ย้อนคดีดังปี 61 ผอ.ทุจริตงบอาหารกลางวัน ให้เด็กอนุบาลกิน “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” ป.ป.ช.ชี้มูลข้อหาหนัก คุก 20 ปี
จากคดีสุดอื้อฉาวที่เกิดขึ้นในปี 2561 สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะพ่อแม่ผู้ปกครอง เมื่อผู้อำนวยการโรงเรียนใน อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ทุจริตงบประมาณอาหารกลางวัน ให้เด็กนักเรียนอนุบาลต้องกิน “ขนมจีนคลุกน้ำปลา” โดยคดีนี้เพิ่งสิ้นสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 20 ปี 60 เดือน
นี่เป็นเพียง 1 ในคดีจำนวนมาก ที่บุคลากรหรือผู้มีอำนาจในสถานศึกษาทั่วประเทศ อาศัยหน้าที่เข้าไปสูบกินผลประโยชน์บนความอิ่มท้องของเด็กนักเรียน ผู้จะเติบโตเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ นำมาสู่การที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ เดินหน้าพัฒนาแนวทางเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง
ย้อนคดี “ขนมจีนคลุกน้ำปลา”
คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย. 2561 หลังแฟนเพจ ชมรมstrong-จิตพอเพียงต้านทุจริต จังหวัดสุราษฎร์ธานี โพสต์คลิปเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล โรงเรียนบ้านท่าใหม่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ขณะกำลังทานอาหารกลางวันที่ทางโรงเรียนจัดให้ และปรากฏว่าในจานมีเพียงเส้นขนมจีนเปล่าคลุกกับน้ำปลาเท่านั้น ระบุข้อความว่า “ขนมจีนกับน้ำปลาคืออาหารกลางวันเด็กของโรงเรียนบ้านท่าใหม่ ม.17 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ฯ (เด็กโตน้ำแกงหมูสับ)” นำไปสู่การที่สังคมออนไลน์ได้ประณามการกระทำของโรงเรียนอย่างรุนแรง
ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาตรวจสอบคดีที่เกิดขึ้น พบมีมูลความจริง คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี (คศจ.) มีมติไล่ผู้อำนวยการโรงเรียนจากตำแหน่ง จากความผิดทุจริตอาหารกลางวัน และความผิดทุจริตร้ายแรงอื่นๆ รวม 5 ประเด็น ขณะที่สำนักงาน ป.ป.ช.สุราษฎร์ธานี ได้รับเรื่องร้องทุกข์ และสืบสวนเอาผิดทางอาญา
ต่อมา 19 สิงหาคม 2563 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์ , มาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 162 (1) (4) เจ้าพนักงานรับรองเอกสารเท็จ ประกอบมาตรา 91
คดีดังกล่าวดำเนินการต่อเนื่องตามกระบวนการทางกฎหมาย โดยวันที่ 7 ก.ค.2565 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 มีคำพิพากษาว่าอดีตผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านท่าใหม่ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม), 162(1)(4)(เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 121/1
เป็นการกระทำกรรมเดียวในความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 และการกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมรวม 77 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมเป็น 385 ปี
ทั้งนี้จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวมจำคุก 192 ปี 6 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงจำคุก 50 ปี ซึ่งอดีต ผอ.ยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษ
ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2566 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 เหลือกระทำความผิดรวม 10 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง เป็นจำคุก 20 ปี 60 เดือน
ล่าสุด 26 สิงหาคม 2568 สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 8 รายงานผลการดำเนินการว่า จำเลยได้ขออนุญาตฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาต ให้ยกคำร้องและไม่รับฎีกาของจำเลย คดีถึงที่สุด ทำให้ ผอ.คนดังกล่าวถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คือ 20 ปี 60 เดือน ส่งตัวเข้ารับโทษที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ถือเป็นอันสิ้นสุดคดีขนมจีนคลุกน้ำปลา
การแก้ไขของ ป.ป.ช.
คดีขนมจีนคลุกน้ำปลา เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของคดีทุจริตอาหารกลางวันที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวและต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย กระทบต่อการเจริญเติบโตและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียน ที่เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของชาติ
การทุจริตงบประมาณอาหารกลางวันนั้น เกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการอาหารกลางวันนักเรียน ของ ป.ป.ช.ในช่วงปี 2564-2565 พบช่องว่างและข้อสังเกตที่ส่อถึงการทุจริต อาทิ การลดปริมาณอาหาร ใช้วัตถุดิบคุณภาพต่ำ มีครูร่วมรับประทานอาหารโดยการจ่ายเงินสมทบ ไม่มีการประกาศรายการอาหารให้นักเรียนและผู้ปกครองทราบ ขาดการกำหนดรายการอาหารกลางวันล่วงหน้าตามหลักโภชนาการที่ดี มีการนำงบประมาณในส่วนนี้ไปใช้ในกิจกรรมอื่นและไม่รายงานผลและส่งคืนเงินเหลือจ่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใน 30 วัน
สำนักงาน ป.ป.ช.ซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ดำเนินการตรวจสอบ เอาผิดอย่างจริงจังเมื่อเกิดกรณีทุจริต มีการปรับปรุงแนวทางเฝ้าระวังและแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาสู่การออก “คู่มือในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และรายงานกลับ การดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน” เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2567 และบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่าง ๆ
ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน
1. การเตรียมประสานงานกับหน่วยงานระดับนโยบาย โดยสำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต ประสานหน่วยงานระดับนโยบายที่เกี่ยวข้อง ขอข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียนสังกัดต่าง ๆ เพื่อเฝ้าระวัง โดยเน้นให้หน่วยงานกำกับดูแลสถานศึกษาใช้กลไกที่มีอยู่ หรือสร้างกลไกในการตรวจสอบ
2. การเตรียมความพร้อมของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. โดยให้ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษาในพื้นที่ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สถิติข้อมูลเรื่องร้องเรียน ประเด็นความเสี่ยงในการทุจริต เช่น อาหารกลางวันนักเรียนปริมาณและคุณภาพไม่เหมาะสม, สถานศึกษายักยอกงบอาหารกลางวัน เป็นต้น
3. กำหนดแนวทางขับเคลื่อนการเฝ้าระวังระดับพื้นที่
- กรณีบูรณาการกับหน่วยงานระดับพื้นที่ โดยเสนอเป็นวาระสำคัญในการเฝ้าระวังทุจริต มอบนโยบายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รับทราบและร่วมมือ ร่วมกันเฝ้าระวังความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการทุจริตอาหารกลางวัน เช่น ทำ MOU กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง, ลงพื้นที่เฝ้าระวัง ตรวจสอบ ร่วมกับหน่วยงานอื่น เป็นต้น
- กรณีได้รับการร้องเรียน แจ้งเบาะแสการทุจริตในพื้นที่ ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ สรุปและจัดทำรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ
- กรณีได้รับแจ้งให้ลงพื้นที่ตรวจสอบจากศูนย์ป้องปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. (CDC) ให้ ป.ป.ช.จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบตามกระบวนการปฏิบัติงานของ CDC สรุปและจัดทำรายงานต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ
4. การติดตามและรายงานผล
- กรณีบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ ให้จัดการประชุมร่วมกันเพื่อติดตามประเด็นที่ได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนการเฝ้าระวังการทุจริตโครงการอาหารกลางวันนักเรียนว่าการดำเนินการประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด ในทุกไตรมาส และเก็บเป็นข้อมูลเพื่อจัดทำรายงานสรุปผลพร้อมข้อเสนอแนะในช่วงสิ้นปีงบประมาณ
- กรณีได้รับการร้องเรียน แจ้งเบาะแสจากในพื้นที่ หรือ กรณี CDC แจ้งให้ดำเนินการตรวจสอบ ให้ ป.ป.ช.จังหวัด สำนักส่งเสริมและบูรณาการมีส่วนร่วมต้านทุจริต และ สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต จัดทำแบบลงพื้นที่การเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และรายงานกลับฯ รวบรวมเป็นข้อมูลรายกรณีเพื่อประกอบรายงานสรุปผลการดำเนินการฯ ในพื้นที่ต่อไป
ทั้งนี้ ป.ป.ช.จังหวัด สำนักส่งเสริมและบูรณาการมีส่วนร่วมต้านทุจริต และ สำนักเฝ้าระวังและประเมินสภาวการณ์ทุจริต ให้อัปเดตข้อมูลในทุกไตรมาสเพื่อรายงานผลการดำเนินงานและความคืบหน้าต่อคณะกรรมการต่างๆ
ล่าสุดในปี 2569 นี้ ป.ป.ช. ได้เสนอ “มาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน” เพิ่มเติมต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออุดรอยรั่วการดำเนินการเพิ่มเติม โดยเน้นย้ำ 3 จุดสำคัญ คือ
1.ประเด็นการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจากการศึกษาพบว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการอาหารกลางวันนักเรียนยังเผชิญปัญหาการทุจริตหลายรูปแบบ เช่น ใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์, จัดทำเอกสารการจัดซื้อจัดจ้างเป็นเท็จ, ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เบียดบังเงินโครงการไปใช้ประโยชน์ส่วนตน เป็นต้น
จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวัน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องและแนวทางการดำเนินโครงการอาหารกลางวันอย่างเคร่งครัด และควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและชุมชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบคุณภาพอาหาร และการดำเนินงาน มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย และสถานศึกษาควรเผยแพร่เมนูและรูปถ่ายอาหารประจำวันผ่านสื่อออนไลน์เพื่อเพิ่มความโปร่งใส
2. ประเด็นการขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน โดยพบว่า โรงเรียนจำนวนมากโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่จำเป็นต่อการบริหารโครงการอาหารกลางวันและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาด หรือไม่ปฏิบัติตามระเบียบโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริต
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบริบทพื้นที่ เช่น โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องจัดซื้อวัตถุดิบในราคาสูงกว่าปกติ ผู้จำหน่ายซึ่งมักเป็นร้านค้าขนาดเล็กไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ ทำให้การดำเนินโครงการอาหารกลางวันมีความยากและซับซ้อนขึ้น
จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง พิจารณาจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา (Helpdesk) เพื่อให้คำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ ให้ปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับระเบียบ
3. ประเด็นตรวจสอบกำกับติดตามโครงการ โดยพบว่ายังมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ขาดการบูรณาการในการลงพื้นที่ตรวจสอบ ขาดความต่อเนื่อง ขาดผู้ตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับ ดูแล หน่วยงานในสังกัดทุกระดับให้ดำเนินการตรวจสอบติดตามโครงการอาหารกลางวันอย่างเคร่งครัด บูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ โดยเห็นควรให้ประสานผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างเข้าร่วมตรวจสอบ และควรจัดทำระบบรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น