ทหารไทยเหยียบระเบิดริมชายแดนกัมพูชา ปี 2568-2569 เกิดขึ้นแล้วกว่า 11 ครั้ง ล่าสุดวันนี้ (17 ส.ค.69)หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดได้รับบาดเจ็บ ใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี “แหล่งข่าว” ระบุว่า ช่วงฤดูฝนอาจเป็นปัจจัยทำให้ระเบิดเก่าที่ถูกฝังอยู่ไหลตามทางน้ำมาในจุดเสี่ยง สิ่งนี้สะท้อนความเลวร้ายในการฝังระเบิดสังหารที่ตกค้างพร้อมจะพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ทุกเวลา

จากข้อมูลที่ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ รวบรวมพบว่าตั้งแต่ปี 2568-2569 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดมาแล้ว 11 ครั้ง โดยทุกครั้งจะเป็นระเบิดสังหาร PMN-2 โดยทหารที่เหยียบกับระเบิดจะสูญเสียขา1 ข้าง ซึ่งรอยฉีกขาดจะเกิดตั้งแต่ฝ่าเท้าถึงหน้าแข้ง ขณะเดียวกันก็มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดด้วย แต่ทุกครั้งจุดเกิดเหตุจะเกิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เคยเป็นแนวปะทะ และเป็นระเบิดตกค้างรอการเก็บกู้


ล่าสุดวันนี้ 17 ส.ค. 69 หน่วยปฏิบัติการ นปท.ศทช.ศบท. ได้เข้าดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการในพื้นที่ใกล้ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี มีขนาดประมาณ 153,920 ตารางเมตร โดยก่อนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการกวาดล้างพื้นที่แล้วบางส่วน สามารถทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยประมาณ 38,387.60ตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 25.51

จ่าสิบเอกชาญณรงค์ วงศ์ชนะ เจ้าหน้าที่สำรวจ ชุดปฏิบัติการที่ 1 ส่วนปฏิบัติการ นปท.ศทช.ศบท. เข้าดำเนินการสำรวจทางเทคนิคในพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตรวจพบแนวทุ่นระเบิดและได้เข้าตรวจสอบบริเวณโดยรอบ เพื่อกำหนดขอบเขตของพื้นที่อันตราย ระหว่างการปฏิบัติงาน จ่าสิบเอกชาญณรงค์ได้เหยียบกับระเบิดชนิด PMN-2 ส่งผลให้เกิดระเบิดขึ้นและได้รับบาดเจ็บบริเวณขาขวาท่อนล่างใต้เข่า รวมถึงมือขวาถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ โดยขณะเกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บยังรู้สึกตัวดี


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับแหล่งข่าวที่ทำงานในพื้นที่ริมชายแดนไทย-กัมพูชา วิเคราะห์ถึงสาเหตุการเหยียบระเบิดครั้งล่าสุดว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจไม่ได้เกิดจากทุ่นระเบิดที่นำมาวางใหม่ แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเป็น ทุ่นระเบิดเก่า ที่เคลื่อนตัวตามธรรมชาติเนื่องจากปัจจัยในฤดูฝน

โดยเฉพาะน้ำชะล้างและดินไหล เนื่องจากฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำหลาก ดินสไลด์ และการชะล้างหน้าดินบนเนินหรือภูเขาสูง ทุ่นระเบิดที่เคยถูกฝังไว้ในจุดอื่นจึงไหลลงมากองรวมกันในบริเวณร่องเขา ซึ่งเป็นเส้นทางลาดตระเวนปกติ



เมื่อทุ่นระเบิดไหลลงมาตามร่องน้ำ ดินและโคลนจะไหลลงมาทับถมซ้ำ ทำให้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แม้จะเป็นเส้นทางที่เคยลาดตระเวนผ่านบ่อยครั้งและไม่เคยพบสิ่งผิดปกติมาก่อน


การเคลื่อนที่หรือไหลของทุ่นระเบิดตามน้ำฝนมักไม่ทำให้เกิดการระเบิดกลางทาง เนื่องจากแรงกระแทกไม่เพียงพอ กลไกของทุ่นระเบิดต้องการแรงกดในแนวดิ่งอย่างน้อยประมาณ 7–8 กิโลกรัม จึงจะทำงาน


พื้นที่เกิดเหตุในอาณาเขตช่องอานม้า มีลักษณะเป็นภูเขาสูงชัน และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงานเก็บกู้ทุ่นระเบิดในภูมิประเทศลักษณะนี้มีความท้าทายสูงมาก

ปัญหาหนึ่งของการตรวจค้นคือ เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดอาจขาดการปรับแต่งมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ หรือขาดความแม่นยำ ส่งผลให้เครื่องเกิดความผิดพลาด และตรวจไม่พบทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่


จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องตรวจจับให้มีความละเอียดสูงขึ้น และต้องมีการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องมือก่อนนำไปใช้งานจริงทุกครั้ง