ความสั่นคลอนของสิทธิชุมชน "ชาวกูย" ในเขตโบราณสถานธาตุเมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ ในวันที่การอนุรักษ์ยังคงมองวัตถุเหนือผู้คน

ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง สองเท้าเหยียบอยู่บนถนนเส้นเล็กๆ ที่ทำหน้าที่กั้นกลางระหว่างบ้านคนกับกำแพงวัดเก่าแก่คู่ชุมชน เจ้าของบ้านหลังนี้คือชายชรารูปร่างผอมสูง อายุปาเข้าไป 81 ปี แต่เรื่องเดินเหินไม่น่าเป็นห่วง ความจำยังคงแม่นยำ พูดจาฉะฉาน เขาลุกขึ้นและเดินออกมาต้อนรับแขกผู้มาเยือน พร้อมหาน้ำหาท่าให้ดื่มอย่างเป็นกันเอง

เสา อวศรี คืออดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2542-2552 ฉะนั้นแล้วหากอยากซึมซับเรื่องราวหมู่บ้านชาวกูยโบราณ และโบราณสถานเก่าแก่ในพื้นที่แห่งนี้ หากไม่ใช่อดีตผู้ใหญ่บ้านคนนี้จะเป็นใครไปได้

ชุมชนชาติพันธุ์กูยเก่าแก่ที่มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปทรงกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลางเมืองราว 400 ตารางเมตร ลักษณะเป็นพื้นที่ราบ ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ของชุมชนมีหนองน้ำขนาดใหญ่ เก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดทั้งปี ซึ่งชุมชนแห่งนี้ถูกนับว่าเป็น ‘คูเมืองโบราณ’ จากหลักฐานทางกายภาพที่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนถึงระบบคูน้ำคันดินที่ล้อมรอบชุมชนมาแต่ครั้งอดีต ผังเมืองมีลักษณะเป็นวงกลม 

รูปแบบดังกล่าวเป็นลักษณะการวางผังชุมชนที่พบตั้งแต่ช่วงก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย และสืบเนื่องมาถึงสมัยวัฒนธรรมทวารวดีและวัฒนธรรมเขมรโบราณ คูน้ำและคันดินที่โอบล้อมบ้านเมืองจันทร์จึงมิใช่เพียงร่องรอยที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากเป็นผลจากภูมิปัญญาของผู้คนในอดีตที่ออกแบบพื้นที่ขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภายนอก ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่เป็นระบบจัดการน้ำของชุมชน โดยนำน้ำจากลำน้ำธรรมชาติในบริเวณใกล้เคียงเข้าสู่คูเมืองและหนองน้ำภายใน เพื่อกักเก็บไว้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตร ตลอดจนการอุปโภคบริโภค ให้ชุมชนมีน้ำหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตได้ตลอดทั้งปี

ใจกลางพื้นที่ชุมชนที่มีคูน้ำล้อมรอบนี้คือที่ตั้งของ ‘โบราณสถานธาตุเมืองจันทร์’ หากอธิบายตามการปักปันแบบรัฐชาติสมัยใหม่ โบราณสถานแห่งนี้ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ วัดเมืองจันทร์ (วัดบ้านเมืองจันทร์) ต.เมืองจันทร์ อ.เมืองจันทร์ จ.ศรีสะเกษ มีเนื้อที่อยู่ราว 45 ไร่ 90 ตารางวา ตามข้อมูลจากเว็บไซต์เทศบาลตำบลเมืองจันทร์ 

“เกิดมาก็เห็นธาตุแล้ว พ่อแม่ก็บอกว่าเกิดมาก็เจอ ปู่ยายตาทวดก็บอกว่าเกิดมาก็เจอแล้ว” ผู้ใหญ่เสาพูดพลางม้วนหมากในมือก่อนจะส่งเข้าปากตัวเองอย่างคล่องแคล่ว 

สำหรับผู้ใหญ่เสา ธาตุเมืองจันทร์จึงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ใจกลางหมู่บ้าน หากเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ที่เขาคุ้นตาตั้งแต่เกิด เป็นฉากหลังของชีวิตประจำวันที่คนในชุมชนเติบโตมากับมัน เช่นเดียวกับคนรุ่นก่อนหน้า และคนรุ่นที่กำลังเติบโตขึ้นมาในวันนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่แห่งนี้จึงฝังอยู่ในชีวิตประจำวันและความทรงจำของคนในชุมชนมานานทีเดียว

เสา อวศรี อดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์
เสา อวศรี อดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์

ศรัทธาสถานแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ผูกโยงกับชุมชนชาวกูยมายาวนานหลายชั่วอายุคน พื้นที่โดยรอบเป็นที่ราบลุ่ม มีห้วยทับทันเป็นลำน้ำสาขาที่มีบทบาทต่อวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ขณะเดียวกัน ลุ่มน้ำแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยกูยในอดีต โดยมีอาณาบริเวณตั้งแต่ปากลำน้ำห้วยทับทันที่ไหลลงสู่แม่น้ำมูลทางทิศเหนือ ไปจนถึงเทือกเขาพนมดงรักทางทิศใต้ และมีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนไทยกูยอยู่อย่างหนาแน่นตลอดสองฝั่งลำน้ำ ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ

วัดในชุมชนเก่าแก่จึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถาน หากยังเป็นร่องรอยทางกายภาพที่สะท้อนประวัติศาสตร์และความเก่าแก่ของชุมชน

และเมื่อถามถึงอายุอานามของธาตุเมืองจันทร์ ผู้ใหญ่เสาก็ย้อนกลับไปไกลกว่าช่วงชีวิตของตัวเอง

“แค่ผมก็เห็นมา 81 ปีแล้ว พ่อแม่ก็ตายตอนอายุเก้าสิบกว่า”

คำบอกเล่าของผู้ใหญ่เสาอาจไม่ได้ระบุอายุของโบราณสถานได้อย่างแน่ชัด แต่ทำให้เห็นอีกชั้นหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับสถานที่แห่งนี้

ความเก่าแก่ของธาตุเมืองจันทร์ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในหลักฐานทางโบราณคดี หากยังถูกส่งต่อผ่านความทรงจำจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อย่างน้อยจากรุ่นของผู้ใหญ่เสา ย้อนกลับไปถึงพ่อแม่และบรรพบุรุษของเขา โบราณสถานแห่งนี้ก็ปรากฏอยู่ในภูมิทัศน์ของชีวิตผู้คนมาแล้วหลายชั่วอายุคน

ซึ่งตามข้อมูลของสำนักศิลปากร มีการกำหนดอายุธาตุเมืองจันทร์อยู่ที่ราวพุทธศตวรรษที่ 23 เป็นศิลปะล้านช้างผสมขอมแบบท้องถิ่น ส่วนสิมบ้านเมืองจันทร์ หรืออุโบสถขนาดเล็ก เป็นศิลปะอีสานพื้นถิ่นกำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 25

ตัวเลขในเอกสารอาจพาเราย้อนกลับไปได้เพียงบางช่วงของประวัติศาสตร์ แต่สำหรับคนในชุมชน ความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้กลับถูกวัดผ่านสิ่งที่ใกล้ตัวกว่านั้น การเกิด การเติบโต การประกอบพิธีกรรม การทำบุญ และการที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ายังคงกลับมาอยู่ร่วมกับพื้นที่เดิม

“คนบ้านตาโกนเขาก็มาไหว้ธาตุที่นี่กัน บ้านนี้เขาเชื่อกันว่าเป็นเครือญาติกันกับบ้านเรา คนเฒ่าคนแก่บางคนเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนอยู่ด้วยกัน ก่อนที่บรรพบุรุษเราจะมาตั้งรกรากกันที่บ้านเมืองจันทร์” ผู้ใหญ่เสาเล่า

ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองจันทร์กับบ้านตาโกนจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการมีโบราณสถานร่วมกัน หากทอดย้อนไปถึงเรื่องเล่าของบรรพบุรุษและความทรงจำว่าครั้งหนึ่งผู้คนเคยอยู่ร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนของตนเองในเวลาต่อมา ร่องรอยความสัมพันธ์นั้นยังปรากฏผ่านการเดินทางมาสักการะธาตุเมืองจันทร์ของคนบ้านตาโกน และถูกส่งต่อผ่านประเพณีที่ชุมชนทั้งสองมีส่วนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง

ประเพณี ‘ไหว้พระธาตุเมืองจันทร์’ เริ่มจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2540 แต่เดิมวัดบ้านเมืองจันทร์และชาวบ้านร่วมกันจัดกิจกรรมไหว้พระธาตุกับชุมชนบ้านตาโกน และถือปฏิบัติสืบต่อกันมา ก่อนที่การจัดตั้งองค์การบริหารส่วนตำบลจะเข้ามามีบทบาทในการจัดงาน ทำให้ประเพณีดังกล่าวพัฒนาขึ้นเป็นกิจกรรมของชุมชนเมืองจันทร์อย่างเป็นทางการ

ในระยะแรก งานไหว้พระธาตุมีเพียงพิธีบวงสรวงพระธาตุเป็นหลัก ก่อนจะค่อยๆ ขยายให้ครอบคลุมกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมของชุมชนมากขึ้น ทั้งการแต่งกายด้วยชุดชาวกูย การพูดภาษากูย การร้องเพลงกล่อมลูก ตลอดจนการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ

จากพิธีกรรมที่ผู้คนเดินทางมาสักการะโบราณสถาน ประเพณีจึงค่อยๆ กลายเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่ชุมชนใช้บอกเล่าตัวตนของตัวเอง ทั้งภาษา การแต่งกาย ความเชื่อ และความทรงจำเกี่ยวกับบรรพบุรุษ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ธาตุเมืองจันทร์ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางพื้นที่เก่าแก่ หากยังเป็นจุดที่ความทรงจำของผู้คนหลายรุ่น หลายชุมชน และหลายช่วงเวลามาบรรจบกัน บางทีความหมายของโบราณสถานจึงอาจไม่ได้อยู่เพียงว่า สิ่งก่อสร้างแห่งหนึ่งมีอายุเก่าแก่เพียงใด หากอยู่ที่ว่า ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น มีผู้คนจำนวนเท่าไรที่ยังคงใช้ชีวิต สร้างความทรงจำ และผูกพันกับสถานที่แห่งนี้จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของความหมายของชุมชนไปแล้ว

ตรรกะแห่งกฎหมาย

หากความสัมพันธ์ระหว่างธาตุเมืองจันทร์กับผู้คนในชุมชนดำเนินต่อเนื่องมาหลายชั่วอายุคน โดยแทบไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าตรงไหนคือพื้นที่ของโบราณสถาน และตรงไหนคือพื้นที่ของการอยู่อาศัย สิ่งที่เริ่มปรากฏขึ้นกลับเป็นอีกชั้นของความหมาย เมื่อรัฐเข้ามามองพื้นที่ผ่านกรอบของกฎหมาย เส้นแบ่งระหว่าง “โบราณสถาน” กับ “ชุมชน” จึงถูกวางขึ้นใหม่ในแบบที่ไม่เคยมีอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมาก่อน

สำหรับคนที่เกิดและเติบโตอยู่ที่นี่ เส้นแบ่งนั้นอาจไม่เคยมีอยู่ในชีวิตประจำวันเลย บ้าน วัด คูเมือง หนองน้ำ และพื้นที่โดยรอบล้วนเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เดียวกัน ทว่าการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินได้ทำให้พื้นที่เดียวกันนี้มีสถานะขึ้นมาอีกแบบหนึ่ง สถานะที่มาพร้อมกับกฎหมาย อำนาจในการควบคุม และข้อจำกัดในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ผู้ใหญ่เสาเป็นหนึ่งในคนที่อยู่ตรงจุดเปลี่ยนผ่านนั้นพอดี…

เสา อวศรี อดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์
เสา อวศรี อดีตผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์

“ผมเป็นคนพาเจ้าหน้าที่เขาเดินรังวัดเขตโบราณสถานเอง”

“ตอนเดินรังวัดตอนแรกก็ไม่ได้รู้อะไร ไปเดินกับพ่อสง่าอีกคน แล้วก็คนจากกรมศิลป์ฯ แต่เจ้าหน้าที่เขาก็พูดเป็นนัยๆ ตอนนั้นว่าตรงนั้นตรงนี้เป็นเขตวัดนะ”

ผู้ใหญ่เสาเล่าย้อนไปเมื่อปี 2541 ครั้งที่เขายังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ว่าเขาและเพื่อนอีกคนเป็นคนพาเจ้าหน้าที่จากกรมศิลปากรเดินรังวัดพื้นที่ ก่อนที่ต่อมากรมศิลปากรจะประกาศขึ้นทะเบียน และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานธาตุเมืองจันทร์และสิม จังหวัดศรีสะเกษ

“เขาส่งเอกสารมาให้ ในเอกสารเขียนแปดสิบกว่าไร่นู่น” อดีตผู้ใหญ่บ้านพูดพร้อมกับคลี่กองกระดาษสีน้ำตาลที่บ่งบอกถึงความเก่าออกมาอย่างระมัดระวัง

เอกสารจากสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ 9 อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ตราถึงผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์ขณะนั้นโดยตรง พร้อมกับแนบประกาศกรมศิลปากร เรื่องขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน ลงวันที่ 10 เมษายน 2541 จำนวน 1 ฉบับ และผังบริเวณเขตที่ดินโบราณสถานอีก 1 ฉบับ

ระบุให้พื้นที่บ้านเมืองจันทร์ 86 ไร่ 2 งาน 38 ตารางวา ตามที่ผู้ใหญ่เสาว่า เป็นพื้นที่โบราณสถาน แม้พื้นที่เฉพาะในเขตวัดจะมีอยู่ที่ 45 ไร่ 90 ตารางวา ดังที่กล่าวไปในตอนต้นก็ตาม โดยได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ 115 ตอนพิเศษ 83ง ลงวันที่ 21 กันยายน 2541

“พอขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน ผมก็บอกกับชาวบ้านว่าบ้านเรามันเป็นเขตโบราณสถาน ตามกฎหมายแล้วเขาจะให้เราอยู่หรือไม่ให้เราอยู่ก็ได้ ผมก็ชี้แจงให้ชาวบ้านฟัง”

แม้จะเกษียณตั้งแต่ปี 2552 แต่คำว่า “ผู้ใหญ่บ้าน” ยังติดตัวเขาอยู่ตลอด ผู้ใหญ่เสาเล่าถึงความรู้สึกของตัวเองเมื่อ 28 ปีที่แล้ว ว่ายังนึกเสียใจจนถึงทุกวันนี้ คล้ายกับโดนหลอกอย่างไรอย่างนั้น “เป็นคนพาเขาไปเดินเอง แล้วเขาก็มาบอกว่าบ้านที่เราอยู่มันไม่ใช่ของเรา”

“แต่เขาบอกว่าเราอยู่ได้เรื่อยๆ เขาไม่ได้จะมาไล่อะไรเรา ก็อยู่กันไป” จินดา เมืองจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านคนปัจจุบันพูดเสริมขึ้นให้เห็นอีกด้านหนึ่ง

ผู้ใหญ่จินดาเล่าต่อไปว่ากรมศิลปากรเคยมาชี้แจงกับเขาเมื่อปี 2553 ครั้งที่เข้ามาบูรณะธาตุเมืองจันทร์ เขาได้ถามกับเจ้าหน้าที่ถึงเรื่องที่ทั้งชุมชนมีสถานะเป็นโบราณสถาน ซึ่งคำตอบของเจ้าหน้าที่ที่ว่า “จะไม่ไล่ อยู่กันไปได้เลย” ทำให้ผู้ใหญ่จินดาสบายใจไปเปราะ ที่อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องแตกฉานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง

จินดา เมืองจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์คนปัจจุบัน
จินดา เมืองจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านเมืองจันทร์คนปัจจุบัน

คำถามหนึ่งยังคงอยู่…หากรัฐไม่ได้มีเจตนาจะไล่ผู้คนออกจากพื้นที่ แล้วเหตุใดพื้นที่อยู่อาศัยจึงต้องถูกกำหนดสถานะเป็นเขตโบราณสถานตั้งแต่แรก

 การขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดิน อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 คำจำกัดความในมาตรา 4 ระบุ “โบราณสถาน” หมายความว่า อสังหาริมทรัพย์ซึ่งโดยอายุหรือโดยลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์นั้น เป็นประโยชน์ในทางศิลป ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย

ภายใต้คำนิยามของกฎหมาย จะเห็นกรอบวิธีคิดที่รัฐไทยมองถึงการอนุรักษ์และการคุ้มครองโบราณสถานว่า ความเป็นโบราณสถานนั้นไม่ใช่เพียงการเจาะจงโบราณสถานเป็นหลังๆ ไม่ได้หมายถึงเพียงสิ่งก่อสร้างเก่าแก่เท่านั้น แต่หมายถึงอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทที่มีคุณค่าทั้งจากความเก่าแก่ ลักษณะการก่อสร้าง หรือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จนสามารถใช้ศึกษาศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดีได้ และยังรวมถึงแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ไว้ในความหมายเดียวกัน เป็นการรักษาความหมาย “ดั้งเดิม” ของพื้นที่ แม้ตัวโบราณสถานจะไม่มีอยู่แล้ว เหลือเพียงร่องรอยหรือที่ตั้งเดิมของสถานที่นั้นก็ตาม

สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ เคยออกมาอธิบายว่า ที่ดินกำแพงเมือง-คูเมืองทุกแห่งทั่วประเทศ ไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมศิลปากร แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เพราะ พ.ร.บ.ที่ราชพัสดุ มาตรา 4 นิยามว่า ที่ราชพัสดุ คือ อสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทรัพย์แผ่นดินทุกชนิด เว้นแต่สาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่พลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ทางหลวง ทางน้ำ ตลิ่ง และที่ดินรกร้างที่มีผู้ทอดทิ้งหรือเวนคืน

ดังนั้นกำแพงเมือง-คูเมือง ที่ถือเป็นสิ่งที่รัฐใช้ประโยชน์ในกิจการของบ้านเมืองในการป้องกันและแสดงขอบเขต จึงถือเป็นที่ราชพัสดุที่เป็นทรัพย์ของแผ่นดินภายใต้กรรมสิทธิ์ของกรมธนารักษ์ และเมื่อกำแพงเมือง-คูเมืองเป็นสิ่งที่มีมาแต่โบราณ จึงมีสถานะเป็นโบราณสถานไปด้วย โดยมีพระราชบัญญัติโบราณสถานฯ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกกฎหมายหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลที่เอามาสอดรับคำถามที่ว่า เหตุใดการประกาศเขตโบราณสถานจึงกินพื้นที่ทั้งหมู่บ้านเข้าไปด้วย

สราวุธ ศรีวัง คณะทำงานด้านที่ดินภาคอีสาน พรรคประชาชน ซึ่งเคยรับราชการท้องถิ่นในตำบลสระกำแพงใหญ่และตำบลกู่ และเคยทำงานกับพื้นที่ที่ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกับกรมศิลปากร อธิบายจากประสบการณ์ที่เคยได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรว่า

“ผมเคยได้รับการชี้แจงจากเจ้าหน้าที่กรมศิลป์สมัยทำงานรับราชการ ก็คือมันเป็นโดยสภาพการก่อสร้าง การใช้ประวัติศาสตร์การก่อสร้าง ซึ่งมันก็จะมีองค์ประกอบของมัน อย่างปราสาทก็จะมีตัวปราสาท มีคูเมือง มีบารายคือสระน้ำ เพราะฉะนั้นถึงแม้เขายังไม่ประกาศแต่มันเป็นโดยสภาพของมัน โดยลักษณะการก่อสร้าง โดยประวัติศาสตร์การก่อสร้างก็ถือว่าเป็นโบราณสถาน”

คำอธิบายนี้ช่วยให้เห็นตรรกะอีกด้านของการกำหนดเขตโบราณสถาน พื้นที่ไม่ได้ถูกพิจารณาแยกเป็นส่วนๆ หากแต่ถูกอ่านผ่านความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ 

สราวุธ ศรีวัง คณะทำงานด้านที่ดินภาคอีสาน พรรคประชาชน
สราวุธ ศรีวัง คณะทำงานด้านที่ดินภาคอีสาน พรรคประชาชน

แต่เมื่อพื้นที่ทางประวัติศาสตร์นั้นไม่ใช่พื้นที่ร้าง หากเป็นพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยจริง ความหมายของการอนุรักษ์ย่อมไม่ได้จบลงที่การรักษาคุณค่าทางโบราณคดีอีกต่อไป เพราะทันทีที่เส้นเขตโบราณสถานพาดผ่านบ้านเรือน ที่ดินทำกิน หรือพื้นที่สาธารณะ กฎหมายก็เข้ามากำหนดความสัมพันธ์ระหว่างคนกับพื้นที่นั้นด้วย

“พี่น้องเขามาอยู่อาศัยก่อนที่จะมีกฎหมายนี้เกิดขึ้น ชุมชนที่เขาอยู่รอบ ๆ ปราสาท เขาอยู่กันมา 200-300 ปีแล้ว เมื่อกฎหมายกำหนดอย่างนี้ มันส่งผลกระทบคือ เขาได้อยู่ในสถานที่ของรัฐ ซึ่งเป็นโบราณสถาน ในทางกฎหมายก็ถือว่าเป็นผู้บุกรุกเขตโบราณสถานนั้นแหละ”

ในสายตาของกฎหมาย คำตอบอาจชัดเจนเมื่อพื้นที่ถูกประกาศให้เป็นโบราณสถานและมีสถานะตามกฎหมาย แต่ในความทรงจำของผู้คนที่เกิด เติบโต และตายลงในพื้นที่แห่งนั้น คำว่า "พื้นที่ของรัฐ" อาจไม่ได้สอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาเลย

และตรงช่องว่างระหว่างสองมุมมองนี้เอง ที่ทำให้การอนุรักษ์โบราณสถานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการรักษาอดีต หากกลายเป็นคำถามถึงสิทธิในการกำหนดความหมายของพื้นที่ และสิทธิของผู้คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในพื้นที่นั้นด้วย

เป็นผู้บุกรุก "โดยสภาพ" 

สราวุธพาเดินทางต่อไปยังวัดสระกำแพงใหญ่ ตำบลสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ที่ตั้งของปราสาทสระกำแพงใหญ่ อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของจังหวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางชุมชน และเป็นอีกพื้นที่ที่คำว่า "โบราณสถาน" ไม่ได้หมายถึงเพียงตัวปราสาท หากยังเกี่ยวพันไปถึงความมั่นคงในถิ่นที่อยู่อาศัยของผู้คนรอบข้าง

ภายในวัด ปราสาทสระกำแพงใหญ่ตั้งเด่นอยู่ตรงกลางพื้นที่ ก้อนหินเก่าแก่ที่ผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปีตั้งอยู่ท่ามกลางวัดที่ยังคงมีชีวิต ศาลารอบด้านเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปให้ผู้คนแวะเวียนเข้ามากราบไหว้ขอพร เสียงผู้คนยังสลับกับเสียงรถที่แล่นผ่านเข้าออกวัดเป็นระยะ ราวกับพื้นที่สองช่วงเวลาถูกวางทับซ้อนอยู่บนผืนดินเดียวกัน

อีกฟากหนึ่งของกำแพงวัด แผงขายของของพ่อค้าแม่ค้าตั้งเรียงรายอยู่ริมทาง มีทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และข้าวของเครื่องใช้สำหรับผู้คนที่เดินทางมาทำบุญและท่องเที่ยว ภาพเหล่านี้ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในพื้นที่ซึ่งถูกหยุดเวลาไว้เพื่ออนุรักษ์อดีต หากกลับเป็นพื้นที่ที่ผู้คนยังใช้ประโยชน์และดำรงชีวิตอยู่ทุกวัน

“วัดนี้แหละ ตอนที่ผมทำงานรับราชการอยู่ มีเจ้าหน้าที่เขามาบอกให้เราในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐไปบอกชาวบ้านว่ามันเป็นเขตโบราณสถาน แจ้งให้เขารับรู้ แต่เราก็บอกว่าเราก็ไม่กล้าบอกเหมือนกัน เพราะว่าความชอบธรรมในทางกฎหมายมันไม่มี กฎหมายมันออกทีหลังแต่ชาวบ้านเขามาอยู่ก่อน”

สราวุธเล่าว่า เขาเคยได้รับข้อมูลเรื่องนี้ในช่วงที่ทำงานเป็นปลัดเทศบาลตำบลสระกำแพงใหญ่ และต่อมาเมื่อไปทำงานที่อำเภอกู่ก็พบสถานการณ์คล้ายกัน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเข้ามาแจ้งให้ทราบว่าพื้นที่ที่ชุมชนตั้งอยู่มีสถานะเกี่ยวข้องกับโบราณสถาน

“คือเขามาพบตอนผมยังเป็นปลัดเทศบาลสระกำแพงใหญ่กับช่วงไปอยู่อำเภอกู่ก็เหมือนกัน เขาก็มาบอกว่า ท่านทราบไหมว่าบริเวณนี้เป็นพื้นที่โบราณสถาน ผมบอกผมไม่ทราบ เขาก็เอาแผนที่ให้ดู ในแผนที่มันก็จะมี ซึ่งเป็นแผนที่โบราณนะ ไม่รู้ว่าเขาได้มายังไง เขาน่าจะมีของเขาแหละ แผนที่โบราณเขาก็จะบอกว่าตรงนี้เป็นปราสาท ตรงนี้เป็นคูเมือง ตรงนี้เป็นสระน้ำ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของปราสาท เวลาที่เขาสร้างในสมัยโบราณ”

สำหรับสราวุธ สิ่งที่ปรากฏอยู่บนแผนที่เหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงเส้นหรือสัญลักษณ์ แต่เป็นหลักฐานที่สะท้อนวิธีการอ่านพื้นที่ของกรมศิลปากร เพราะในมุมมองทางโบราณคดี ตัวปราสาทไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากมีองค์ประกอบโดยรอบที่สัมพันธ์กัน ทั้งคูเมือง บาราย หรือสระน้ำ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของชุมชนโบราณ

“อย่างเช่นปราสาทสระกำแพง เขาก็จะชี้ให้ดูว่าตรงนี้เป็นปราสาทนะ ตรงนี้คูเป็นคูเมือง ซึ่งคูเมืองในรูปแผนที่ก็คือเป็นหมู่บ้านทั้งหมดเลย แล้วก็บารายก็คือสระน้ำ ซึ่งใช้ผลิตน้ำประปาในปัจจุบัน”

“แต่ว่ากรมศิลปากรได้ประกาศเขตในเบื้องต้น คือเขตบริเวณพื้นที่ปราสาทเขตเดิม อยู่ในบริเวณตัวปราสาทกับรอบๆ แต่ว่าข้างนอก ถึงจะไม่ประกาศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่พื้นที่โบราณสถาน เป็นโดยสภาพตามคำจำกัดความของกฎหมาย”

กรมศิลปากร กำหนดเขตโบราณสถานปราสาทสระกำแพงใหญ่ พื้นที่รวมแล้วประมาณ 6 ไร่ 3 งาน แต่คำว่า "โดยสภาพ" ได้กลายเป็นคำสำคัญ เพราะทำให้เส้นที่ปรากฏบนประกาศหรือแผนที่ไม่ได้เป็นเส้นแบ่งเพียงเส้นเดียว หากมีความหมายอีกชั้นที่กว้างกว่านั้น พื้นที่บางแห่งอาจไม่ได้ถูกประกาศเป็นเขตโบราณสถานอย่างเป็นทางการ แต่ในทางกฎหมายและการตีความของเจ้าหน้าที่ พื้นที่นั้นยังอาจถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของโบราณสถานอยู่ดี

จวนเวลาตะวันตกดิน สราวุธพาเดินสำรวจหมู่บ้านสระกำแพงใหญ่ที่อยู่ติดกับวัด ชาวบ้านหลายคนไม่ทราบถึงที่อยู่อาศัยของตัวเองว่ามีสถานะเป็นโบราณสถานโดยสภาพ เกือบทั้งหมดเดินเข้ามาพูดคุยกันด้วยเรื่องปัญหาที่บ้านตัวเองไม่มีโฉนดที่ดิน รัฐไม่ออกโฉนดให้เสียที ช่างน่ากระอักกระอ่วนทีเดียว หากกรณีที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นอย่างการที่รัฐมีการทวงคืนที่ดิน "ของรัฐ" แม้ว่าจะมีโฉนดที่ดินอยู่ในมือก็ไม่อาจทำอะไรได้ 

“พี่น้องที่บ้านเมืองจันทร์ยังพอรู้ แต่พี่น้องตรงนี้หลายคนไม่รู้เลย เราก็ทำได้แค่ค่อยๆ บอก แต่ก็ต้องบอกถึงสิทธิด้วยเหมือนกันว่า ไม่ว่ายังไงพี่น้องก็ควรมีสิทธิที่จะอยู่ ควรจะมีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของตัวเอง” สราวุธบอก

เราเดินวนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นอย่างวัดสระกำแพงใหญ่ เป็นเวลาเดียวกันกับที่ท้องฟ้ามืดเกือบสนิท มีเพียงแสงไฟไม่กี่จุดในวัดส่องสว่างพอให้เห็นทางเดินและอาคารเล็กๆ หลังหนึ่ง สราวุธเดินตรงไปที่อาคารหลังนั้น ก่อนจะเอ่ยทักชายร่างผอมคนหนึ่ง

“ลุงเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของกรมศิลป์ฯ” สราวุธทำท่าผายมือและแนะนำให้เรารู้จักกับลุงคนนั้น

ลุงเฟื่อง (นามสมมติ) ทำหน้าที่ดูแลปราสาทสระกำแพงใหญ่มาแล้ว 9 ปีเต็ม ทั้งดูแลรักษาความสะอาด อำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว หรือหน่วยงานใดๆ ที่เข้ามาท่องเที่ยวหาความรู้ 

“ผมดูแลทำความสะอาดทั่วไปรอบๆ บริเวณนี้ ตัดหญ้าตัดอะไร คอยบรรยายประวัติความเป็นมาให้คนที่เขาอยากรู้ แล้วก็คอยดูแลเวลามีคนมาขอใช้สถานที่ตามกฎระเบียบ พวกกองถ่ายอะไรแบบนี้ก็มีเข้ามานะ”

กฎระเบียบที่ลุงเฟื่องหมายถึง อ้างอิงมาจากกฎหมาย พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ฉบับเดิมที่กล่าวถึงมาตั้งแต่ต้น ว่าหากจะมีการก่อสร้าง ซ่อมแซม ปรับปรุง หรือกระทำการใดๆ ในเขตพื้นที่โบราณสถาน จะต้องได้รับการอนุญาตก่อน จึงทำให้หลายครั้งลุงเฟื่องในฐานะคนหน้างานต้องมีหน้าที่นอกเหนือจากที่รับผิดชอบอยู่แล้วขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือการ "ตั้งรับ" แรงปะทะไปด้วย

ลุงเฟื่อง (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรท้องถิ่น ดูแลปราสาทสระกำแพงใหญ่
ลุงเฟื่อง (นามสมมติ) เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรท้องถิ่น ดูแลปราสาทสระกำแพงใหญ่

“ทุกวันนี้เรียกว่าทำด้วยใจจริงๆ นะ เครื่องไม้เครื่องมือผมหาของผมเองหมด ผมจะไม่ให้เดือดร้อน เพราะว่าเราไม่อยากรบกวนเวลาทำงานเจ้านาย กรมศิลปากรมีทั่วประเทศ จะมาทุ่มเทมาดูแลที่เดียวก็คงไม่ได้ ตรงไหนที่มีปัญหาเยอะๆ เขาก็อาจจะมาช่วยไกล่เกลี่ยให้ แต่ส่วนผมก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรนะ มีเรื่องกระทบกระทั่งนิดๆ หน่อยๆ แต่เราก็ไม่ได้สนใจเราก็ทำหน้าที่ของเรา เจ้านายเขาไว้ใจเรา” ลุงเฟื่องเล่า

ลุงเฟื่องอาจเข้าใจดีว่าการดูแลโบราณสถานจำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์ และหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก็เป็นเพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถพูดคุยกันได้ แต่ในภาพที่กว้างกว่านั้น สิ่งที่น่าสนใจคือคนที่อยู่หน้างานกลับต้องเป็นผู้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งเหล่านี้ก่อนเสมอ ทั้งที่กฎเกณฑ์และอำนาจในการกำหนดสถานะของพื้นที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากมือของเขา 

เช่นเดียวกันกับที่ปราสาทปรางค์กู่ อีกหนึ่งโบราณสถานศิลปะขอมโบราณ อายุกว่า 1,000 ปี ในจังหวัดศรีสะเกษ ก็เป็นอีกพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์อันซับซ้อน ตัวปราสาทยังคงตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่ผู้คนใช้ชีวิต ขณะที่ชุมชนรอบข้างยังดำเนินไปตามจังหวะของชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่โบราณสถานไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นที่ว่างเปล่า หากอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนและผู้คน

ทั้งชุมชนบริเวณรอบปรางค์กู่ไม่ได้ถูกประกาศกำหนดเขตเป็นพื้นที่โบราณสถานเช่นเดียวกัน แต่คำว่า ‘โดยสภาพ’ ทำให้สถานะของพื้นที่ไม่ได้จบลงที่เส้นเขตซึ่งปรากฏอยู่ในประกาศราชกิจจานุเบกษา เพราะสิ่งที่กฎหมายมองเห็นอาจกว้างกว่าสิ่งที่เส้นบนแผนที่แสดงไว้

การอนุรักษ์ย่อมมีเหตุผลของมัน อดีตที่ยังหลงเหลืออยู่ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่ได้เมื่อสูญหายไปแล้ว แต่ในพื้นที่ที่อดีตยังคงอยู่ร่วมกับผู้คน การอนุรักษ์ไม่ได้เกิดขึ้นบนพื้นที่ว่าง หากเกิดขึ้นบนบ้านของใครบางคน บนที่ดินที่ใครบางคนใช้ทำกิน และในชุมชนที่คนรุ่นแล้วรุ่นเล่ายังคงอาศัยอยู่

สิ่งที่สราวุธกำลังเรียกร้องจึงไม่ใช่การเลือกระหว่าง "โบราณสถาน" กับ "คน" แต่คือการทำให้การอนุรักษ์สามารถอยู่ร่วมกับสิทธิของคนในพื้นที่ได้ ไม่ใช่มองการอนุรักษ์เพียงวัตถุ จนหลงลืมการมีอยู่ของชุมชน ผู้คน ที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน

ความหวังใน พ.ร.บ.ชาติพันธุ์

จากธาตุเมืองจันทร์ไปจนถึงปราสาทสระกำแพงใหญ่และปรางค์กู่ สิ่งที่ปรากฏร่วมกันตลอดการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ หากคือผู้คนที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางร่องรอยเหล่านั้น บ้าน วัด คูน้ำ หนองน้ำ และพื้นที่ประกอบพิธีกรรมไม่ได้ถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนในชีวิตของชุมชน หากเป็นองค์ประกอบของพื้นที่เดียวกันที่ถูกส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

ทว่าทันทีที่พื้นที่เหล่านี้ถูกอ่านผ่านกฎหมาย ความสัมพันธ์ที่เคยดูเป็นเรื่องธรรมดากลับมีสถานะซับซ้อนขึ้น ผู้คนอาจเป็นเจ้าของความทรงจำ เป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรม และเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนการเกิดขึ้นของกฎหมาย แต่ในอีกสถานะหนึ่ง พวกเขากลับอาจถูกเรียกว่า "ผู้บุกรุก" บนพื้นที่ของรัฐ 

“บรรพบุรุษของเราคิดจะมาสร้างบ้านแปลงเมือง เขาไม่ได้คิดนะว่าต่อไปตรงนี้จะเป็นที่ของรัฐเราไม่ต้องตั้งดีกว่า เขาไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาคิดแค่ว่าตรงนี้มันเหมาะสมที่จะตั้ง น้ำไม่ท่วม ด้านข้างเป็นพื้นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูก ตรงนี้เหมาะจะทำเป็นป่าช้า เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ภูมิปัญญาบรรพบุรุษเรากำหนดเองโดยใช้วิถีความเป็นชาติพันธุ์กูย แต่รัฐมากำหนดทีหลังทำให้พวกเรากลายเป็นผู้บุกรุก ถ้าพูดถึงตามกฎหมายมันเป็นแบบนั้น” สราวุธพูดขึ้น หลังจากพาทัวร์โบราณสถาน ‘อย่างน้อย’ 3 แห่งที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนกับชุมชน

ประโยคของสราวุธพาเรื่องกลับไปยังจุดตั้งต้นอีกครั้ง ก่อนที่รัฐจะเข้ามากำหนดสถานะของพื้นที่ คนกลุ่มหนึ่งได้กำหนดชีวิตของตัวเองลงบนผืนดินแห่งนี้ไปแล้ว พวกเขาเลือกพื้นที่ตั้งบ้านจากระดับน้ำ เลือกพื้นที่เพาะปลูกจากสภาพดิน เลือกพื้นที่ทำป่าช้าหรือเลี้ยงสัตว์จากความเหมาะสมของภูมิประเทศ และค่อยๆ สร้างชุมชนขึ้นจากความรู้ที่สั่งสมผ่านประสบการณ์

พื้นที่ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมของชาวกูย และมันยังคงดำเนินไปเช่นนั้น ประเพณีและวิถีชีวิตผ่านการปรับตัวเรื่อยมา เรายังคงมองเห็นผ่านประเพณีที่ส่งต่อกันมารู้สู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นคำถามเรื่อง ‘ใครมีสิทธิในพื้นที่’ จึงไม่ได้หมายถึงแค่ที่ดินทำกินหรือที่อยู่อาศัยเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตของชุมชนตัวเองด้วย 

ในแง่ของการพิพาทกันด้วยเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ความสั่นคลอนของสิทธิชุมชน โดยปกติแล้วจะมีภาพชัดเจนอย่างมากหากพูดถึงชาติพันธุ์ทางภาคเหนืออย่างพี่น้องกะเหรี่ยง ที่หลายชุมชนถูกไล่รื้อที่อยู่อาศัย ถูกจำกัดพื้นที่ทำกินตามวิถี รวมถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี โดยเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กรมป่าไม้ หรือกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการที่รัฐไปประกาศเขตป่าทับที่ที่ชาวบ้านอยู่มาก่อน ซ้ำร้ายปัญหายิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกเมื่อครั้งที่ คสช. ออกนโยบายทวงคืนผืนป่า

ทว่า เมื่อเดินทางมาถึงศรีสะเกษ ปัญหาเดียวกันกลับปรากฏขึ้นในภูมิทัศน์อีกแบบหนึ่ง… คู่พิพาทไม่ได้เป็นกรมอุทยานฯ กลับกลายแปรเปลี่ยนมาเป็นกรมศิลปากร ผืนป่าที่เป็นพื้นที่ของการต่อสู้เรื่องสิทธิ กลายเป็นคูเมือง หนองน้ำ บ้านเรือน และโบราณสถานที่อยู่ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน 

สภาพทางกายภาพนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ท้ายที่สุดแล้วปฏิเสธไม่ขาดเลยว่านี่คือเรื่องเดียวกัน สิทธิชุมชน สิทธิในที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน ชาวชาติพันธุ์ กำลังถูกท้าทายเช่นเดียวกัน ต่างกันเพียงแค่ผู้คนย่ำเหยียบอยู่คนละทิศของดินแดน

แม้วันนี้กรมศิลปากรอาจไม่ได้เข้ามาใช้มาตรการรุนแรงเพื่อไล่รื้อชุมชนออกจากพื้นที่ และในกรณีบ้านเมืองจันทร์เอง เจ้าหน้าที่ก็เคยยืนยันกับผู้นำชุมชนว่า “จะไม่ไล่ อยู่กันไปได้เลย” ทว่าเมื่อย้อนกลับไปฟังคำพูดของผู้ใหญ่เสาอีกครั้ง สิ่งที่ติดค้างอยู่กลับไม่ใช่เพียงความกลัวว่าจะถูกไล่ออกจากบ้าน แต่คือความรู้สึกว่าบ้านที่อยู่มาตลอดชีวิตกลับถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่ที่รัฐ "อนุญาต" ให้อยู่

ในอีกด้านหนึ่ง หลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศให้ความสำคัญกับสิทธิในที่อยู่อาศัยและการป้องกันการบังคับขับไล่ โดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และความเห็นทั่วไปฉบับที่ 7 ของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ต่างให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้คนจากการถูกบังคับขับไล่ โดยมองว่าการขับไล่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายและต้องมีหลักประกันด้านสิทธิที่เหมาะสม

แต่ปัญหาคือ การมีหลักการคุ้มครองในระดับระหว่างประเทศไม่ได้หมายความว่าสิทธิเหล่านั้นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในชีวิตประจำวัน เพราะระบบกฎหมายไทยยังแยกกฎหมายระหว่างประเทศออกจากกฎหมายภายใน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างสิทธิที่ได้รับการรับรองในระดับหนึ่ง กับการนำสิทธิเหล่านั้นมาใช้จริงในพื้นที่ และช่องว่างนั้นเอง อาจเป็นสิ่งที่ทำให้คำว่า ‘สิทธิในการอยู่อาศัย’ ยังฟังดูไกลตัวสำหรับคนที่กำลังถามเพียงว่า พรุ่งนี้เรายังจะอยู่บ้านหลังเดิมได้หรือไม่

อีกด้านหนึ่ง พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ที่ประกาศใช้เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการรับรองสิทธิและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งในเรื่องวิถีชีวิต วัฒนธรรม ภาษา และความเชื่อ รวมถึงการเปิดกลไกให้เกิด "เขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์" และการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรในชุมชนของตัวเอง

ซึ่งถูกคาดหวังว่าจะช่วยเปิดทางให้พี่น้องชาติพันธุ์ ชนเผ่าพื้นเมือง ได้มีส่วนร่วม มีปากมีเสียงต่อการจัดการกำหนดชีวิต ตามวิถี ประเพณี และภูมิปัญญาของตัวเอง ไม่ใช่แค่ก้มหน้ารับชะตากรรมจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว

“ผมก็อยากให้กฎหมายชาติพันธุ์คุ้มครองพี่น้องที่บรรพบุรุษพาเราอยู่ตามวิถี มันควรเป็นสิทธิที่เราจะมีความปลอดภัย มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ตอนนี้รัฐกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว พวกเราที่เป็นประชาชนควรมีส่วนร่วมกำหนดวิถีชีวิตของตัวเอง กำหนดทิศทางในการจัดสรรทรัพยากร พูดง่ายๆ เราควรพูดได้ว่าตรงนี้เราอยู่มาก่อนกฎหมาย จะเอาไปเป็นที่ของรัฐได้ยังไง คุณอาศัยว่าคุณมีอำนาจก็เลยกำหนดเลย แบบนี้ทำไม่ได้” สราวุธกล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง

สำหรับชุมชนชาวกูยโบราณอย่างบ้านเมืองจันทร์ แน่นอนว่าความหวังคงไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนสถานะของธาตุเมืองจันทร์จาก "โบราณสถาน" ให้กลับไปเป็นเพียงพื้นที่ธรรมดา และไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธอำนาจของรัฐในการอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นความพยายามที่จะสะท้อนว่าการอนุรักษ์กับการดำรงอยู่ของชุมชนสามารถเดินไปด้วยกันได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว การคุ้มครองวัฒนธรรมอาจไม่สามารถแยกออกจากการคุ้มครองคนที่เป็นผู้สืบทอดวัฒนธรรมนั้นได้

ธาตุเมืองจันทร์ยังคงตั้งอยู่ได้เพราะคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าช่วยกันดูแล ไม่ใช่เพียงแค่กรมศิลปากรฝ่ายเดียว หากประเพณีไหว้พระธาตุยังคงดำเนินต่อไปเพราะชุมชนยังคงมีชีวิต และหากภาษา ความเชื่อ และวิถีของชาวกูยยังถูกส่งต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง การอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่อาจหมายถึงเพียงการเก็บรักษาวัตถุที่หลงเหลือจากอดีตเท่านั้น แต่ยังต้องรวมถึงการรักษา "คน" ที่ทำให้ความหมายของอดีตยังคงมีชีวิตอยู่ด้วย

นี่เป็นโจทย์ที่ท้าทายของ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ฯ ที่ยังต้องเดินอยู่ท่ามกลางกฎหมายอีกหลายฉบับที่รัฐใช้กำกับพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายที่ราชพัสดุ หรือกฎหมายโบราณสถาน ซึ่งแต่ละฉบับต่างมีเหตุผลและอำนาจของตัวเอง หากกฎหมายเหล่านี้ยังคงทำงานแยกส่วนกัน คำถามเรื่องสิทธิของชุมชนก็อาจยังคงถูกส่งต่อไปมาระหว่างหน่วยงาน โดยที่คนในพื้นที่ต้องเป็นผู้รอคำตอบอยู่ตรงกลาง

ก่อนเดินทางกลับจากบ้านเมืองจันทร์ ผู้ใหญ่เสายังคงนั่งอยู่หน้าบ้านหลังเดิม ธาตุเมืองจันทร์ยังคงตั้งอยู่หลังแนวกำแพงวัด ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน เช่นเดียวกับบ้านเรือนของผู้คนที่ยังคงเรียงรายอยู่รอบๆ

เวลาผ่านไปเกือบสามทศวรรษนับจากวันที่ผู้ใหญ่เสาพาเจ้าหน้าที่เดินรังวัดพื้นที่ด้วยตัวเอง โบราณสถานยังอยู่ ชุมชนก็ยังอยู่ สิ่งที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดอาจเป็นเพียงว่า ทั้งสองสิ่งจะอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาแบบไหน เพราะสำหรับคนที่เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และเห็นธาตุเมืองจันทร์มาตั้งแต่จำความได้ การอยู่ของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังรัฐประกาศเขตโบราณสถาน และไม่ควรต้องรอให้รัฐเป็นผู้อนุญาตเสียก่อนจึงจะมีความหมาย 

เพราะประวัติศาสตร์นั้นไม่ได้อยู่ในก้อนอิฐ กำแพง หรือวัตถุโบราณเพียงอย่างเดียว มันยังอยู่ในบ้านของผู้คน อยู่ในประเพณีที่ยังทำซ้ำ อยู่ในภาษาที่คนพูด และอยู่ในความทรงจำของคนอย่างผู้ใหญ่เสาที่พูดไออกมาอย่างไม่ลังเลว่า “เกิดมาก็เห็นธาตุแล้ว”

อ้างอิง :