นักโทษประหาร-ทำผิดซ้ำ เปิดสถิติปี 69 สะท้อนทางออกที่ต้องรื้อระบบ “ลดโทษ” ด้าน “อัยการอาวุโส” มองปมเด็ดขาด ตัวเลขผู้กระทำผิดซ้ำยังสูง ทางแก้ควรให้รับโทษอย่างน้อย 80% ของบทลงโทษ แล้วค่อยลดโทษ

จากการหายตัวไปของสองพี่น้องชาวรัสเซียสู่คดีฆาตกรรมสุดสะเทือนใจ โดยผู้ต้องหาอย่าง “ป๋อง” พบประวัติเคยถูกจับกุมมาเเล้วหลายคดี ทั้งการครอบครองปืน พรากผู้เยาว์เเละพยายามฆ่า ซึ่งเพิ่งได้รับการพ้นโทษออกมาได้เพียง 2 เดือนจากการได้รับพระราชทานอภัยโทษ

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นวงกว้าง แต่ยังจุดชนวนกระแสวิพากษ์วิจารณ์และคำถามใหญ่ที่สั่นสะเทือนสังคมไทยว่า... กับการที่ผู้กระทำผิดยังคงก่อเหตุซ้ำเช่นนี้ ประเทศไทยของเราควรเริ่มลงโทษประหารชีวิตอย่างจริงจังและเด็ดขาดได้แล้วหรือยัง ?




เปิดตัวเลขสถิตินักโทษประหารเเละการกระทำผิดซ้ำ

ทางกรมราชทัณฑ์ได้เปิดเผยข้อมูลสถิตินักโทษประหารชีวิต ประจำเดือนพฤษภาคม ปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 มิถุนายน 2569) พบว่าประเทศไทยมีผู้ต้องขังที่อยู่ในข่ายโทษประหารชีวิต รวมทั้งสิ้น 480 คน เเบ่งได้ดังนี้



  • ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาอุทธรณ์ 439 คน

  • ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาฎีกา 13 คน

  • นักโทษเด็ดขาดเมื่อคดีถึงที่สุด 28 คน



ขณะเดียวกัน มีข้อมูลที่รวบรวมสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ห้องขัง ซึ่งพบ 5 อันดับประเภทคดีที่มีอัตราการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวในปีงบประมาณ 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 2 สิงหาคม2569) ดังนี้



  • อันดับที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (พรบ.ยาเสพติดฯ พรบ.สารระเหย พรบ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท) 66.76%

  • อันดับที่ 2 ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 12.50%

  • อันดับที่ 3 อื่นๆ (หลายประเภท เช่น พรบ.อาวุธปืนพรบ.ป่าไม้ พรบ.การพนัน พรบ.คนเข้าเมือง ลหุโทษ ฯลฯ) 9.65%

  • อันดับที่ 4 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตเเละร่างกาย 5.38%

  • อันดับที่ 5 ความผิดเกี่ยวกับเพศ 2.56%



ปัญหารากลึกของบทลงโทษ การบริหารจัดการเรือนจำ



ทีมงานข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง อาจารย์ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด ถึงประเด็นความเด็ดขาดของโทษประหารชีวิตและปัญหานักโทษออกมาทำผิดซ้ำ

อาจารย์ปรเมศวร์ ได้อธิบายว่า ในความเป็นจริงตามข้อกฎหมายไทย โทษประหารชีวิตยังคงมีอยู่ แต่สาเหตุที่ไม่ถูกนำมาใช้บังคับจริงนั้น เป็นผลมาจากการยึดถือตามหลักสากลและข้อขอร้องจากต่างประเทศให้ชะลอการลงโทษจนกลายเป็นว่าสังคมและระบบเริ่มปรับตัวไปสู่การเปลี่ยนโทษประหารชีวิตให้เป็นโทษจำคุกตลอดชีวิตแทน

ปัญหาที่แท้จริงกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ว่าจะประหารหรือไม่ประหาร แต่จุดสำคัญที่สุดอยู่ที่กระบวนการบริหารโทษ ซึ่งส่งผลให้นักโทษไม่เกิดความเกรงกลัวต่อกฎหมาย เนื่องจากผู้ต้องขังเรียนรู้ช่องทางในการเอาตัวรอด เพียงแค่แกล้งทำตัวดี แสร้งสำนึกผิด หรือเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอาชีพพอเป็นพิธีตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ เพื่อแลกกับการถูกประเมินให้ได้รับการปล่อยตัวเร็วขึ้นเมื่อถึงช่วงวันสำคัญหรือเทศกาลต่างๆ



ติดจริงแค่ 30% คุกแน่น 3 แสนคน บังคับระบายนักโทษ



ต้นตอสำคัญของเรื่องนี้มาจากวิกฤตเรือนจำแออัด เรือนจำในไทยมีความจุรองรับผู้ต้องขังได้เพียงราว 200,000 คน แต่ปัจจุบันกลับมีผู้ต้องขังอัดแน่นสูงถึงกว่า 300,000 คน ส่วนหนึ่งมาจากกระบวนการศาลที่ไม่ค่อยปล่อยตัวชั่วคราวหรือให้ประกันตัวประกอบกับไม่มีการแยกขังผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด เมื่อรัฐบาลไม่มีการสร้างเรือนจำเพิ่ม ภาระจึงตกอยู่กับกรมราชทัณฑ์ที่จำเป็นต้องหาทางเร่งระบายคนออกจากเรือนจำ

สภาวะเช่นนี้ส่งผลให้เกณฑ์การลดหย่อนโทษในปัจจุบันถูกปรับลดลงเป็นจำนวนมาก คนที่ถูกตัดสินจำคุกมีระยะเวลาติดคุกจริงเพียงประมาณ 30% ของคำพิพากษาเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ศาลตัดสินลงโทษ 10 ปี ติดจริงเพียง 3 ปี หรือตัดสิน 50 ปี ติดจริงเพียง 13 ปีก็ได้รับการปล่อยตัว ตัวอย่างเห็นได้ชัดจากคดีดังในอดีตอย่างคดีวันชัย แสงขาว ที่ทำการข่มขืนเด็กหญิงอายุ 13 ปีเเล้วโยนลงจากหน้าต่างรถไฟหรือคดีของสมคิด พุ่มพวง ที่เคยได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตมาหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ได้รับการลดโทษจนออกมาตั้งตัวใหม่และก่อเหตุซ้ำกับเหยื่อรายแล้วรายเล่าจนท้ายที่สุดถึงจะมีการตัดสินลงโทษประหารชีวิต

สถานการณ์การบริหารโทษของกระทรวงยุติธรรมในปัจจุบัน จึงถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นการใช้อำนาจที่ข้ามขั้นตอนหรืออยู่เหนือคำพิพากษาของศาลจนทำให้เจตนารมณ์ในการลงโทษของกระบวนการยุติธรรม



ทางออกที่ต้อง รื้อระบบ แก้กระทำผิดซ้ำ ต้องสู้ด้วยความเด็ดขาด



สำหรับทางออกในการแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังออกมาทำผิดซ้ำ อาจารย์ปรเมศวร์ ได้เสนอข้อเรียกร้องที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งพิจารณาอย่างจริงจัง ดังนี้



  •  ขังให้ตรงตามคำพิพากษาและตั้งเกณฑ์ลดโทษใหม่ หากไม่บังคับใช้โทษประหารชีวิต อย่างน้อยโทษจำคุกตลอดชีวิตต้องขังจริงให้ได้อย่างน้อย 80% ของบทลงโทษ เช่น ต้องจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 40 ปี ถึงจะเริ่มนำมาพิจารณาเรื่องการพักการลงโทษ

  • ฟังเสียงผู้เสียหายและชุมชน การจะปล่อยตัวหรือพักการลงโทษไม่ควรอิงตามเกณฑ์ของกรมราชทัณฑ์ฝ่ายเดียว แต่ควรมีการไต่สวนในชั้นศาล และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายรวมถึงชุมชนได้แสดงความคิดเห็นว่าพร้อมจะรับตัวกลับหรือไม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดกลับไปสร้างความหวาดกลัวในพื้นที่เดิม

  • พัฒนาระบบคุมประพฤติที่เข้มงวดจริงจัง: นำแนวทางในต่างประเทศมาปรับใช้ที่มีเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ (Marshall) คอยติดตามตัวนักโทษที่ได้รับการพักโทษอย่างใกล้ชิด หากเบี้ยวการรายงานตัวจะต้องถูกนำตัวกลับเข้าคุกทันที ซึ่งระบบนี้จะเกิดขึ้นได้จริงต้องเร่งแก้ไขปัญหาช่องโหว่และการทุจริตในระบบราชการ

    พิจารณาทางเลือกคุกเอกชน: การนำข้อเสนอเรื่องการสร้างเรือนจำเอกชนสำหรับผู้ต้องขังคดีเล็กน้อย (โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี) มาปรับใช้ เพื่อช่วยลดความแออัดในเรือนจำหลวง



ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ยิ่งนักโทษเข้าออกคุกบ่อยก็ยิ่งเกิดความเชี่ยวชาญ และเมื่อได้รับการปล่อยตัวออกมารวดเร็วโดยยังไม่ทันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็จะวนกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก ดังนั้น รัฐบาลจึงควรมองการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่เข้ามาตรวจสอบเฉพาะช่วงเวลาที่เกิดเหตุขึ้น แล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปจนกลับเข้าสู่วงจรเดิมๆ