"ยิงโจรในบ้าน" ทนายเกิดผล ชี้ "ปืนไม่ใช่จำเลย" รัฐต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด เปิดข้อกฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ต้องสมควรแก่เหตุ
กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างหนัก หลังมีแนวคิดและแนวทางการส่งสัญญาณจากฝ่ายบริหารเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนอย่างเข้มงวด รวมถึงกระแสข่าวที่ว่า “หากโจรบุกเข้าบ้าน การใช้ปืนยิงเพื่อป้องกันตัวอาจทำไม่ได้หรือกลายเป็นความผิด” สร้างความสงสัยและตั้งคำถามแก่ประชาชนว่า ในฐานะเจ้าของบ้าน หากภัยมาถึงตัว จะมีสิทธิ์ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้แค่ไหน?
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ทนายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดัง เพื่อเจาะลึกแง่มุมทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง และทัศนะต่อมาตรการควบคุมปืนของรัฐบาลอย่างละเอียด
"ยิงโจรในบ้าน" กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่ต้อง "สมควรแก่เหตุ"
ทนายเกิดผล ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ในทางกฎหมาย ไม่เคยห้ามการป้องกันตัว กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของตนเองได้ โดยเงื่อนไขสำคัญอยู่ที่ "ต้องพอสมควรแก่เหตุ"
"ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องยิง ก็ต้องยิง" ทนายเกิดผลเน้นย้ำ พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน
กรณีที่ยิงได้ หากโจรบุกรุกเข้ามาในบ้านในยามวิกาล พร้อมอาวุธปืนหรืออาวุธมีด มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าจะเข้ามาทำร้ายหรือก่ออันตรายร้ายแรง การใช้ปืนยิงเพื่อป้องกันตัวถือเป็นการกระทำเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินตามสิทธิ์
กรณีที่ยิงไม่ได้ หากโจรเข้ามาแบบมือเปล่า หรือเป็นเพียงเด็กที่แอบเข้ามาขโมยของเล่น การใช้อาวุธปืนยิงย่อมถือว่าเกินกว่าเหตุ
พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ ตามใบอนุญาต ป.4 ระบุชัดเจนว่า ออกให้เพื่อ "ป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน" หากประชาชนครอบครองปืนถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อเกิดเหตุภัยคุกคามในบ้านกลับไม่สามารถใช้ป้องกันตัวได้ จะถือว่าขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตั้งแต่ต้น
บ้านคือสถานที่ปลอดภัยที่สุด ประชาชนไม่จำเป็นต้องหนี
ทนายเกิดผล ให้มุมมองทางกฎหมายเพิ่มเติมว่า "บ้านคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด" ศาลฎีกาเคยมีคำวินิจฉัยเป็นแนวทางไว้แล้วว่า เจ้าของบ้านไม่จำเป็นต้องหลบหนีผู้บุกรุก เพราะเหตุเกิดในเคหสถานของตนเอง
พร้อมทั้งตั้งคำถามชวนคิดถึงหลักความจริงในสังคมว่า หากโจรบุกเข้ามาพร้อมอาวุธในยามวิกาล เจตนาคงไม่ใช่การเข้ามา "ขอยืมเงิน" แต่มุ่งหวังทรัพย์สินหรือหมายชีวิต การที่โจรบาดเจ็บแล้วกลับไปแจ้งความจับเจ้าของบ้าน หากสังคมหรือกฎหมายเป็นเช่นนั้น ประชาชนจะอยู่อย่างไร?
แก้ปัญหาไม่ตรงจุด "ปืนไม่ใช่จำเลย แต่เป็นเรื่องของคนและประสิทธิภาพของรัฐ"
ต่อประเด็นที่รัฐบาลพยายามเพิ่มมาตรการเข้มงวดเพื่อลดอาชญากรรม เช่น การควบคุมใบอนุญาต หรือการจำกัดสิทธิ์ครอบครองปืน ทนายเกิดผลมองว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
ปืนไม่ใช่ต้นเหตุของอาชญากรรม หากอ้างว่าปืนทำให้เกิดอันตราย คนเมาแล้วขับรถชนคนตายหลายศพ รัฐย่อมต้องสั่งยึดรถหรือยึดสุราด้วยหรือไม่? หรือหากคนใช้มีดแทงกัน รัฐจะห้ามขายมีดเลยหรือไม่
ใบอนุญาตผ่านการกลั่นกรองแล้ว กระบวนการออกใบอนุญาต เช่น ป.3 ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติจากนายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐ หากเห็นชอบให้ออกใบอนุญาตแล้ว แต่กลับมองว่าประชาชนที่มีปืนถูกต้องคือปัญหา ย่อมเป็นการโยนภาระกลับมาให้ประชาชน
ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล ปราบปรามให้เด็ดขาด และส่งเสริมกลไกคุ้มครองชุมชน
ทนายเกิดผล สรุปทิ้งท้ายว่า หากรัฐบาลต้องการลดปัญหาอาชญากรรมอย่างแท้จริง สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การริบสิทธิ์การป้องกันตัวของประชาชน แต่คือ
เพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปรามอาชญากรรม รัฐต้องจัดการปัญหายาเสพติด กวาดล้างผู้ร้าย และติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุอย่างจริงจัง เพราะหากรัฐสามารถปกป้องประชาชนได้ 24 ชั่วโมง ประชาชนก็ไม่มีความจำเป็นต้องแสวงหาอาวุธปืนมาไว้ครอบครอง
สร้างกลไกความปลอดภัยในพื้นที่: ส่งเสริมและพัฒนากำลังเสริมในชุมชน เช่น อพปร. หรือ อส. ให้มีความเข้มแข็งและเข้าถึงเหตุการณ์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องรอเจ้าหน้าที่เป็นเวลานานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
"หากรัฐยังไม่สามารถปกป้องประชาชนได้อย่างทั่วถึง รัฐก็ไม่ควรไปริบสิทธิ์หรือบีบบังคับไม่ให้ประชาชนมีสิทธิ์ป้องกันตนเองและครอบครัวภายในบ้านของเขาเอง" ทนายเกิดผล กล่าวทิ้งท้าย