"กรมอุตุ" เตือนเพชรบูรณ์-พิษณุโลก-แม่ฮ่องสอน-ตาก พื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังฝนตกหนักถึง 22 ส.ค.นี้ คาด "เอลนีโญ" แล้งซ้ำอีสาน ต.ค.-ธ.ค. ส่วนกรุงเทพฯ ปีนี้ยังไร้สัญญาณท่วม
จากสถานการณ์ฝนตกที่สะสมเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำน่าน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นและมีน้ำท่วมในบางบริเวณ
ทีมงานเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศและรองโฆษกของกรมอุตุนิยมวิทยา ถึงสถานการณ์ฝนตกหนักหลังจากนี้ของบริเวณภาคเหนือว่า ปัจจุบันสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ และพะเยา ยังคงมีฝนตกโปรยปรายตลอดวัน แต่ยังไม่ถึงขั้นฝนตกรุนแรงเท่ากับวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา มีปริมาณฝนเพียงแค่เล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งยังคงต้องเฝ้ารอดูอีก 2-3 วัน
คาดการณ์ว่าหลังจากวันที่ 22 ส.ค. นี้ ฝนจะเริ่มลดน้อยลง มีสถานการณ์ดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังในเรื่องของน้ำฝนสะสม และน้ำที่ยังคงไหลหลากอยู่ และอาจมีบางพื้นที่ที่รับมรสุม หรือบริเวณภาคเหนือตามแนวร่องมรสุม และฝนจะตกหนักอีกทีในช่วงสิ้นเดือนสิงหาคม แต่ยังคงต้องเฝ้ารอดูสถานการณ์อีกครั้ง
จากการประเมินพบว่า ภายใน 2 วันนี้ มีพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง และมีความน่าเป็นห่วงสุดในตอนนี้คือ ภาคเหนือตอนล่าง เช่น เพชรบูรณ์, พิษณุโลก และฝั่งของจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ อ.แม่ระมาด ที่อยู่ทิศตะวันตกของ จ.ตาก ในพื้นที่ติดกับแนวชายแดนประเทศเมียนมา โดยเฉพาะแนวเขาของร่องมรสุมภาคเหนือ
ส่วนแม่น้ำที่ยังคงวิกฤติอยู่คือ แม่น้ำน่าน แต่ระลอกนี้มาเร็ว โดยน้ำจะทยอยพร่องลงมาผ่านอำเภอเมือง และหลังจากวันพรุ่งนี้สถานการณ์อาจเข้าสู่สภาวะปกติ ถ้าหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม ซึ่งคาดการณ์ว่า ฝนจะไม่น่าตกลงมาซ้ำเพิ่มเติมแล้ว เนื่องจากระดับน้ำอยู่ในระดับที่ลดลงแล้ว
กรุงเทพฯ – สุโขทัย ฝนตกเบาสลับหนัก แต่ยังไม่ท่วมหนัก
สำหรับพื้นที่ในจังหวัดสุโขทัย สาเหตุส่วนหนึ่งที่มีน้ำท่วมเกิดขึ้น เกิดจากบริเวณนั้นไม่มีเขื่อนกันน้ำอยู่ ทำให้หากไม่มีน้ำไหลหลากมาจากทางภาคเหนือ สุโขทัยจะไม่เกิดน้ำท่วมถึงขั้นรุนแรงแต่อาจมีเฉพาะในบางพื้นที่ในช่วงน่านน้ำจากทางเหนือไหลหลากลงมาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถ้าฝนไม่ตกลงมาเติมเพิ่ม ปริมาณน้ำฝนก็ไม่ได้มีมากเกินไปประกอบกับสุโขทัยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำสะสมเดิมน้อยอยู่แล้ว ทำให้ยังพอสามารถรับน้ำได้อยู่ จึงยังไม่มีความน่ากังวลเท่าไหร่
ส่วน กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีทั้งฝนตกหนักเบาสลับกันไปในช่วงเวลาตกเย็น และเวลาค่ำเช่นเดิม แต่ไม่มีอะไรน่ากังวล หรือต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ มีเพียงแค่บางวันอาจมีการเคลื่อนตัวเร็วของกลุ่มฝน หรือมรสุมที่แรงขึ้น แต่จากนี้ไปก็เริ่มเบาบางลง
เอลนีโญ การคาดการณ์ - เฝ้าระวังภัยแล้งในปีนี้
นายสมควร ได้คาดการณ์สถานการณ์เอลนีโญในปีนี้ว่า ความรุนแรงของเอลนีโญในรอบนี้มีแนวโน้มแรงสูงสุดในช่วงตุลาคม-ธันวาคม โดยจะแตะไปที่ 3.1 ซึ่งนับเป็นระดับความรุนแรงสูงสุด หรือเข้าสู่ภาวะเอลนีโญกำลังรุนแรงมาก หลังจากผ่านพ้นช่วงจุดพีคนี้ระดับความรุนแรงจะค่อยๆ อ่อนลงมาในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม และเริ่มสวิงกลับลงมาสู่ระดับเอลนีโญปานกลาง และจะค่อยๆ อ่อนกำลังลงเป็นเอลนีโญระดับอ่อนในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูฝนของปีถัดไป
เอลนีโญ ซึ่งช่วงเวลาที่เอลนีโญมีความรุนแรงสูงสุด จะเกิดขึ้นตรงกับช่วงฤดูแล้งของประเทศไทยพอดี เนื่องจากโดยปกติปริมาณฝนในช่วงนั้นจะมีน้อยอยู่แล้ว ดังนั้น ปัจจัยที่จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ให้รอดพ้นวิกฤตได้ คือปริมาณฝนที่จะเข้ามาเติมลงในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนก่อนที่จะสิ้นสุดฤดูฝน
แต่ว่าภาคอีสาน ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด โดยเฉพาะในบริเวณจังหวัด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เพราะบริเวณนี้มีฝนตกลงมาน้อยกว่าพื้นที่อื่นรวมถึงยังขาดแคลนแหล่งน้ำที่จะช่วยกักเก็บ จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างหนัก ทั้งน้ำสำหรับใช้ในภาคการเกษตรและน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ภาคกลาง แม้ได้รับผลกระทบ แต่จากการประเมินน่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตได้ เนื่องจากในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ยังพอมีน้ำกักเก็บอยู่ในเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ซึ่งสามารถระบายน้ำลงสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อแจกจ่ายน้ำประปาให้ประชาชน