จากกรณีอื้อฉาว "โกงเงินสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง" ซึ่งเป็นการทุจริตเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้กับนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เมื่อปี ปี 2560 นำมาสู่การกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการทำงานร่วมกันของหน่วยงานปราบปรามทุจริต และพลังการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ
พฤติการณ์ "โกงทั้งระบบ" และการสะท้อนข้อมูลจากประชาชน
จุดเริ่มต้นของการเปิดแผลทุจริตมาจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ นิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ซึ่งได้รับงบประมาณปี 2560 จำนวน 11,700,000 บาท โดยอาศัยวิธีการ "สุ่มสอบถ้อยคำชาวบ้าน และประชาชนผู้มีรายชื่อเบิกเงิน" ในพื้นที่ 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน ทำให้พบพฤติการณ์ทุจริตอย่างแยบยล
โดยกระบวนการหลอกลวง เริ่มจากผู้นำชุมชน และประธานกลุ่มชาวบ้าน ให้ประชาชนลงลายมือชื่อใน "แบบสำรวจผู้ประสบปัญหาทางสังคม" และ "ใบสำคัญรับเงินที่ยังไม่ได้กรอกข้อความ และจำนวนเงิน" พร้อมเก็บสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้านไปส่งให้เจ้าหน้าที่นิคมฯ
นำสู่การสวมสิทธิ์ และจ่ายเงินไม่ครบ มีผู้มีรายชื่อแต่ไม่ได้รับเงิน หรือได้รับเงินเพียงบางส่วน เช่น เอกสารเบิกจ่าย 2-4 ครั้ง ครั้งละ 3,000 บาท แต่ได้จริงครั้งเดียว 1,000 บาท หรือ 750 บาท ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้สงเคราะห์ได้ไม่เกิน 3 ครั้งต่อปี รวมถึงการปลอมลายมือชื่อในเอกสารเบิกจ่าย
ใช้ช่องโหว่จัดซื้อจัดจ้าง กรณีแจกสิ่งของอุปโภคบริโภค 500 ชุด ชุดละ 1,000 บาท มีการจัดซื้อจริงจากร้านค้าเพียงชุดละ 450 บาท แล้วให้ร้านค้านำเงินส่วนต่างส่งคืนเจ้าหน้าที่
การตรวจพบผู้แสดงสิทธิ์ที่ผิดปกติ พบรายชื่อบุคคลเดียวเบิกซ้ำซ้อนในเดือนเดียวกัน และผู้ได้รับการสงเคราะห์บางรายมีฐานะร่ำรวย ไม่ใช่ผู้ยากไร้ เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อาสาสมัคร สมาชิก อบต.
พยายามปกปิดความผิด มีเจ้าหน้าที่นิคมฯ โทรศัพท์มาซักซ้อมชาวบ้านให้พูดตรงกันว่าได้รับเงินครบถ้วนก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบ
กระบวนการทำงานของ ป.ป.ช. ในการไต่สวน-ชี้มูลความผิด
หลังจากได้รับข้อมูลและพยานหลักฐาน คดีได้เข้าสู่ กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผลการชี้มูลความผิด ซึ่งแสดงให้เห็นถึง "สายการบังคับบัญชาที่ร่วมทุจริตจากระดับบนสู่ระดับปฏิบัติการ" ดังนี้
ต้นตอการทุจริต รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้น ร่วมกับ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมฯ ซึ่งเสียชีวิตก่อนดำเนินการไต่สวน สั่งการให้นิคมสร้างตนเองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงนิคมสร้างตนเองเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ต้องส่งเงินกลับคืนให้แก่ผู้บริหารไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 - 20 ของงบประมาณที่ได้รับ
การขยายผลทุจริต เมื่อนิคมฯ ได้รับโอนเงินงวดแรก 6,500,000 บาท เจ้าหน้าที่ได้นำเอกสารเปล่าให้ชาวบ้านลงชื่อเพื่อเบิกเงินรายละ 3,000 บาท แต่จ่ายจริงเพียง 1,000 หรือ 750 บาท และใช้วิธีหักเงินส่วนต่างจัดซื้อของแจก เพื่อรวบรวมเงินหักเก็บไว้จำนวน 1,950,000 บาท
ส่วนเจ้าหน้าที่นิคมฯ ที่เกี่ยวข้อง ทางอาญาพยานหลักฐานไม่พอ ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง