ระดับน้ำโขงสูงเฉียบพลัน เตือน “พื้นที่ลุ่มต่ำ” นครพนม-มุกดาหาร เตรียมรับมือน้ำหลาก คาดระดับน้ำเพิ่มสูง 13-14 ส.ค. 69
สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ริมแม่น้ำโขง วันที่ 10 ส.ค. 69 ระดับน้ำในแม่น้ำโขงมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้พื้นที่ใกล้เคียงริมแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบจากน้ำที่ล้นตลิ่ง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) แจ้งเตือน 8 จังหวัดริมแม่น้ำโขง จังหวัดที่ระดับน้ำพุ่งสูงใกล้ถึงระดับวิกฤต ได้แก่ จ.นครพนม จ.มุกดาหาร จ.หนองคาย และจังหวัดที่ยังต้องเฝ้าระวังระดับน้ำ ได้แก่ จ.เลย จ.บึงกาฬ จ.อุดรธานี จ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี
ช่วงเช้าที่ผ่านมา ระดับน้ำบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ อยู่ที่ 12.38 ม. ต่ำกว่าตลิ่ง 1.62 ม.ระดับน้ำที่สูงขึ้นส่งผลให้ชาวบ้าน ใน จ.บึงกาฬ ได้ผลกระทบ บ้านเรือน-พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะวัว-ควาย ไม่มีพื้นที่ออกหากิน โดยหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ได้นำถุงยังชีพออกแจกจ่ายให้กับชาวบ้านแล้ว
ล่าสุด วันนี้ 11 ส.ค. 69 เวลา 14.13 น. เพจเฟสบุ๊ค นครพนมทันข่าว ได้โพสต์แจ้งเตือนประชาชนผู้ใช้เส้นทางในพื้นที่ บ้านไชยบุรี อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม หลังระดับน้ำเพิ่มสูงและเอ่อท่วมเส้นทาง ปิดสะพานกลับรถบ้านนาเพียง และห้วยฮ่องดินจี่ บ้านไชยบุรี ส่วน สะพานข้ามแม่น้ำสงคราม–สะพานห้วยหนองหวาย–ห้วยเซือม ขณะนี้ ยังพอสัญจรได้ แต่ขอให้ผู้ใช้เส้นทางเพิ่มความระมัดระวัง และติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ และรองโฆษกสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผอ.ฐนโรจน์ วิเคราะห์ว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในช่วงเวลาที่ผ่านมาเริ่มลดลงแล้ว โอกาสท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่ตอนกลางค่อนข้างน้อย ยกเว้นมีฝนตกเฉพาะจุด เช่น จ.นครพนม ในช่วงที่ผ่านมา ปริมาณน้ำ 222 มิลลิเมตร ในวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน จึงทำให้พื้นที่ที่เป็นแอ่ง มีน้ำขังสูง และเมื่อรถพยายามที่จะลุยน้ำ แต่ระดับน้ำสูงเกินกว่าที่รถจะผ่านไปได้ จึงทำให้เครื่องยนต์ดับ และติดคาที่
ปริมาณน้ำที่มาจากเขื่อนจิ่งหง ประเทศจีน มีส่วนหรือไม่
นายฐนโรจน์ กล่าวว่า การระบายน้ำออก และไหลผ่านแม่น้ำโขงไทย มีปริมาณน้ำเพียง 1,000 ลบ.ม./วินาที เท่านั้น ไม่ได้มีการระบายเพิ่มเติมลงมาทางตอนล่าง และปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นเกิดจากฝนตกใน สปป.ลาว ก็มีน้ำหลากลงมา ไหลรวมกันผ่านเขื่อนไชยบุรี ปริมาณน้ำสูงสุดประมาณ 17,000 ลบ.ม./วินาที โดยขณะนี้ระดับน้ำลดลงมาเหลือประมาณ 14,000 ลบ.ม./วินาที ซึ่งปริมาณน้ำในส่วนนี้กำลังเดินทางมาผ่านทางแม่น้ำโขง คาดการณ์ว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบ คือตั้งแต่ จ.เลย จ.หนองคาย จ.บึงกาฬ จ.นครพนม และจ.มุกดาหาร ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุดบริเวณ จ.นครพนม และ จ.มุกดาหาร ที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ
ในส่วนของปริมาณน้ำที่เขื่อนจิ่งหงปล่อยจะอยู่ที่ประมาณ 1,500-2,000 ลบ.ม./วินาที เดิมปล่อยประมาณ 2,000 ลบ.ม./วินาที มีการปรับลดลงเหลือ 1,500 ลบ.ม./วินาที โดยปริมาณน้ำที่ระบายมา จะส่งผลให้น้ำเพิ่มขึ้นบริเวณเชียงแสน จ.เชียงราย ประมาณ 10 เซนติเมตรเท่านั้น ผลกระทบที่เกิดมากที่สุด มาจากเขื่อนไชยบุรี ที่มีปริมาณน้ำไหลเข้าไปที่เขื่อนไชยบุรีของสปป.ลาว จึงต้องควบคุมระดับน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์เพื่อที่จะไม่ให้เขื่อนอยู่ในเกณฑ์เสี่ยงมากเกินไป ซึ่งได้มีการปรับเพิ่มสูงสุดในวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา จากประมาณ 14,000 ลบ.ม./วินาที เป็น 15,000 ลบ.ม./วินาที ณ ปัจจุบันได้ปรับลดเป็น 14,000ลบ.ม./วินาที เช่นเดิม
แนวโน้มสถานการณ์น้ำภาพรวมของแม่น้ำโขง
นายฐนโรจน์ มองว่า ปริมาณน้ำเริ่มลดลงตามลำดับ และมีมวลน้ำกำลังเคลื่อนตัวผ่าน จาก จ.หนองคาย และ จ.บึงกาฬ ไปยัง จ.นครพนม และ จ.มุกดาหาร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบในอีกสองวันข้างหน้านี้ (13-14 ส.ค. 69) คาดการณ์ว่า จะมีปริมาณน้ำ ประมาณ 60 ซม. ซึ่งในส่วนนี้ มีการแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือ รวมถึง เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชนรับทราบและเตรียมตัวรับมือ
ขณะนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการนำกระสอบทรายไปปิดกั้นบริเวณพื้นที่ต่างๆ เพื่อป้องกันน้ำไม่ให้ไหลเข้าไปท่วมในพื้นที่ชุมชน ยกเว้นพื้นที่นอกบริเวณริมตลิ่ง ที่ประชาชนไปใช้พื้นที่หรือปลูกพืชไร่ในช่วงหน้าแล้ง ที่จะได้รับผลกระทบ มีการเตรียมความพร้อม โดยการติดตาม ประเมิน และแจ้งเป็นระยะ และได้จัดเตรียมกระสอบทรายไว้ คาดว่ามากพอและสามารถรองรับสถานการณ์ได้ โดยระยะต่อจากนี้ไป ปริมาณฝนก็เริ่มลดน้อยลง และต้องติดตามสถานการณ์ ถ้าไม่มีฝนตกจากอิทธิพลของพายุที่กำลังเกิดและเคลื่อนตัวเข้าประเทศจีน สถานการณ์น้ำหลากสูงสุดก็จะผ่านพ้นไปได้ เพราะช่วงเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนตุลาคม เป็นช่วงที่ลมหนาวเริ่มดันลงมา และลมฝนอ่อนกำลังลง