สะกดรอยเสือ ป่าห้วยขาแข้ง ทำร้ายเจ้าหน้าที่ พบต้องสงสัย 2-5 ตัว เจ้าถิ่นอาศัยอยู่รอบที่เกิดเหตุ พร้อมตรวจดีเอ็นเอจากขนที่ตกในที่เกิดเหตุ “อธิบดีกรมอุทยาน” ย้ำปรับพฤติกรรม หวั่นทำร้ายคนอีก ด้าน “มูลนิธิสืบ” วอนขอให้เจ้าหน้าที่หน้างานใช้เวลาตรวจอย่างรอบคอบ ชี้เร่งรัดตรวจสอบจะกระทบการอนุรักษ์

เมื่อวาน (5 ส.ค.69) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช รับทราบถึงกรณีนายศักรินทร์ วิชาจารย์ พนักงานราชการ สังกัดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เสียชีวิตจากเหตุถูกสัตว์ป่าทำร้าย ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ เมื่อช่วงเช้า

ขณะที่เพจ Thailand Tiger Project DNP เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในพื้นที่โพสต์ สถานการณ์ที่เกิดเหตุว่าสถานที่เกิดเหตุ (ครัวมะขาม) เป็นอาคารเปิดโล่งที่มีราวรั้วต่ำๆ ล้อมมีฝั่งด้านในเป็นที่นั่งโดยรอบและเว้นช่วงเป็นช่องทางสำหรับเดินเข้าออก ข้างๆอาคารมีเส้นทางที่ปรากฏรอยตีนเสือโคร่งสม่ำเสมอเป็นปกติ ในอดีตเคยมีเจ้าหน้าที่ใช้เป็นที่พักนอนมาก่อน ซึ่งครั้งนี้เจ้าหน้าที่กางมุ้ง นอนที่พื้นอาคาร พร้อมพัดลม


สภาพพื้นที่หลังเกิดเหตุ พบขนเสือหลุดร่วงที่พื้นที่นั่งและมีร่องรอยที่บ่งชี้ว่า เสือหิ้วมนุษย์ออกไปโดยการข้ามราวรั้วอย่างง่ายดาย ไม่ได้เดินไปตามช่องว่างที่ราวเว้นไว้ และไม่มีรอยเลือด หรือหยดเลือดในบริเวณที่นอน

ห่างจากตัวอาคารราว 15 เมตร พบมุ้งเขียวที่เปื้อนเลือดห่างกองอยู่ ระหว่างทางที่พบรอยเสือโคร่งเดิน ไม่พบหยดเลือดหรือ รอยเลือด???กระทั่งปลายทางพบผู้เสียชีวิตที่มีร่องรอยโดนกัดกิน แต่รอยเลือดแห้งแล้ว

ขณะที่วันนี้ (6 ส.ค.69) เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระบุว่า อธิบดีกรมอุทยานฯ สั่งการให้ทีมผู้เชี่ยวชาญกองอนุรักษ์สัตว์ป่า จับเสือโคร่งใกล้ บริเวณสำนักงานเขตฯห้วยขาแข้งเพื่อตรวจดีเอ็นเอเทียบขนที่ทิ้งไว้ใกล้จุด จนท.เสียชีวิต คาดมีไม่เกิน 5 ตัว

ด้านชาวโซเชียล ต่างเข้ามาแสดงความเห็นถึงความเป็นห่วง กรณีที่เจ้าหน้าที่จะทำการจับเสือเพื่อมาตรวจดีเอ็นเอ และห่วงว่าจะซ้ำรอยกรณีที่มีการจับช้างป่า เพื่อไปปรับพฤติกรรมก่อนหน้านี้ มีการเสียชีวิตระหว่างการขนย้ายช้าง


เร่งค้นหาเสือตัวก่อเหตุ หวั่นกระทำซ้ำ


กรณีเสือที่ผืนป่าอนุรักษ์ห้วยขาแข้ง มีการก่อเหตุทำร้ายเจ้าหน้าที่จนเสียชีวิต สร้างความหวั่นวิตกให้กับนักอนุรักษ์ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งสำคัญในการอนุรักษ์เสือโคร่งของไทย และเหตุร้ายในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการอนุรักษ์เสือในพื้นที่ “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในกรณีจะตรวจค้นหาดีเอ็นเอจากเสือว่า กรณีที่มีการโพสต์ในโลกโซเชียลว่า มีการตามหาเสือ 5 ตัว ที่คาดว่าจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นยังไม่มีการยืนยันว่าจะเป็นเสือ 5 ตัวหรือไม่ แต่เสือที่อยู่รอบสำนักงานที่เคยสำรวจพบมีอยู่ประมาณ 2 – 5 ตัว ดังนั้นเรายังไม่รู้ว่าตัวไหนที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เลยต้องจับมาให้หมดเท่าที่ทำได้ แล้วเอามาพิสูจน์ดีเอ็นเอ เพราะในที่เกิดเหตุที่ขนของเสือที่ก่อเหตุอยู่ในพื้นที่ เมื่อจับเสือกลุ่มที่เป็นตัวต้องสงสัยได้ ต้องนำดีเอ็นเอมาเทียบกับคนที่ตกอยู่ในพื้นที่

หลักการในการค้นหาเสือครั้งนี้ ต้องหาเสือตัวที่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพื่อจับเข้ามาปรับพฤติกรรม และศึกษาการปรับพฤติกรรม ซึ่งที่ผ่านมามีสมมติฐานหลายกรณี เช่น เป็นเสือแก่ หรือหาอาหารไม่ได้แล้วมาทำร้ายคน แต่ทุกอย่างยังหาข้อสรุปที่แท้จริงไม่ได้


ปกติกรณีที่เสือทำร้ายเจ้าหน้าที่ไม่เคยเกิดขึ้น และสัญชาตญาณของเสือไม่ได้มีพฤติกรรมทำร้ายมนุษย์ ตอนนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กำลังเร่งทำงาน ก่อนอื่นจะต้องจับเสือให้ได้ก่อน และมาตรการความปลอดภัยในพื้นที่นี้มีการเตรียมการไว้แล้ว ส่วนชุมชนในพื้นที่ค่อนข้างอยู่ไกลระยะประมาณ 14 กิโลเมตร

ห้วยขาแข้ง ถือเป็นแหล่งวิจัยเสือที่สำคัญ และมีปริมาณเสือในการอนุรักษ์เพิ่ม ซึ่งไม่ได้เพิ่มจนล้นพื้นที่ ดังนั้นแนวทางการอนุรักษ์เสือในพื้นที่ก็ถือว่าเป็นแหล่งที่สำคัญในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ส่วนความเป็นห่วงในเรื่องการขนย้ายหรือปรับพฤติกรรมเสือ ตอนนี้มีการสั่งการให้ทำงานอย่างละเอียด ในพื้นที่มีผู้เชี่ยวชาญที่ลงไปทำงานอยู่จำนวนมาก โดยมีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่ตอนนี้ลงไปอยู่ในพื้นที่แล้ว ซึ่งมีการเน้นย้ำถึงกระบวนการจับ และการใช้ยาซึม ไม่ให้เกิดผลร้ายต่อเสือ

การปรับพฤติกรรมเสือที่ก่อเหตุ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าปล่อยไป เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นอีก และสิ่งที่เจ้าหน้าที่กลัวคือ เสือจะเกิดพฤติกรรมเคยชินในการทำร้ายมนุษย์ และถือเป็นความอันตราย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เสือที่เคยทำร้ายคนแล้วจะก่อเหตุอีก เพราะเรื่องนี้เคยเกิดแล้วที่เขาใหญ่



เสือห้วยขาแข้ง หาข้อเท็จจริงต้องรอบด้าน


นางสาวอรยุพา สังขะมาน เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้คนที่ทำงานอนุรักษ์เสือในพื้นที่ค่อนข้างวิตกกังวลกับประเด็นที่เกิดขึ้น โดยเจ้าหน้าที่หน้างานกำลังเร่งทำงาน และทุกอย่างที่ออกมาล้วนเป็นความคาดการณ์ทั้งหมด และยังไม่มีการฟันธงว่าต้นเหตุการทำร้ายเกิดจากอะไร ซึ่งทีมงานกำลังเร่งหาข้อเท็จจริง โดยตอนนี้ขอให้เวลาทีมทำงานก่อน ตอนนี้ขอให้เจ้าหน้าที่หน้างานทำงานอย่างเต็มที่ และได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการฟันธง 

กรณีที่โลกโซเชียลมีการพูดถึงการเกิดเหตุการณ์ที่เสือทำร้ายคนในอดีต เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกว่า 20 ปี ในพื้นที่เขาใหญ่ และน่าจะมีปัจจัยแตกต่างกัน และระยะเวลาการเกิดเหตุห่างกันมาก

สุดท้ายแล้วเมื่อเรารู้ข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ จะส่งผลต่อมาตรการป้องกันที่มีความรัดกุมมากขึ้น ทั้งต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป และจะเป็นมาตรการป้องกันที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งไม่ควรเร่งกระบวนการในการตรวจสอบ การที่เราเร่งหาข้อเท็จจริงมากเกินไปอาจส่งผลต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาด และอาจมีผลต่อการอนุรักษ์เสือในพื้นที่ห้วยขาแข้ง