ผลการศึกษาพบ คนกรุงมีงาน แต่รายได้ยังไม่พอ! TDRI ตัดเกรด “ชัชชาติ 1” ปมแก้ปัญหาปากท้อง แนะ “ชัชชาติ 2” ยกระดับแพลตฟอร์มเสริมทักษะ ให้วัดผลได้จริง-ดันผู้ค้าหาบเร่เติบโต หาทำเลทดแทนที่เหมาะสม
จากการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับความไว้วางใจจากคนกรุงเทพฯ ให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นกว่า 1.5 ล้านคะแนน เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยได้รับในปี 2565 และถือเป็นคะแนนเสียงที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นว่าชาวกรุงเทพฯ มีความคาดหวังว่าผู้ว่าฯ ชัชชาติจะเข้ามาสานต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตให้กับคนกรุงเทพฯ
ล่าสุด สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้จัดทำการประเมินผลงาน 4 ปีของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ สมัยแรก และจัดทำข้อเสนอแนะสำหรับการทำงานในสมัยที่ 2 ใน 6 ด้าน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ปัญหาปากท้องประชาชน”
คนกรุงมีงาน แต่รายได้ไม่เพียงพอ
TDRI ชี้ว่า ปัญหาปากท้องของคนกรุงเทพฯ ไม่ใช่การ “ว่างงาน” แต่เป็นการที่แรงงานจำนวนมากยังไม่สามารถมี “งานที่มีคุณภาพและรายได้ดี” ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ มีประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปที่อยู่ในกำลังแรงงาน 5.88 ล้านคน โดยมีคนว่างงานเพียง 0.75% กล่าวคือเกือบทั้งหมดมีงานทำ แต่ไม่ได้หมายความว่างานที่ทำนั้นเลี้ยงชีพได้ดี
ข้อมูลการสำรวจแรงงานนอกระบบ พ.ศ. 2568 พบว่า ลูกจ้างในกรุงเทพฯ ได้รับค่าจ้างหรือเงินเดือนเฉลี่ยที่ 21,565 บาทต่อเดือน โดยลูกจ้างที่เป็นแรงงานนอกระบบได้รับเพียง 11,722 บาทต่อเดือน หรือราวครึ่งหนึ่งของลูกจ้างที่เป็นแรงงานในระบบ (21,737 บาท) เท่านั้น
ขณะที่การสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน ปี 2568 พบว่า ครัวเรือนในกรุงเทพฯ มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเดือนละ 32,695 บาท (ขนาดครัวเรือนเฉลี่ย 2.2 คน หรือคิดเป็นค่าใช้จ่ายราว 14,900 บาทต่อคน) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ค่าจ้างของลูกจ้างนอกระบบต่ำกว่าค่าใช้จ่ายต่อหัวของครัวเรือนกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ
ปัญหาคุณภาพงาน
1. โครงสร้างอาชีพกระจุกอยู่ใน “งานบริการและจำหน่ายสินค้า” คือ 24.7% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วค่าตอบแทนไม่สูง
2. ชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน โดย 20% ทำงานมากกว่า 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้บางส่วนสมัครใจ แต่จำนวนไม่น้อยมีชั่วโมงทำงานยาวนานเพื่อให้มีรายได้เพียงพอเลี้ยงชีพ
3. ช่องว่างทักษะกว้าง แม้สัดส่วนแรงงานที่จบชั้นอุดมศึกษาจะอยู่ที่ 35.3% แต่แรงงานอีกกว่า 40% จบมัธยมศึกษาตอนต้นหรือต่ำกว่า
4. แรงงานนอกระบบเกือบ 1.6 ล้านคน เป็นกลุ่มเปราะบางขนาดใหญ่ที่กระจุกตัวอยู่ในเมืองเดียว จำนวนมากไม่มีประกันสังคม เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากเพราะขาดหลักทรัพย์และประวัติรายได้ เสี่ยงต่อการตกอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ
ตัดเกรด “ชัชชาติ 1” แก้ปัญหาปากท้อง
การแก้ปัญหาปากท้อง ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของ กทม. อาจยกได้ 2 ประเด็นหลักๆ คือ 1. การฝึกทักษะอาชีพให้มีทักษะสูง ตรงกับความต้องการของตลาด และ 2. การแก้ปัญหาหาบเร่แผงลอย ซึ่งมักสร้างความขัดแย้งระหว่างการจัดระเบียบเมืองกับการรักษารายได้ของผู้ค้า
ชัชชาติ 1 ชูแนวคิด “เส้นเลือดฝอย” ผ่านชุดนโยบายกว่า 200 ข้อ ในจำนวนนี้ นโยบายด้านปากท้องประกอบด้วย การฝึกอาชีพ แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Next Learn) เศรษฐกิจสร้างสรรค์รายย่าน และการจัดระเบียบหาบเร่ควบคู่กับการหาพื้นที่ทดแทนหรือศูนย์อาหาร (Hawker Center)
1. การฝึกทักษะอาชีพ
แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Next Learn) ถือว่าเป็นผลงานที่โดดเด่น โดยมีหลักสูตรที่หลากหลายและทันสมัยกว่า 680 หลักสูตร เช่น ทักษะ AI, ภาษาต่างประเทศ และช่างบริการระบบไฟฟ้ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
ในจำนวนนี้ มีหลักสูตรเรียนจบพร้อมจ้างงาน (Next Jobs) ที่ออกแบบร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 60 หลักสูตร เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การนวด บาริสต้า และการตัดแต่งขนสุนัข ปัจจุบันมีชั่วโมงเรียนสะสมกว่า 4 แสนชั่วโมง โดยมีค่าเรียนตั้งแต่ฟรีจนถึง 305 บาท
เว็บไซต์ทีมชัชชาติ แจ้งว่าผู้จบหลักสูตรและได้รับใบประกาศรับรองจากศูนย์ฝึกอาชีพในปี 2568 ได้งานทำถึง 84% อย่างไรก็ตามไม่ได้เปิดเผยระเบียบวิธี เช่น นิยามของ “ได้งานทำ” ระยะเวลาที่วัดหลังจบหลักสูตร หรือฐานผู้เข้าร่วมหลักสูตรที่ใช้คำนวณ ตัวเลขนี้จึงควรมีการตรวจสอบโดยผู้ประเมินอิสระ
ทั้งนี้ไม่ได้ลดทอนคุณค่าของแพลตฟอร์ม แต่ควรปรับปรุงระบบติดตามที่เน้นผลลัพธ์มากขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เปิดเผยว่า ผู้ผ่านหลักสูตรได้งานภายในกี่เดือน รายได้เปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเทียบกับก่อนอบรม ทำให้แรงงานนอกระบบหรือกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการฝึกอาชีพมากน้อยเพียงใด และวิเคราะห์ว่าชั่วโมงเรียนสะสมนั้น มีสัดส่วนของผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายมากน้อยเพียงใด
2.หาบเร่แผงลอย
มีการพัฒนาพื้นที่ค้าขายทดแทนหรือศูนย์อาหารกว่า 30 จุด รองรับผู้ค้าที่ย้ายออกจากทางเท้า การจัดหาสินเชื่อร่วมกับธนาคารกรุงไทย โดยใช้ข้อมูลรายรับหรือใบอนุญาตเป็นเครดิตแทนหลักทรัพย์ และการจัดตลาดนัดชุมชนหรือตลาดนัดเขตกว่า 400 แห่ง ตลาดนัดเกษตรกร (Farmer Market) ที่เชื่อมเกษตรกรมาตรฐาน Bangkok G และระบบจองแผงค้าออนไลน์ ThaiMarket
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ทีมชัชชาติ กลับสะท้อนข้อจำกัดมากกว่าความสำเร็จ โดยระบุว่า มีรายได้หมุนเวียนจากตลาดนัดราว 30 ล้านบาทในปี 2568 ซึ่งเมื่อหารด้วยจำนวนตลาดกว่า 400 แห่ง จะเฉลี่ยเพียงราว 75,000 บาทต่อตลาดต่อปี เช่นเดียวกับตลาดนัดเกษตรกรที่สร้างรายได้สะสม 8.6 ล้านบาทนับตั้งแต่ปี 2566 หากตัวเลขเหล่านี้ถูกต้องก็หมายความว่า ผลกระทบต่อปากท้องของผู้ค้ายังน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนกิจกรรมที่จัด
ความท้าทายที่เหลือมีอยู่ 3 ข้อ ประการแรก คือสมดุลระหว่างความเป็นระเบียบของทางเท้ากับปากท้องของผู้ค้ารายย่อย เมื่อจุดผ่อนผันลดลงต่อเนื่อง จะทำอย่างไรให้ผู้ค้ายกระดับทักษะและเพิ่มรายได้ได้ แทนที่จะติดอยู่กับสถานะผู้ค้าที่อยู่ในพื้นที่ผ่อนผันไปตลอดชีวิต
ประการที่ 2 คือ คุณภาพของพื้นที่ทดแทน ศูนย์อาหารบางแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีลูกค้าน้อย ทำให้ผู้ค้ารายได้ลดลงหลังย้าย และจำนวนพื้นที่ค้าขายทดแทนและศูนย์อาหารยังน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ค้าที่มีอยู่นับหมื่นราย
ประการที่ 3 การเข้าถึงการเงินและหลักประกัน จำนวนผู้เข้าถึงสินเชื่อยังน้อยมากเมื่อเทียบกับแรงงานนอกระบบเกือบ 1.6 ล้านคน หนี้นอกระบบจึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ ขณะที่แรงงานไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์ก็ยังไม่มีกลไกคุ้มครองและสวัสดิการที่ชัดเจน
ข้อเสนอแนะต่อ “ชัชชาติ 2”
ชัชชาติ 1 ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของงานด้านปากท้องไว้พอสมควร เช่น แพลตฟอร์มเรียนรู้ ฐานข้อมูลเครดิต และพื้นที่ค้าขาย แต่สิ่งที่ต้องสานต่อคือการต่อยอดโครงการให้มีผลกระทบและการเปลี่ยนระบบบริหารจาก “นับกิจกรรม” ไปสู่การ “วัดผลลัพธ์” อย่างจริงจัง โดย TDRI มีข้อเสนอ 3 ประการ คือ
1.สร้างระบบวัดผลลัพธ์ที่ตรวจสอบได้ กำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์หลักและเผยแพร่ต่อสาธารณะเป็นรายปี เช่น รายได้มัธยฐานของผู้เรียนหลังจบหลักสูตร 6 เดือนเทียบกับก่อนอบรม สัดส่วนผู้จบหลักสูตรที่ได้งานภายใน 3 เดือน สัดส่วนผู้เรียนที่เป็นแรงงานนอกระบบและกลุ่มเปราะบาง และจำนวนแรงงานนอกระบบที่เข้าสู่มาตรา 40 ในระบบประกันสังคมที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เป็นต้น
โดยไม่ต้องสำรวจใหม่เพราะสามารถเชื่อมข้อมูลผู้เรียน (โดยได้รับความยินยอม) เข้ากับฐานข้อมูลประกันสังคมและกรมสรรพากร พร้อมเปิดให้หน่วยงานอิสระจากภายนอกประเมินและถอดบทเรียน จะทำให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ออกแบบนโยบายต่อได้
2.ยกระดับการฝึกทักษะให้ตอบตลาดและคนทำงานจริง เร่งปรับหลักสูตรให้ตรงความต้องการของตลาดมากขึ้น เพิ่มหลักสูตรรอบค่ำและเสาร์-อาทิตย์ให้คนทำงานประจำเข้าถึงได้ และขยายหลักสูตรเรียนจบพร้อมจ้างงาน (Next Jobs) ร่วมกับผู้ประกอบการ โดยให้ภาคธุรกิจร่วมกำหนดสมรรถนะและรับประกันการสัมภาษณ์งานแก่ผู้จบหลักสูตร
ทั้งนี้ควรจัดสรรที่นั่งและทุนค่าเรียนส่วนหนึ่งให้กลุ่มเปราะบางและกลุ่มอาชีพที่เสี่ยงถูกเทคโนโลยีแทนที่เป็นการเฉพาะ มิฉะนั้นแพลตฟอร์มจะกลายเป็นบริการของคนที่พร้อมอยู่แล้ว
3.เปลี่ยนการจัดการหาบเร่แผงลอยและผู้ค้ารายย่อยจาก “การควบคุม” เป็น “การสร้างเส้นทางเติบโต” โดยออกแบบเส้นทางยกระดับผู้ค้าเป็นขั้นบันไดที่มีเงื่อนไขและกรอบเวลาชัดเจน เช่น การเริ่มจากผู้ค้าในจุดผ่อนผันที่ผ่านเกณฑ์สุขาภิบาลและการอบรมได้สิทธิจองแผงก่อนในศูนย์อาหารหรือตลาดนัดผ่าน ThaiMarket, ผู้ค้าที่มียอดขายสม่ำเสมอสามารถเข้าถึงสินเชื่อขยายกิจการโดยใช้ประวัติรายรับในระบบเป็นเครดิต และมีเป้าหมายเชิงตัวเลขที่วัดได้ เช่น สัดส่วนผู้ค้าที่ “เลื่อนขั้น” จากจุดผ่อนผันสู่พื้นที่ถาวรต่อปี
ขณะเดียวกัน กทม. ควรเร่งแก้ปัญหาทำเลของพื้นที่ทดแทนหรือศูนย์อาหารเดิมที่ลูกค้าน้อย และยกระดับคุณภาพของพื้นอย่างน้อยหนึ่งแห่งให้เป็นต้นแบบที่โดดเด่น ทั้งความสะอาด รสชาติ และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม จนดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในตัวตามแนวทาง Hawker Center ของสิงคโปร์
สำหรับไรเดอร์และวินมอเตอร์ไซค์ แม้หน้าที่ในการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐบาล แต่ กทม. ก็สามารถเริ่มได้บางส่วน เช่น การรณรงค์และอำนวยความสะดวกให้แรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคมตามมาตรา 40 ใช้ฐานข้อมูลวินที่มีอยู่เป็นช่องทางเข้าถึงสินเชื่อและการฝึกทักษะ
TDRI ระบุว่า หัวใจของข้อเสนอทั้ง 3 ประการคือ การทำให้เมืองสามารถแก้ปัญหาปากท้องได้จริง ทราบว่ารายได้ของประชาชนกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นเท่าไร และพิสูจน์ตัวเลขนั้นต่อสาธารณะได้
ที่มา : TDRI