วสท.หนุนยกระดับการผลิต “เหล็กเส้น-เหล็กข้ออ้อย” ให้คุณภาพคงที่ ใช้เหมาะกับระดับความเสี่ยงงาน ไม่เจาะจงตัด IF พ้นวิธีการผลิต เชื่อหากมาตรฐานเข้ม-ตรวจสอบดี เตาไร้มาตรฐานจะหมดไป

นับตั้งแต่เกิดเหตุสลด "ตึก สตง." ที่กำลังก่อสร้าง ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 ที่แม้ผลการตรวจสอบชี้ว่าเกิดจากความบกพร่องเรื่องการก่อสร้าง แต่ขณะเดียวกันมีการตรวจสอบพบว่าเหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างบางส่วนไม่เป็นไปตามมาตรฐาน นำมาสู่การตั้งคำถามถึงมาตรฐานเหล็กที่ใช้ในสิ่งปลูกสร้างของไทย โดยเฉพาะในอาคารสูงหรือโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และมีการเรียกร้องให้มีการยกระดับมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด คณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต ปี 2559 จำกัดกรรมวิธีการผลิตเหล็กข้ออ้อย ซึ่งใช้สำหรับทำเสาและคาน ให้เหลือเพียง 2 กรรมวิธี ได้แก่ BO (Basic Oxygen Furnace) และ EF (Electric Arc Furnace) ส่งผลให้กรรมวิธี IF (Induction Furnace) ต้องออกจากการผลิตเหล็กข้ออ้อย พร้อมยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงมาตรฐานสากล  

โดยในวันที่ 17 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกลุ่มและสมาคมในภาคอุตสาหกรรมเหล็ก เช่น สมาคมโลหะไทย ได้จัดเวทีประชาพิจารณ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อสรุปเพื่อเสนอเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ตามกฎหมายต่อไป 

ยกระดับผลิต-ตรวจสอบ "เหล็ก" สู่มาตรฐานสากล 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาจัดทำมาตรฐาน มอก.ปี 2559 เผยเบื้องหลังการออกมาตรฐาน มอก. ว่า คณะกรรมการใช้เวลาศึกษาเกือบ 2 ปี หลังเตาหลอม IF ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากจีนเริ่มเข้ามาในประเทศไทย ปี 2557 โดยสามารถใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอม IF ได้ แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด 

แม้จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายให้เร่งพิจารณา แต่คณะกรรมการเลือกใช้แนวทางที่รอบคอบ โดยไม่ได้เปิดให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอย่างเสรี เพราะมีการกำหนดเงื่อนไข ภาคผนวก ข แนบท้ายหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบเพื่อการอนุญาต รายละเอียดข้อกำหนดด้านเทคนิคสำหรับผู้ทำเหล็กข้ออ้อย เงื่อนไขดังกล่าวจะเน้นการควบคุมเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นประเด็นสำคัญ

จากกรณีถกเถียงดังกล่าว รศ.เอนก ชี้ว่า ปัจจุบันได้บังคับใช้ตามมาตรฐานใหม่ โดยทางคณะกรรมการพิจารณาแบบไม่กำหนดประเภทเตา แต่กำหนดให้มีกระบวนการในการทำให้น้ำเหล็กบริสุทธิ์ ที่กำหนดชัดเจนว่าต้องมีเตาปรุง แต่ด้วยกระบวนการของเตา IF (Induction Furnace) อาจไม่บริสุทธิ์เท่าเตา EF หรือ EAF (Electric Arc Furnace) 

ทั้งนี้ เตา IF ใช้สนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำ (หลอมละลายเศษเหล็กด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า) แต่ไม่มีระบบแยกฟอสฟอรัสและซัลเฟอร์ คือใส่เศษเหล็กเกรดไหนลงไป จะได้น้ำเหล็กเกรดนั้น จึงทำให้ควบคุมสารเคมีในน้ำเหล็กได้ยากกว่า  

ขณะที่ เตา EF หรือ EAF ใช้ส่วนโค้งกระแสไฟจากแท่งคาร์บอน (ลำสายฟ้าจำลองพลังงานสูง) วิ่งผ่านอากาศลงไปที่เศษเหล็กเพื่อสร้างความร้อนสูง มีระบบปรุงน้ำเหล็กและทำสแล็ก ทำให้สามารถดักจับและแยกสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายออกได้ จึงควบคุมสารเคมีในน้ำเหล็กให้มีความบริสุทธิ์ได้สม่ำเสมอกว่า

รศ.เอนก ชี้ว่า ทางด้านภาครัฐและมาตรฐานอุตสาหกรรมจะเข้มงวดเรื่องการนำไปใช้กับโครงสร้างรับแรงสูง โดยมาตรฐานสากลไม่ได้กำหนดว่าต้องใช้เตาหลอมประเภทใด แต่จะควบคุมคุณภาพของเนื้อเหล็กในขั้นตอนสุดท้ายอย่างเข้มงวด ซึ่งในความเป็นจริงไทยควบคุมมาตรฐานสูงกว่า ด้วยการกำหนดกำลังเหล็กที่สูงขึ้น อัตราส่วนของการรับน้ำหนัก-รับแรง สูงสุดต่อการรับแรงที่ “จุดคราก” (แรงที่เริ่มทำให้วัสดุเกิดการยืดหรือเปลี่ยนรูปอย่างถาวร) ซึ่งจะทำให้เหล็กที่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ไม่สามารถนำมาใช้ได้ ในอนาคตเชื่อว่า หากมีมาตรฐานที่เข้มข้น มีการตรวจสอบที่ดี ผู้ผลิตเตาที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะหมดไป

รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายก วสท.
รศ.เอนก ศิริพานิชกร นายก วสท.

ในการกำหนดมาตรฐานเหล็กฉบับใหม่ของไทย อาจทำให้มีผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดย วสท.เห็นว่า สำหรับงานโครงสร้างในอนาคต ควรมุ่งยกระดับเกณฑ์คุณภาพของเหล็กเส้นให้เข้าสู่มาตรฐานสากล โดยเฉพาะสมบัติด้านกำลังคราก กำลังดึง อัตราส่วนกำลังดึงต่อกำลังคราก และความเหนียว (ductile) ที่เหมาะสม เพื่อให้เหล็กสามารถรองรับการใช้งานเชิงวิศวกรรมได้อย่างปลอดภัยและสม่ำเสมอ 

ทั้งนี้อาจจำแนกการใช้งานตามลักษณะการนำไปใช้งาน เช่น กำหนดให้โครงสร้างที่ต้องรับแรงสั่นสะเทือนต้องใช้เหล็กที่ผลิตจากกระบวนการเฉพาะ ในขณะที่อาคารทั่วไปยังคงใช้เกรดปรกติได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นแนวทางเดียวกับที่ใช้ในประเทศ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  

วสท. เห็นพ้องและสนับสนุนอย่างยิ่งในการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของเหล็กเส้น ให้มีความเข้มงวดและทันสมัยยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและภัยพิบัติที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เช่น แผ่นดินไหว ส่งเสริมให้มีการใช้เหล็กกำลังสูงมีการยืดตัวได้มาก จะช่วยในเรื่องการดูดซับพลังงานกระแทกและโค้งงอเปลี่ยนรูปได้มากก่อนจะขาดหรือพังทลายลง โดยปกติแล้ววัสดุใดก็ตามที่มีความแข็งมาก ก็จะมีความเปราะในตัว

การยกระดับเกณฑ์มาตรฐาน มอก. ใหม่ให้สอดรับกับสภาวะความเสี่ยงเหล่านี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองวัสดุก่อสร้าง และรับประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนสำหรับการก่อสร้างในอนาคต โดยควรครอบคลุมการใช้งานที่ต้องการสมรรถนะสูง ซึ่งการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ จะขึ้นอยู่ที่เนื้อเหล็กว่าต้องใช้ประเภทไหน เช่น เหล็กที่จะใช้สร้างอาคารไม่จำเป็นต้องทดสอบการล้า แต่ต้องทดสอบกำลังอัดของคอนกรีต และกำลังรับแรงดึงของเหล็กเสริม เนื่องจากอาคารจะมีการโยกโดยธรรมชาติในระยะที่ไม่ได้สั่นไหวรุนแรง ขณะที่เหล็กสำหรับงานโครงสร้างรับแผ่นดินไหวที่ต้องการความเหนียว เหล็กโครงสร้างที่ต้องทนต่อความล้า อย่างงานสะพาน โครงสร้างรถไฟความเร็วสูง หรือโครงสร้างสำคัญที่ต้องการความน่าเชื่อถือในระยะยาว 

ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับกระบวนการปรุงแต่งน้ำเหล็ก การทำเหล็กให้บริสุทธิ์ และการควบคุมส่วนผสมทางเคมีให้สม่ำเสมอ รวมถึงการกำหนดการใช้ Micro alloy (เหล็กกล้าคาร์บอนต่ำที่เพิ่มความแข็งแรงสูง โดยการเติมธาตุโลหะผสมปริมาณน้อยมากๆ เพียง 0.05% ถึง 0.15% ลงไป) อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มความเหนียว ความต้านทานการแตกร้าว และความทนทานต่อความล้า

รศ.เอนก ยืนยัน ไม่ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนหรือคัดค้านการจำกัดหรือตัด IF ออกจากมาตรฐานเหล็กเส้น-เหล็กข้ออ้อย คุณภาพของเหล็กควรดำเนินควบคู่กับแนวทางลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมายของการให้ความเห็นทางวิชาการ คือการยกระดับมาตรฐานวัสดุก่อสร้างให้รองรับความปลอดภัยของประชาชน ความมั่นคงของโครงสร้าง และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศอย่างยั่งยืน