แกะรอยกวาดล้างแก๊งสวมสิทธิ “บัตรชมพู” พบส่วนใหญ่ "เมียนมา" อายุ 7-15 ปี หวังซื้ออนาคตได้สัญชาติ คาดเครือข่ายกระจายทั่วไทย เผยดินแดง จุดยุทธศาสตร์ใหญ่ขบวนการ ใกล้ “แรงงาน”
การกวาดล้างขบวนการสวมสิทธิบัตรสีชมพู ให้กับเด็กต่างด้าว และคนต่างด้าว ที่ต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานในไทย เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่บุกบ้านร้าง 3 หลังในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่ถูกใช้สวมทะเบียนบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี เฉลี่ยประมาณ 20 คนต่อวัน มายื่นคำร้องขอย้ายเข้าทะเบียนบ้าน (ท.ร.13) ในบ้านร้าง 3 หลังในพื้นที่อำเภอวังน้อย และภายหลังได้บัตรแล้วภายในเวลาไม่เกิน 7 วัน จะมีการแจ้งย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านทันที เจ้าบ้านที่ยินยอมให้ใช้ทะเบียนบ้านได้รับค่าตอบแทนประมาณ 1,000–3,000 บาทต่อคนต่างด้าว 1 ราย จากการตรวจสอบพบการย้ายชื่อเด็กต่างด้าวเข้าบ้านร้างในลักษณะนี้รวมกว่า 217 ราย
ล่าสุด เมื่อวานนี้ (18 ส.ค. 69) เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการนำกำลังเข้าบุกจับกุมทลายขบวนการทำบัตรชมพูเถื่อนและการนำคนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแบบผิดกฎหมายที่แฟลตดินแดง ซึ่งจำนวนทั้งหมด 3 หลัง มีชื่ออยู่สูงสุดถึง 64 คน ส่วนใหญ่เป็นเพียงเด็กอายุแค่ 5-15 ปี และคาดว่าเด็กต่างด้าวอยู่ในทะเบียนบ้านไม่ต่ำกว่า 1,366 คน
โดยทั้งสองกรณีมีพฤติกรรมคล้ายกัน ในการใช้บ้านพักของคนไทย และมีการโอนย้ายเด็กต่างด้าวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา เข้ามาในบ้านพัก โดยเจ้าของบ้านจะได้รับเงินส่วนต่าง ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยืนยันว่าทุกกรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง และคาดว่ายังมีผู้ที่กระทำผิดในลักษณะนี้อยู่ในอีกหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียง
เบื้องหลังทลายแก๊งสวมสิทธิบัตรชมพู
ปมเครือข่ายสวมสิทธิบัตรชมพู ที่เป็นบัตรประจำตัวบุคคล ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เป็นบัตรประจำตัวที่ออกให้กับแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ดำเนินการออกให้ เพื่อใช้ในการแสดงตัวตนในการอยู่ประเทศไทยอย่างถูกกฎหมาย กลุ่มแรงงานต่างด้าวที่สามารถทำบัตรชมพูต่างด้าวได้คือ พม่า ลาว และกัมพูชา
เบื้องหลังทลายแก๊งสวมสิทธิบัตรชมพู ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายณัฐพงศ์ ศรีนาค ผู้อำนวยการกลุ่มงานปราบปรามการทุจริต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ว่า ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เคยมีการจับกุมขบวนการทุจริตสวมสิทธิบัตรชมพูและทะเบียนบ้านคนต่างด้าว โดยขบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างที่อยุธยากับพื้นที่แฟลตดินแดงล่าสุด พฤติกรรมของผู้กระทำผิดไม่ได้มีความแตกต่างกันคือ มีการนำเอาเด็กแรงงานต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านเหมือนคนไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือ ต้องการให้เด็กกลุ่มนี้ได้รับบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัว 13 หลัก ขึ้นต้นด้วยเลข 7
เด็กส่วนใหญ่ที่เข้ามาในทะเบียนบ้านจะเป็นสัญชาติเมียนมา เมื่อเด็กแรงงานต่างด้าวได้รับบัตรสีชมพูแล้ว เด็กกลุ่มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์จากบัตรนี้ เช่น ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สิทธิในการเข้ารับการรักษาพยาบาล และมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับสัญชาติไทยในอนาคต ถ้าเรียนจนจบปริญญาตรี เพราะเข้าเงื่อนไขคุณสมบัติตามที่กรมการปกครองกำหนด
และสามารถเปิดบัญชีธนาคารทำธุรกรรมได้ ซึ่งการได้บัตรชมพู จะทำให้คนกลุ่มนี้ไม่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามจับกุม เนื่องจากว่ามีบัตรที่สามารถเดินทางไปที่ไหนก็ได้ในไทย โดยไม่ติดข้อจำกัดของแรงงานต่างด้าว
กรณีของแฟลตดินแดง จากการเข้าไปตรวจค้นในห้อง 6004/7 มีการสวมสิทธิอาศัยอยู่ในทะเบียนของห้องถึง 64 คน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนสัญชาติเมียนมา ยังไม่พบชาติอื่น ส่วนใหญ่ทั้งหมดเป็นเด็กที่มีอายุ 7-15ปี คาดว่า การที่เลือกเด็กที่มีอายุน้อยเข้ามา เพราะเพื่อได้รับบัตรสีชมพู และมีผลต่อการได้สัญชาติไทยในอนาคต
นายหน้า การสวมสิทธิทำบัตรชมพู
นายณัฐพงศ์ ระบุว่า หลังจากนี้ ทางกรมการปกครอง, ป.ป.ท., กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะทำการขยายผลว่า เบื้องหลังมีเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันหรือไม่ แต่เบื้องต้นในส่วนของพื้นที่แฟลตดินแดงอยู่ในเขตพื้นที่ของกระทรวงแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของแรงงานต่างด้าว เลยเป็นจุดหมายที่ทำให้มีแรงงานต่างด้าวเข้ามาในบริเวณพื้นที่ตรงนี้ อาจมีความเป็นไปได้ว่า มีเครือข่ายอยู่ในนี้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เกิดขึ้นใน จ. อยุธยา จะเชื่อมโยงกันหรือไม่ ก็ต้องทำการขยายผลและดูกันอีกทีเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน มีเจ้าบ้านที่ไม่ใช่นายหน้า 2 หลัง และเจ้าบ้านที่เป็นนายหน้า 1 หลัง รวมทั้งหมด 3 หลังที่มีการจับกุมไป ซึ่งคาดว่า จะมีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นนายหน้าคนกลาง ที่มีการเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องขยายผลเพิ่มเติม และมีอีกทั้งหมด 14 ห้อง คาดว่าจำนวนรายชื่อคนที่อยู่ในห้องอาจมีมากสุดถึง 67 คนต่อห้อง
สำหรับการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่ากรณีที่แฟลตดินแดงในห้อง 6004/7 นางผึ้ง หรือเจ้าของบ้านทราบแค่ว่า จะมีการให้เด็กต่างด้าวเข้ามาในบ้านเพียงแค่ 3 คน ได้รับค่าตอบแทน 5,000 บาท เฉลี่ยต่อคนประมาณคนละ 1,000 กว่าบาท แต่ว่าก็ยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากนางผึ้งมีปัญหาทางด้านการเงิน ก็มีความเป็นไปได้ว่า นายหน้าอาจมีการกดราคากันเอง จากหลักหมื่นบาทเหลือแค่หลักพันบาท
หลังจากนี้ตำรวจจะมีการสอบปากคำกับทางนายหน้า และเจ้าบ้านว่า ที่จริงแล้วมีค่าตอบแทนเพียงคนละ500 หรือพันกว่าบาทตามดังที่กล่าวอ้างมาหรือไม่ เพราะกรณีถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่ามีจำนวนคนเข้ามาในทะเบียนบ้านเพิ่มถึง 64 คน ก็อาจจะได้รับจำนวนเงินที่มากกว่านี้ก็เป็นได้
ฉากหลังการทุจริตของเจ้าหน้าที่
เบื้องต้น ป.ป.ท.ได้รับแจ้งเบาะแสมาจากคนในพื้นที่และมีการตรวจสอบไต่สวนจนมีมูลความจริงที่น่าเชื่อและมีความน่าสงสัยว่า มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตดินแดงในส่วนของการรับแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านของคนไทยหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง มีการประพฤติทุจริตต่อหน้าที่ เนื่องจากมีการย้ายคนเข้าทะเบียนบ้านเยอะผิดปกติ
ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ว่า อาคารที่พักอาศัย โรงงาน หรือที่พักคนงาน หากมีคนอยู่อาศัยหนาแน่นเกินกว่า 1 คนต่อพื้นที่ 3 ตารางเมตร จะถือว่ามีคนอยู่หนาแน่นเกินไปและผิดสุขลักษณะ แต่ในห้อง 6004/7 ที่แฟลตดินแดง มีขนาดห้อง 30-35 ตารางเมตร ซึ่งการเอาคนเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างด้าว ก็ต้องมีการเข้าไปอยู่จริง เพราะฉะนั้นการที่ห้องนี้ มีทั้งคนไทยและคนต่างด้าวรวมถึง 70 กว่าคน จึงมีข้อสันนิษฐานและข้อสงสัยหลายอย่างที่ไม่มีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งก็จะมีการประสานงานแจ้งกับทางกรมการปกครองเพื่อตรวจสอบขยายผลไปยังห้องอื่นๆเพิ่มเติมและได้คาดการณ์ว่า อาจจะมีเด็กต่างด้าวมากกว่า 16 คนใน 40 กว่าห้อง
นายณัฐพงศ์ ระบุว่า พ.ต.ท. สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้บอกว่า คงต้องมีการตรวจดูเพิ่มเติมอีก เพราะตอนนี้ไม่ได้มีเพียงบ้านที่มีการนำเอาต่างด้าวเข้ามาในทะเบียนบ้านแต่รวมถึงแฟลต เนื่องจากแฟลตมีจำนวนห้องที่เยอะมากกว่า จึงทำให้การย้ายนำเอาต่างด้าวเข้ามาง่ายกว่าบ้านเป็นหลัง เพราะฉะนั้นจะมีการเตรียมประสานงานกับทางกทม. เพื่อเข้าไปดูในพื้นที่ต่างๆที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดเคสแบบนี้เช่นเดียวกัน