อ่านปมพฤติกรรมเลียนแบบ บทเรียนเหตุกราดยิง สัญญาณเฝ้าระวังใน 2 สัปดาห์ จุดเปราะบางสังคมไทย 3 หลักต้องเฝ้าระวัง

หลังจากการเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ได้ไม่นาน โรงเรียนเลยพิทยาคม อำเภอเมือง จังหวัดเลย ได้ประกาศปิดเรียนออนไซต์เร่งด่วน 1 วัน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 หลังจากตรวจพบแชตของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ม.2) ที่ส่งข้อความพูดคุยกับเพื่อนในลักษณะข่มขู่ว่าจะเตรียมก่อเหตุร้ายและกราดยิงภายในโรงเรียน โดยเป็นการแสดงพฤติกรรมเลียนแบบจากเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนที่จังหวัดนนทบุรี รายละเอียดและพฤติกรรมบ่งชี้ของเยาวชนพฤติกรรมแชตหลุดที่นักเรียน ม.2 รายดังกล่าวได้ส่งข้อความพูดคุยในโซเชียลมีเดียกับเพื่อนว่าจะก่อเหตุร้ายมีการนำเรื่องมาแจ้งแก่คุณครูถึงพฤติกรรมความชอบอาวุธ 

โดยเด็กคนดังกล่าวเคยถูกลงโทษเนื่องจากนำปืนของเล่นเสมือนจริง (บีบีกัน) มาเล่นที่โรงเรียน มีการโพสต์ภาพปืนจริงกำลังล้างอาวุธปืนจริง ภาพใช้ปืนจ่อขมับตัวเอง รวมถึงภาพที่นอนอยู่ข้างปืนบนเตียงนอน โรงเรียนเลยสั่งให้นักเรียนทุกคนเรียนผ่านระบบออนไลน์ทดแทนทันที ส่วนครูและบุคลากรให้ปฏิบัติงานจากที่บ้าน (Work From Home) เพื่อความปลอดภัยในการเข้าควบคุมสถานการณ์ แม้ว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบแนวโน้มหรือการเตรียมการลงมือปฏิบัติจริงตามที่ขู่


พฤติกรรมแบบนี้เป็นเพียงแค่แสดงการขู่หรือจะเกิดจริง เราได้สอบถามพูดคุยถึงเหตุการณ์เหล่านี้กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล นักอาชญาวิทยา อดีตอาจารย์ประจำด้านอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า “ตามปกติผลเกิดตามมาที่เกิดจากการกราดยิงที่เราเรียกว่า Mass shooting หรือ Active shooting หรือ School Shooter เราจะเรียกว่าเป็นการเลียนแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือรู้จักกันในนาม “Copycat syndrome” หรือ “Copycat Mass shooting” หรือ contagion ปรากฏการณ์แบบนี้มักจะเกิดซ้ำในรอบ 2 สัปดาห์หรือราว 14 วันถัดมาและอาจเกิดต่อเนื่องยาวนานไปถึง 1 ปี ซึ่งมักพบว่าผู้ก่อเหตุอาจจะเป็นบุคคลในรุ่นราวคราวเดียวกัน เพศแบบเดียวกัน เชื้อชาติหรือมาจากประเทศที่มีเชื้อชาติเดียวกัน เป็นต้น เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

คำถามหรือข้อสงสัย คือ เหตุใดผู้ก่อเหตุซ้ำจึงมีการเลียนแบบ มีการศึกษาจำนวนไม่น้อยและเก็บข้อมูลจากผู้ก่อเหตุซ้ำซึ่งอาจจะไม่ได้เสียชีวิต พบว่า พวกเขาระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการสร้างแรงดลใจหรือเรียกว่า inspiration ที่เป็นต้นแบบ หรือ Role model เช่น หลังจากเกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ที่มลรัฐโคโลราโดแล้ว ผู้ก่อเหตุที่โรงเรียนเวอร์จิเนียเทค ระบุว่า พวกเขาเป็นพวกเดียวกันกับพวกก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ และยังระบุว่า การกระทำเป็นวิธีการในการได้มาซึ่งชื่อเสียงจากการใช้ความรุนแรงหรือเป็นการสร้างความโด่งดังจากข่าว ซึ่งบางกลุ่มถือว่าเป็นการโฆษณาฟรีโดยไม่เสียเงินทอง และอีกกลุ่มอาจจะคิดว่าเป็นความคิดบิดเบี้ยวที่เชื่อว่าเป็นหนทางไปสู่การมีชื่อเสียงรวมทั้งการประกาศให้โลกรู้และยอมรับในวิธีการที่พวกเขาทำ

เชื่อกันว่าการเลียนแบบการกราดยิงนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ รูปแบบที่ 1 เรียกว่าเป็นรูปแบบการเลียนแบบชั่วคราวหรือการเบี่ยงแบบเทียมซึ่งเรียกว่า “Fashionable copycat” เกิดจากคนที่มีปัญหาและประสบการณ์หลายอย่างคล้ายกัน เช่น กำลังถูกทวงหนี้หรือมีความแค้นก็จะอาศัยโอกาสหรือถูกรังแกในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ก็จะอาศัยโอกาสประกาศให้รู้หรือเตือนว่า ระวังจะเจอแบบนี้นะ ซึ่งก็มีตั้งแต่การแต่งกายเลียนแบบ การใช้สินค้าหรือของที่คล้ายกันหรือการโพสต์ในทำนองเดียวกันเป็นทำนองในเชิงการข่มขู่ แต่มักไม่ได้เกิดจริง เป็นการเลียนแบบชั่วครั้งชั่วคราวแล้วสักระยะก็จะเลิกไปเอง แต่ในแบบที่ 2 ซึ่งเป็นแบบที่น่ากังวล เพราะเป็นกลุ่มที่มีความคิดเป็นหมกมุ่นในเรื่องใดๆโดยเฉพาะ เช่น คลั่งไคล้อาวุธปืน ก็คือเราเรียกว่าเป็นแบบแท้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ่งเหล่า


ส่วนแรงจูงใจของพวกลอกเลียนแบบหรือ Copycat นั้น พบว่า มาจาก 3 ส่วน ส่วนแรกก็คือกลุ่มคนเหล่านี้ประสบปัญหาหรือมีประสบการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจ ประสบการณ์ที่ถูกคุกคามหรือเจ็บปวดที่ได้รับคล้ายกัน ก็จะมองว่า การกระทำที่เกิดขึ้นนั้นอาจจะเป็นแนวทางที่จบหรือยุติปัญหาที่เกิดขึ้นได้ แรงจูงใจประการที่สองมักเกิดจากการที่บางกลุ่มมีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบได้บ่อยในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยผู้ที่มีลักษณะหลงตัวเองมักแสวงหาความสนใจและต้องการการยอมรับจากผู้อื่นอย่างมาก มักขาดความเห็นอกเห็นใจ ไม่ให้ความสำคัญกับความคิด ความรู้สึก หรือความต้องการของผู้อื่น มองว่าเป็นช่องทางที่จะให้คนอื่นมารับรู้ เคารพยอมรับตน นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกว่าตนเองมีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น และเมื่อไม่ได้รับสิ่งที่คาดหวัง มักเกิดความรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ

ตามภายใต้ความรู้สึกยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นนั้น ผู้ที่มีภาวะบุคลิกภาพผิดปกติชนิดนี้มักมีความพึงพอใจในตัวเองต่ำ ไม่มั่นใจในคุณค่าของตนเอง และมักประสบปัญหาในการสร้างสัมพันธภาพกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อนที่โรงเรียน หรือเพื่อนร่วมงาน ความผิดปกติทางบุคลิกภาพนี้มักเริ่มปรากฏในช่วงวัยรุ่นและแรงจูงใจประการที่สาม สำคัญมากและพบว่าเป็นสิ่งจูงใจหลัก คือการเสพข่าว จากการนำเสนอข่าวสารการกราดยิงของสื่อมวลชน (Mass media effects) หลังจากการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การที่สื่อได้นำเสนอข่าวภาพข้อมูลต่าง ๆ ซ้ำไปมาเป็นการตอกย้ำนำไปสู่การสร้างอิทธิพลทำให้เกิดการเลียนแบบ

แนวทางหรือวิธีการที่มีการนำเสนอจากกลุ่มประเทศที่เคยประสบเหตุอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา หรือในหลายๆประเทศ ก็มีการพยายามวางหลักเกณฑ์ และมีการรณรงค์ให้สื่ออย่าเอ่ยชื่อของผู้ก่อเหตุ หรือที่เรียกว่า “Don't name Them” หรืออย่าให้ความสำคัญกับผู้ก่อเหตุกราดยิงหรือใช้หลัก “No Notoriety” และพยายามลดการจำลองการกราดยิง ถ้าจำเป็นต้องเสนอข่าวหรือข้อเท็จจริง ควรเน้นการระบุความเสียหายของเหยื่อ หรือ ผู้เสียหายจากการกราดยิง การนำเสนอการกระทำของผู้ก่อเหตุในแง่ลบ การอภิปรายเกี่ยวกับการกระทำของผู้ก่อเหตุ (เช่น การเตรียมการ การวางแผน การยิง) อาจแสดงให้เห็นว่าการกระทำเหล่านั้นน่าละอายหรือขี้ขลาด การนำเสนอผู้ที่ก่อเหตุในลักษณะในเชิงลบ ว่าเป็นคนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญความจริง แก้ปัญหาแบบมั่วๆ จะช่วยให้ผู้ที่จะเลียนแบบมองว่า สังคมไม่ได้ชื่นชม 

รวมทั้งสื่อควรหลีกเลี่ยงการรายงานผลอย่างละเอียดหรือในเชิงลึก เพราะจะนำไปสู่การกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบกับผู้ก่อเหตุ สื่อมวลชนต้องพยายามลดระยะเวลาการรายงาน ให้รายงานสั้นๆ หากจำเป็นต้องเสนอข้อเท็จจริงต้องพยายามลดต้นตอและความเครียดที่นำไปสู่การก่อเหตุ จากนั้น รวมทั้งในปัจจุบันต้องพยายามอย่าแชร์ข้อมูลทางสื่อสังคมใดๆ ในกลุ่ม ให้พิจารณาว่า เป็นเรื่องที่ไม่สมควรมีการแชร์ไปให้ใคร