หลุดยันเลขตัวถังรถ เปิด 4 อุบาย "เว็บมืด" ล้วงข้อมูลส่วนบุคคล ค้นหาทะเบียนรถ ชี้หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่จ้างเอกชนเก็บข้อมูล โอกาสรั่วไหลสูง
เมื่อวาน 3 ส.ค.69 นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ตำแหน่งที่ปรึกษาเเละอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ได้เปิดข้อมูลผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว เเจ้งเตือนประชาชนถึงข้อมูลทะเบียนรถหลุดสู่สาธารณะ ที่มีเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาข้อมูลส่วนบุคคล จากทะเบียนรถ ซึ่งหลังทำการเผยเเพร่ข้อมูล ทำให้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในกระเเสโซเชียลเป็นอย่างมากเเละล่าสุดได้มีทางหน่วยงานรัฐออกมาชี้เเจงเเล้วเเต่ในขณะเดียวกันประชาชนก็ได้ตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในข้อมูลส่วนบุคคล
ทีมงานข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง นายนิธิกร บุญยกุลเจริญ คณะทำงานผู้นำฝ่ายค้าน ตำแหน่งที่ปรึกษาเเละอนุกรรมาธิการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันดิจิทัลไทย ถึงที่มาของข้อมูลทะเบียนรถที่หลุดสู่สาธารณะในครั้งนี้
นายนิธิกร เปิดเผยว่า คุณเอิร์ธ ธนรัตน์ CEO ของ DomeCloud ได้สังเกตเห็นว่า ได้พบเจอข้อมูลของป้ายทะเบียนรถเเละข้อมูลส่วนบุคคลจากตลาดมืดเเละกลุ่มดิสคอร์ด (Discord) ที่มีการซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ก่อนจะพบว่าข้อมูลทั้งหมดถูกนำมารวบรวมจัดทำเป็นเว็บไซต์ที่ชื่อว่า WIN.DOG
เมื่อลองนำเบอร์โทรศัพท์ ชื่อ หรือเลขทะเบียนของคนที่รู้จักไปค้นหา กลับพบว่า "มีข้อมูลขึ้นครบทั้งหมด" แม้ปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวจะปิดตัวลงไปแล้วเนื่องจากคนได้รับรู้เเละเกิดกระแสสังคม แต่ทางนายนิธิกร ได้ทำการบันทึกหลักฐานหน้าจอไว้ทั้งหมดแล้ว
สิ่งที่ค้นพบเจอภายในเว็บไซต์ มีดังนี้
1.ใส่ "เลขทะเบียนรถ" จะได้ชื่อ, ที่อยู่, เลขบัตรประชาชน, เลขตัวถัง, วันตรวจสภาพเเละวันต่อภาษี
2ใส่ "เลขตัวถัง" จะได้ข้อมูลรายละเอียดตัวรถและเจ้าของแบบเจาะลึก
3.ใส่ "เลขบัตรประชาชน" จะเจอข้อมูลกรรมสิทธิ์รถทุกคันที่ครอบครอง (ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์)
4.ใส่ "เบอร์โทรศัพท์" จะเจอนามสกุลจริง, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่ เเต่จะไม่แสดงตัวรถที่ครอบครองอยู่
มิจฉาชีพใช้เเอบอ้างได้ ! ข้อมูลไหนอันตรายที่สุด ?
หากมิจฉาชีพมีเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ของเราอยู่แล้ว เมื่อนำมาค้นในฐานข้อมูลนี้ จะรู้ทันทีว่าบุคคลนี้ครอบครองรถอะไรบ้างและนำข้อมูลรายละเอียดที่แม่นยำนี้โทรไป แอบอ้าง หลอกลวงหรือปั้นเรื่องสร้างความน่าเชื่อถือได้ง่ายมากขึ้น
หากมิจฉาชีพมีเลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ของเราอยู่แล้ว เมื่อนำมาค้นในฐานข้อมูลนี้ จะรู้ทันทีว่าบุคคลนี้ครอบครองรถอะไรบ้าง และนำข้อมูลรายละเอียดที่แม่นยำนี้โทรไป แอบอ้าง หลอกลวง หรือปั้นเรื่องสร้างความน่าเชื่อถือได้ง่ายขึ้นมาก เพราะมิจฉาชีพจะรู้ลึกไปถึงขั้นว่า คุณมีรถกี่คัน ถือหนี้อยู่เท่าไหร่ รถคันนี้ยังผ่อนไม่หมด หรือมีชื่อเป็นของบริษัทไฟแนนซ์อยู่ ทำให้พวกเขาสามารถโทรมาสวมรอยเป็นไฟแนนซ์หรือหลอกลวงในเชิงลึกได้อย่างสมจริง
นอกจากนี้ ยังพบว่าไม่ได้มีแค่เว็บนี้เว็บเดียวแต่ยังมีการซื้อขายกันในดิสคอร์ดอีกมากรวมถึงเคยพบเว็บไซต์ที่ดึงข้อมูลจากกรมการปกครองที่มีตั้งแต่ข้อมูลของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีกด้วย
รัฐควรแก้ไขปัญหาอย่างไร?
ในส่วนของข้อเสนอแนะต่อกรมการขนส่งทางบกและรัฐบาล นายนิธิกร ได้แบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ ดังนี้มิติการเก็บรักษาข้อมูล ปัจจุบันหน่วยงานรัฐชอบจ้างบริษัทเอกชน (Outsource) พัฒนาซอฟต์แวร์และฐานข้อมูล ทำให้เอกชนเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ รัฐไม่ได้เป็นเจ้าของและถือข้อมูลอย่างแท้จริง จนคนรับผิดชอบหลุดลอยเกินกว่าจะควบคุม รัฐต้องดึงข้อมูลกลับมาเป็นของผู้ถือครองเอง พร้อมเร่งเสริมความแข็งแกร่งด้านCyber Securityมิติการรับมือและการแจ้งเตือน การแฮกหรือทำข้อมูลหลุดเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่สิ่งที่หน่วยงานรัฐ "ต้องทำทันที" เมื่อพบข้อมูลรั่วไหล คือการแจ้งเหตุละเมิดและเตือนภัยไปยังประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้ตัวและระมัดระวัง ไม่ตกเป็นเหยื่อเมื่อมีมิจฉาชีพโทรมา ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นการดำเนินการในส่วนนี้
เดินหน้ายื่นเรื่องถึง กมธ. - กระทรวงคมนาคม
หลังจากนี้ นายนิธิกร จะนำหลักฐานภาพถ่ายหน้าจอและข้อมูลทั้งหมด รวบรวมเพื่อยื่นต่อ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) เข้ามาสอบข้อเท็จจริงและหารือร่วมกัน เพื่อหาทางแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างถูกต้อง
ในขณะเดียวกันล่าสุดวันนี้ (4 ส.ค.69) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวเเล้ว เเละได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ให้เข้ามาช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง