แกะรอยต่างด้าวใช้วุฒิ ป.ตรี ปลอมขอสัญชาติ กลาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กลโกงฟอกประวัติ เตือนรัฐหยุดตั้งรับ รื้อระบบทะเบียนราษฎร

เมื่อวาน (24 ส.ค. 2569) ปลัดอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่ แจ้งจับสาวต่างด้าวใช้วุฒิป.ตรีปลอมยื่นขอสัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ กางเบื้องหลังขบวนการทุจริตที่พัฒนาจากการสวมตัวสู่การใช้วุฒิ ป.ตรี ปลอมเป็นตั๋วลัด จี้กรมการปกครองรื้อระบบเชิงรุก นำงานวิจัยสะสางคำร้องค้างท่อ เลิกเตะบอลออกข้างสนาม และก้าวข้ามอคติทางชาติพันธุ์ก่อนเศรษฐกิจไทยช็อต

ภายใต้การสั่งการของ นายปณิธาน แก้วติ๊บ ปลัดอำเภอหัวหน้ากลุ่มงานปกครอง รักษาราชการแทนนายอำเภอเชียงดาว พร้อมด้วย นายวีรวัฒน์ กิจมานะทรัพย์ ปลัดอำเภอกลุ่มงานทะเบียนและบัตร และ นายศราวุฒิ กิติ ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความต่อ สภ.เชียงดาว เพื่อดำเนินคดีกับหญิงต่างด้าวรายหนึ่งในข้อหาปลอมแปลงเอกสารราชการ

การแจ้งความดำเนินคดีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากตรวจสอบพบว่า ผู้ต้องหาได้นำวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมาประกอบคำร้องขอสัญชาติไทย ตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการประสานงานและตรวจสอบไปยังมหาวิทยาลัยดังกล่าวกลับพบว่าเอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารปลอม และจากการสำรวจข้อมูลของทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ พบว่า มีการรับทำวุฒิการศึกษาปลอมอยู่อย่างเปิดเผยในช่องทางโซเชียลมีเดีย ทั้งทวิตเตอร์ (X) และเฟซบุ๊ก




เพียงเเค่เรียนจบ ป.ตรี ได้สัญชาติไทยเลยหรือไม่ ?



ทีมข่าวไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยัง นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคลและผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ได้ให้ข้อมูลว่า การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด มี 2 หลัก คือ หลักสายโลหิตคือ ถ้าพ่อหรือเเม่เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย ในวันที่ลูกที่เกิดมาก็จะได้สัญชาติไทยตั้งเเต่เกิดไม่ว่าจะเกิดที่ไทยหรือต่างประเทศ 

ส่วนหลักดินเเดนคือ เด็กที่เกิดในประเทศไทย โดยพ่อเเม่มีสถานะเป็นคนต่างด้าง ซึ่งสำหรับกรณีการใช้วุฒิ ป.ตรี อยู่ในกลุ่มหลักดินแดนที่มีเงื่อนไขซับซ้อน ดังนี้

กลุ่มที่มีทะเบียนประวัติ (เลข 0 หรือ 6) 

กรณีถ้าเกิดในประเทศไทย บิดามารดาเป็นชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีทะเบียนประวัติ และอยู่อาศัยกลมกลืนครบ 15 ปี สามารถยื่นขอสัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอจบปริญญาตรี



กลุ่มลูกแรงงานข้ามชาติหรือชนกลุ่มน้อยอื่น


สำหรับกรณีที่เกิดในประเทศไทย มีใบเกิด แต่บิดามารดาไม่มีทะเบียนประวัติ กลุ่มนี้จะต้อง เรียนจบปริญญาตรีในประเทศไทย จึงจะสามารถนำวุฒิการศึกษามาประกอบคำร้องขอสัญชาติไทยตาม ม.7ทวิ ได้



เเต่ว่ากลุ่มที่ใช้วุฒิ ป.ตรี ไม่ได้สิทธิ์อนุมัติเร็วภายใน 5 วันตามมติ ครม. ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 ในกลุ่ม 4.8 แสนคนแต่กลับต้องยื่นตามมติครม. 7 ธ.ค. 2559 ที่เป็นการยื่นคำร้องปกติ โดยนายอำเภอมีอำนาจอนุมัติกรณีอายุไม่เกิน 18 ปี และผู้ว่าราชการจังหวัดอนุมัติกรณีเกิน 18 ปีเเทน



ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษาในไทย ทั้งสถาบันเอกชนและมหาวิทยาลัยระบบเปิด ได้เปิดกว้างให้กลุ่มชาติพันธุ์หลากหลากหลาย เช่น ไทใหญ่ หรือกะเหรี่ยง เข้าศึกษาต่อมากขึ้น




แฉขบวนการทุจริต จากฟอกประวัติเกิดในไทยสู่สวมวุฒิปลอม

นายสันติพงษ์ ระบุว่า แม้ปัจจุบันกลุ่มที่อนุมัติผ่านช่องทาง ป.ตรี จะยังมีจำนวนน้อย (หลักร้อยถึงหลักพันคน) แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพราะเยาวชนต่างด้าวเริ่มจบอุดมศึกษาหรือจบปริญญาตรีมากขึ้น ส่งผลให้รูปแบบการทุจริตพัฒนาจากการสวมตัวพ่อทิพย์หรือการแก้ประวัติสถานที่เกิดจากต่างประเทศมาเป็นไทยมาเป็นการลักไก่ในการใช้วุฒิ ป.ตรี ปลอม

ยกตัวอย่างจากเคสของกลุ่มเยาวชนนักเรียนรหัส G (เด็กไม่มีสถานะทางทะเบียน) หรือผู้ถือทะเบียนประวัติขึ้นต้นด้วย 00 ตามบิดามารดา ซึ่งในความเป็นจริงอาจไม่ได้เกิดในไทย หรือเกิดแต่ไม่ได้แจ้งเกิด ขบวนการนี้จะรวบรวมพยานหลักฐานเท็จ และเคยมีเคสสมทบคิดกับนายทะเบียนในบางพื้นที่เพื่อออกใบรับรองการเกิด ยิ่งไปกว่านั้น บางรายในทะเบียนประวัติตั้งต้นระบุชัดเจนว่าเกิดในพม่า แต่กลับมีการแอบแก้ไขข้อมูลในระบบให้กลายเป็นเกิดในไทย

เมื่อมีเอกสารยึดถือว่าเกิดในไทยแล้ว ต่อมาคือการนำวุฒิปริญญาตรีปลอมมาสวมยื่นขอสัญชาติไทยตาม ม.7 ทวิ ซึ่งคาดว่าในลักษณะนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

เเต่อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ที่เรียนจบ ป.ตรี จริง รัฐบาลไทยควรดึงไว้ใช้งาน เพราะรัฐลงทุนส่งเสริมงบประมาณการศึกษาพวกเขาตั้งแต่เด็กจนจบอุดมศึกษาไปหลายแสนบาทต่อคน มีมุมมองว่า คนเหล่านี้คือบุคลากรคุณภาพที่สามารถเข้ามาเติมเต็มในสาขาอาชีพที่ขาดแคลนได้

ข้อเสนอรื้อระบบการทำงาน ระบบค้างท่อและย่นระยะเวลาให้ผู้สูงวัย



นายสันติพงษ์ ได้เสนอแนะว่า ทางภาครัฐควรจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดจากการตั้งรับมาเป็นการวางยุทธศาสตร์เชิงรุก เเละมองว่ากลไกท้องถิ่นไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะต่อให้มีการตั้งคณะกรรมการระดับพื้นที่อย่างป้าไน้ทุกอำเภอก็ไม่สามารถวิ่งทันขบวนการทุจริตได้ เพราะกลุ่มที่คิดกลโกงพัฒนาไปไวกว่าระบบราชการเสมอ



เเละควรนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากปัจจุบันมีงานวิจัยและบทเรียนสรุปปัญหาจำนวนมาก แต่กลับถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่นำมาใช้วางยุทธศาสตร์ป้องกัน ภาครัฐจำเป็นต้องเปิดใจรับฟัง เครือข่ายภาคประชาสังคม 48 องค์กร ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่



นอกจากนี้ต้องสะสางคำร้องค้างท่อตาม มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 จากเป้าหมาย 4.8 แสนราย ผ่านไป 1 ปี รัฐทำได้เพียง 1.2 แสนราย เหลือค้างท่ออีกกว่า 3.6 แสนราย การที่ภาครัฐมีแนวคิดว่าจะจำหน่ายรายการออกหากผู้ยื่นไม่มารายงานตัวนั้น เป็นเพียงการ "เตะบอลออกข้างสนาม" ที่ไม่ได้แก้ปัญหาจริง แต่เป็นการตัดสิทธิ์และซุกปัญหาไว้ใต้พรม



หรือสำหรับกรณีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เสนอให้ปรับขั้นตอนโดยอนุญาตให้ยื่นขอใบอยู่ถาวรตามมาตรา 17 พร้อมกับการขอแปลงสัญชาติควบคู่กันไปได้ทันที เพื่อป้องกันปัญหาในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีผู้ผ่านเกณฑ์พร้อมกันนับแสนคนจนระบบทะเบียนราษฎรไม่สามารถรองรับได้




ก้าวข้าม “อคติชาติพันธุ์” มองอนาคตประชากรไทยในอีก 30 ปี



นายสันติพงษ์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ในมิติเชิงสังคมและเศรษฐกิจ การมองกลุ่มคนไร้สัญชาติด้วยอคติว่าเข้ามาเบียดบังทรัพยากรของคนไทย ถือเป็นมุมมองที่คับแคบและไม่ตรงกับความจริงเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ทั้งภาคการบริการและงานก่อสร้างต่างขับเคลื่อนด้วยกำลังแรงงานเหล่านี้เป็นหลัก

เเละในอีก 30 ปีข้างหน้า ประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดใจรับฟังทุกภาคส่วน และการเลิกตัดสินปัญหาด้วยอคติทางชาติพันธุ์หรือความคลั่งชาติ จึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตประชากรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน