ครบรอบ 1 ปี ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ปิดด่านกระทบการค้าชายแดนแสนล้าน มูลค่าเหลือ 0 สินค้า “เวียดนาม-จีน” ยึดตลาด แทนสินค้าไทย

วันนี้ (24 ก.ค. 2569) ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ 24 กรกฎาคม 2568 ซึ่งจุดเริ่มต้นความขัดแย้งไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด มีการปะทะทางทหาร รวมถึงการยิงจรวด BM-21 ตกที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.บ้านผือ จ.ศรีสะเกษ เกิดความสูญเสียจำนวนมาก 

ความขัดแย้งครั้งนี้ ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและเจ้าหน้าที่ แต่ยังกระทบไปถึงเศรษฐกิจการค้าชายแดน ซึ่งมีมูลค่าหลักแสนล้านบาท และเป็นอีกภาคส่วนสำคัญหล่อเลี้ยงปากท้องคนในพื้นที่

ผลกระทบเศรษฐกิจชายแดน

เมื่อวันที่ 19–20 กรกฎาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.ฯ ได้ลงพื้นที่ศึกษาผลกระทบทางกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสิทธิประชาชน จากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้แทนภาคเอกชนและหน่วยงานรัฐเข้าชี้แจงผลกระทบทางเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งเมื่อกลางปี 2568 พบว่ามีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

  • มูลค่าการค้าชายแดนสระแก้วดิ่ง

นางจารุวรรณ เหมยากร นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ เปิดเผยตัวเลขสำคัญในเหตุการณ์นี้ ดังนี้ คือ 

- ก่อนความขัดแย้ง (ปี 2567) มูลค่าการค้าชายแดน จ.สระแก้ว สูงเฉลี่ยถึง 10,000 ล้านบาท/เดือน

- เริ่มเกิดปัญหา (ปี 2568) มีการปิดด่านตั้งแต่เดือนกรกฎาคม มูลค่าการค้ารวมทั้งปีลดลงเหลือ 90,100 ล้านบาท ซึ่งไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ามาโดยตลอด โดยมีมูลค่าส่งออก 60,000 กว่าล้านบาท มีสินค้าหลัก ๆ คือ รถยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค และมูลค่าการนำเข้า 23,500 ล้านบาท 

- ปัจจุบัน (ปี 2569) มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา กลายเป็น 0 บาท

  • ไทยเสียเปรียบ จีน-เวียดนาม เตรียมแทนที่

ข้อมูลจากกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชา ระบุถึงส่วนแบ่งตลาดสินค้านำเข้าในกัมพูชา อันดับ 1 คือ จีน ครองส่วนแบ่งสูงสุด 40% – 48% 

อันดับ 2 และ 3 คือ เวียดนาม และ ไทย โดยเวียดนามเน้นส่งออกสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป วัสดุก่อสร้าง และวัตถุดิบสิ่งทอ ส่วนไทยโดดเด่นเรื่องสินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องดื่ม น้ำมันสำเร็จรูป และยานยนต์

ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันสินค้าอุปโภคบริโภคของไทยกำลังถูกกีดกันการนำเข้า แม้จะได้รับความนิยมและมีคุณภาพคุ้มราคา แต่ในอนาคตคาดการณ์ว่าตลาดส่วนนี้จะถูก จีนและเวียดนาม เข้ามาแย่งส่วนแบ่งไปทั้งหมดในที่สุด

  • ผู้ประกอบการต้นทุนเพิ่ม ยอดขายหด 

ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา ได้ให้ข้อมูลกับ กมธ.ฯ ว่า ณ ปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องส่งออกสินค้าผ่านทางด่านพรมแดนประเทศลาว จากนั้นนำสินค้าไปเข้าที่ด่านของประเทศกัมพูชา ส่งผลให้การส่งออกในแต่ละครั้งนั้นมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 100,000-150,000 บาท โดยตั้งแต่เกิดเหตุความขัดแย้ง ธุรกิจของพวกเขายอดขายลดลงเหลือเพียง 20-30%

นอกจากนี้ช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สมเด็จฮุน เซน ได้เน้นย้ำถึงเรื่องการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าทางบกจากประเทศไทยและช่องทางประเทศลาว จึงส่งผลให้ปัจจุบันผู้ประกอบการส่งออกสินค้าไทยไปยังกัมพูชา มีรายได้เท่ากับ 0 บาท และต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่สามารถชำระเงินต้นสินเชื่อและดอกเบี้ยให้กับทางธนาคารได้

“วันนี้ผู้ประกอบการชายแดนไม่รู้จะไปทางไหน ให้เราไปเปิดตลาดใหม่หาลูกค้าใหม่ มันก็ไม่ใช่พื้นที่เรา และพื้นที่ตรงนั้นก็มีผู้ค้าที่เขาเป็นเจ้าของตลาดอยู่แล้ว” ตัวแทนผู้ประกอบการส่งออกสินค้าอุปโภค บริโภค กล่าวในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ

ด้านรุ่งนภา ไท้เชียง เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดสระแก้ว เปิดเผยถึงผลกระทบอันหนักหน่วงในภาคการท่องเที่ยวและโรงแรม ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ว่า จากเดิมที่สระแก้วเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจชายแดนฝั่งตะวันออก มีคนนอกพื้นที่แวะเวียนมาจับจ่ายไม่ขาดสาย แต่ปัจจุบันกลับไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามา รายได้หาย แต่ผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับต้นทุนเท่าเดิม

รุ่งนภา ยังกล่าวว่า หากภาครัฐไม่มีนโยบายเยียวยาผู้ประกอบการชายแดน อย่างน้อยก็ควรมีมาตรการยกเว้นรายจ่าย เช่น เรื่องการส่งเงินประกันสังคมสมทบของฝั่งนายจ้าง, ค่าเช่าที่ดิน ที่ส่วนใหญ่เป็นที่ของการรถไฟ และยังคงเรียกเก็บค่าเช่าในอัตราที่สูง

นอกจากนี้ จ.สระแก้ว ยังโดนตัดงบประมาณจัดกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ทั้งหมด เนื่องจากภาครัฐกังวลเรื่องสถานการณ์การสู้รบที่อาจปะทุขึ้นได้ตลอดเวลา

“แล้วเศรษฐกิจในสระแก้วจะขับเคลื่อนต่ออย่างไร เมื่อชายแดนก็ปิด เศรษฐกิจในประเทศก็ไปต่อไม่ได้ และรัฐบาลไม่เคยสนใจปัญหาความเดือดร้อนของผู้ประกอบการชายแดนเลย”

นายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคกล้าธรรม มองว่า ณ ปัจจุบันเศรษฐกิจภายในจังหวัดไม่เพียงแค่ตกต่ำลงเท่านั้น แต่แทบจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ ทั้งที่ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา จ.สระแก้วเป็นพื้นที่ที่ได้ประโยชน์จากการค้าขายกับประเทศกัมพูชา และมีกำลังแรงงานในภาคการเกษตรกรรมที่ไม่มีคนไทยทำงาน มาช่วยผลักดันเศรษฐกิจ สุรศักดิ์มองว่าตราบใดที่ผู้นำไทย-กัมพูชา ยังไม่เปิดการเจรจาเรื่องการค้าชายแดน การกลับมาเปิดด่านนั้น ก็ไม่มีทางเป็นไปได้

วิกฤตแรงงานกัมพูชา เสนอต่ออายุ พยุงผู้ประกอบการ

นายณัฐวุฒิ หวังพนาวงศ์ นายกสมาคมการค้าพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างด้าว ให้ข้อมูลสถิติแรงงานกัมพูชาในปี 2567 ว่าก่อนเกิดเหตุความขัดแย้ง มีแรงงานไป-กลับตามฤดูกาลจำนวน 44,771 คน และแรงงานในระบบ MOU จำนวนสูงถึง 564,357 คน ซึ่งทั้งหมดกำลังจะทยอย หมดอายุใบอนุญาตทำงานภายในปี 2569 นี้

จึงมีข้อเสนอแนะถึงภาครัฐให้พิจารณา “ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน” แก่แรงงานกัมพูชาที่ยังคงพำนักและทำงานอยู่ในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจและลดภาระให้ผู้ประกอบการไทย ที่ยังคงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้ในการดำเนินกิจการต่อ

นายรังสิมันต์ โรม ประธาน กมธ.กฎหมายฯ สภาผู้แทนราษฎร ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาบริเวณชายแดนปัจจุบันนั้นบานปลายไปไกลกว่าแค่เรื่องของการปิดด่าน แต่ปัญหาได้ลามไปสู่ การกีดกันทางการค้า และ ความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

สิ่งที่ทางภาครัฐและภาคการเมืองจำเป็นต้องพิจารณาช่วยเหลือภาคธุรกิจชายแดน คือเรื่องการพักชำระหนี้ การยกเว้นภาษีต่างๆ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กับคนชายแดน เพราะถ้าหากในระยะเวลา 1-2 ปีนี้ ยังไม่มีมาตรการใดเพิ่มเติมจากภาครัฐออกมา มีแนวโน้มว่ากลุ่มธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ชายแดนจะค่อยๆ หายไปทั้งหมด และสิ่งที่จะตามมาคือ ความซบเซาระยะยาวของพื้นที่ชายแดน ที่ภาคธุรกิจต่างถอนตัวออกจากพื้นที่ไป