หนี้สินครูไทย ผลัดกันค้ำประกัน อ่วมรายจ่ายเข้าสังคม-ภาระสอนไกลบ้าน พอกหนี้ แก้ไม่จบ “ประธานสมาคมครู” ชี้ต้องแก้ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง
กรณีล่าสุด ครูวัย 47 ปี ชาวบุรีรัมย์ ถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพลอยแพ ต้องแบกภาระชำระหนี้แทนกว่า 16 ล้านบาท หลังค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนครู 5 คน เครียดสะสมจนเส้นเลือดสมองแตก
หนี้สินครู ถูกพูดถึงมาตลอด แม้มีความพยายามช่วยเหลือจากสถาบันการเงินและปรับโครงสร้างหนี้ จากข้อมูล ปี 2569 พบว่า โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. มีบัญชีสินเชื่อคงค้างในระบบกว่า291,185 บัญชี คิดเป็นเงินต้นคงเหลือกว่า 223,952 ล้านบาท สะท้อนถึงภาระที่ครูจำนวนมากต้องแบกรับ
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ดร.วีรบูล เสมาทอง ประธานสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) มองปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ประเด็นที่ครูมีการค้ำประกันให้เพื่อนร่วมอาชีพ แล้วคนที่กู้ไม่จ่ายหนี้ จนสุดท้ายคนเซ็นค้ำประกันต้องรับภาระหนี้แทน ส่วนใหญ่ การค้ำประกันกู้ยืมเงินในกลุ่มครูเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ส่วนตัว เช่น เป็นเพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงานในโรงเรียน หรืออยู่ในสังกัดเดียวกัน ทำให้การตัดสินใจเซ็นสัญญาค้ำประกันตั้งอยู่บนฐานของความไว้วางใจ และ ความเกรงใจ มากกว่าการพิจารณาความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
ครูจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและผลผูกพันในสัญญาค้ำประกัน ไม่ได้ประเมินถึงผลกระทบในอนาคต หากผู้กู้ละทิ้งภาระหนี้สิน ทำให้เมื่อเกิดการเบี้ยวหนี้ ฝ่ายกฎหมายของสถาบันการเงินจึงต้องติดตามทวงถามและดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ค้ำประกันโดยตรงตามขั้นตอนทางกฎหมาย
รูรั่วในระบบย้ายสังกัด และปัญหาผ่อนดีตอนทำงาน ชำระไม่ไหวหลังเกษียณ
ดร.วีรบูล กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการค้างชำระหนี้จนลุกลาม มีปัจจัยหลักอยู่ 2 ส่วน
การย้ายสังกัดหรือข้ามเขตพื้นที่ (สพฐ.) เมื่อครูผู้กู้ย้ายที่ทำงาน ย้ายเขตพื้นที่การศึกษา หรือย้ายจังหวัด ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานใหม่มักจะหักเงินเดือน และส่งชำระหนี้ตามระบบเดิม โดยไม่ได้ตรวจสอบว่ายังมีภาระผูกพัน หรือค้างชำระหนี้กับสถาบันการเงินใดในหน่วยงานเดิมบ้าง ทำให้ช่องว่างนี้กลายเป็นโอกาสให้ลูกหนี้ละทิ้งการชำระหนี้ ทิ้งภาระไว้ให้ผู้ค้ำประกันในพื้นที่เดิม
โครงสร้างรายได้ที่ลดลงอย่างกะทันหันหลังเกษียณ โดยช่วงรับราชการ ครูมีรายได้รวมจากหลายช่องทาง ทั้งเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่ง ทำให้มีเครดิตในการกู้ยืมสูง ทั้งจากสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย
หลังเกษียณอายุราชการ เงินวิทยฐานะและค่าตอบแทนต่างๆ จะหายไปทันที เหลือเพียงเงินบำนาญ ซึ่งการคำนวณเงินบำนาญ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ภายใต้ กบข. ที่คิดเฉลี่ยเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย ทำให้รายรับลดลงอย่างมากจนไม่พอจ่ายค่างวดเงินกู้เดิม
แม้จะมีคำสั่งศาลและนโยบายที่ระบุให้ส่วนราชการต้องหักเงินเดือนหรือเงินบำนาญเพื่อชำระหนี้ โดยต้องเหลือเงินให้ครูไว้ใช้ดำรงชีพไม่น้อยกว่า 30% แต่มาตรการดังกล่าวก็เป็นเพียงการบรรเทาภาระต่อเดือนของลูกหนี้ และไม่ได้ช่วยปลดภาระหนี้ก้อนใหญ่ในภาพรวม
ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และค่านิยมทางสังคม
ดร.วีรบูล มองว่า ปัจจัยที่หล่อหลอมให้ครูต้องก่อหนี้สินมาจากหลายมิติ ดังนี้
พื้นฐานครอบครัว ครูจำนวนไม่น้อยมาจากครอบครัวในชนบทที่มีฐานะปานกลางถึงขัดสน เมื่อเริ่มรับราชการจึงต้องกู้เงินไปดูแลครอบครัว ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย และส่งเสียบุตรหลาน
การพัฒนาตนเอง ในอดีต ครูเริ่มบรรจุด้วยวุฒิการศึกษาที่ไม่สูง จึงต้องกู้เงินเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น
ภาระทางสังคม ครูในชุมชนมักได้รับการยกย่องและนับถือ ทำให้มีภาระภาษีสังคมและค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หนี้สินครูนโยบายเพื่อการแก้ไขอย่างยั่งยืน
ดร.วีรบูล มองทางแก้ไขว่า แม้นโยบายล่าสุดจากกระทรวงศึกษาธิการและธนาคารออมสินจะมีการเปิดโครงการลดดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งช่วยให้เงินงวดเดิมนำไปตัดเงินต้นได้มากขึ้น แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องมีมาตรการแก้ไขเชิงโครงสร้างเพิ่มเติม ได้แก่
นโยบายคืนถิ่นและย้ายกลับภูมิลำเนา เร่งรัดและเปิดโอกาสให้ครูบรรจุใหม่สามารถย้ายกลับไปปฏิบัติงานใกล้บ้านได้เร็วขึ้น เพื่อลดภาระค่าครองชีพ ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ลดภาระค่าใช้จ่ายในการทำงาน ทบทวนโครงการหรือกิจกรรมที่บังคับให้ครูต้องสำรองจ่ายหรือควักเงินส่วนตัวในการดูแลนักเรียนและจัดกิจกรรมโรงเรียน
ระบบติดตามหนี้ข้ามเขตพื้นที่การศึกษา สร้างระบบฐานข้อมูลหนี้สินที่เชื่อมโยงกันทั่วประเทศ เพื่อให้การย้ายสังกัดหรือย้ายเขตพื้นที่ไม่เป็นช่องโหว่ในการเลี่ยงชำระหนี้
วลี "หนี้ครูเป็นวิกฤตร้ายแรงจนแก้ไม่ได้” แท้จริงแล้วอาจเป็นเพียงวาทกรรมทางสังคม เพราะครูที่มีปัญหาหนี้ขั้นวิกฤตมีสัดส่วนไม่ถึง 10% จากจำนวนครูทั้งหมดกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ และครูส่วนใหญ่กว่า 80-90% ยังคงมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน การแก้ปัญหาที่ตรงจุดด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ การสร้างระบบติดตามหนี้ที่รัดกุม และการลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกบ่วงหนี้ครูไทยได้อย่างแท้จริง