สิทธิประชาชน 47 ล้านคน ยังคงมีเสียงหรือไม่ เนื่องจากประชาชนก็โดนละเมิดสิทธิบางอย่าง เช่น ได้รับความเสียหายจากการรักษา หรือไม่ได้รับการบริการ โดยประชาชนที่อยู่ห่างไกลสถานพยาบาล นอกจากต้องมีค่าใช้จ่ายค่าเดินทางแล้ว หากจะต้องร่วมจ่ายก็ต้องแบกรับภาระเพิ่ม ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะต้องจ่ายทั้งหมดเท่าไร ฉะผู้แก้ไข พ.ร.บ.บัตรทอง ไม่ได้รับรู้ถึงความลำบากของประชาชนจริงๆ
นายลาภิศ มองว่า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้บริหารกระจายงบประมาณ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์เป็นรายหัวในพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่การให้แบบกระจุกเฉพาะโรงพยาบาลใหญ่เท่านั้น โดยจะเห็นได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์ ยังมีความผูกพันในสายอาชีพ จากการทำงานอย่างหนักในระยะเวลาต่อเนื่อง ซึ่งควรได้รับการดูแลและเติมเต็มบุคลากรในพื้นที่ขาดแคลน มากกว่าการร่าง พ.ร.บ. ใหม่
นางมีนา ดวงราษี ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิบัตรทอง จ.สุรินทร์ มองถึงเจตนารมณ์เดิมของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คือ ภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ต้องไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์ แต่เป็นสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ ซึ่งหากร่าง พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข จะเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. และลดจำนวนภาคประชาชนลง จะทำให้เสียงของประชาชนถูกลดทอนลง สิ่งที่จะตามมาคือการตัดสินใจ การจัดบริการ การกำหนดนโยบาย การใช้งบประมาณ จะกลายเป็นของผู้ให้บริการประชาชนและทำให้การรับบริการกลายเป็นการสงเคราะห์แทน โดยเห็นว่าควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกภูมิภาค มีส่วนร่วมในระดับนโยบายเพื่อตอบสนองปัญหาจริง
นางมีนา เสริมว่า ผู้เสนอแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ใช้คำที่ชักชวนให้ประชาชนเห็นด้วย เช่น คำว่า “ปรับโครงสร้างเพื่อธรรมาภิบาล” ซึ่งสื่อว่าร่างก่อนหน้าไม่มีธรรมาภิบาล แต่แท้จริงเป็นวาทกรรมเพื่อต้องการกลับสู่โครงสร้างก่อนหน้าที่จะมี พ.ร.บ.บัตรทอง 2545 คือให้อำนาจคิดและตัดสินใจอยู่ที่กระทรวงทั้งหมด ก่อให้เกิดการรวบอำนาจ และคาดว่าจะมีการใช้คำว่า “สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน” ในร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า ประชาชนสมควรได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน แต่ในสิทธิประโยชน์ใหม่หรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่อาจต้องมีการจัดซื้อยาเพิ่ม จะต้องเป็นการร่วมจ่าย ทั้งที่สิ่งเหล่านี้เป็น “สิทธิประโยชน์ตามความจำเป็น”
นายสุนทร สุริโย ประธานศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคกาญจนบุรี มองว่า ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย และองค์กรต่างๆ หาวิธีการรองรับ แต่ผู้ที่เข้ามาแก้ไข พ.ร.บ. กลับตัดขาดการยึดโยงการมีส่วนร่วมของประชาชน จนทำให้เกิดคำถามว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะยอมเห็นประชาชนในพื้นที่ถูกริดรอนสิทธิจากการรับบริการขั้นพื้นฐาน และได้รับบริการที่ต่ำลงกว่าที่เคยได้รับหรือไม่ และเศรษฐกิจในครัวเรือนจะวิกฤตแค่ไหนจากการต้องร่วมจ่าย
นายสุนทร ได้แนะนำเพิ่มเติมว่า ควรคิดไปถึงการรวม 3 กองทุนสุขภาพเข้าด้วยกัน คือ สวัสดิการข้าราชการ, ประกันสังคม และบัตรทอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และก้าวสู่การแก้ปัญหาแบบถ้วนหน้าที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบก้าวถอยหลัง
ภญ.ชโลม เกตุจินดา อุปนายกสมาคมผู้บริโภคสงขลา กล่าวว่า ที่มาของ พ.ร.บ.บัตรทอง 2545 มาจากการเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมกันเสนอร่าง พ.ร.บ. รวม 50,000 รายชื่อ ก่อนจะมีร่างกฎหมายจากหลายฝ่ายเข้าสู่การพิจารณาร่วมกัน พัฒนามาเป็นระบบบัตรทองที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และมีประชาชน 47 ล้านคนได้ใช้ประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยกระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่จัดหาและดูแลบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนประชาชนดูแลสุขภาพผ่านกองทุนสุขภาพท้องถิ่น เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนเป็นเจ้าของสุขภาพตัวเอง
ภญ.ชโลม มองว่า สิ่งที่ภาครัฐและกระทรวงสาธารณสุขควรทำคือการเติมงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว ให้เท่ากับหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำลายสุขภาพประชาชน ซึ่งการดูแลบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงสนับสนุนให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองผ่าน พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ก็มีช่องทางอยู่แล้ว ควรพัฒนาให้ดีขึ้น โดยย้ำว่า ไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์ แต่ระบบควรพัฒนาไปด้วยกัน