ดันแก้ไข พ.ร.บ. “สิทธิบัตรทอง” ร่วมจ่าย ลดหนี้โรงพยาบาล หรือผลักภาระ “ภาคประชาสังคม” ชี้ สร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ควรปฏิรูป 3 กองทุนสุขภาพ ให้การรักษาเท่าเทียม มากกว่ามาเพิ่มภาระ
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ แถลงถึงความกังวล กรณีคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา เสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยเปิดทางให้ผู้ใช้สิทธิต้องร่วมจ่ายค่าบริการบางส่วน
23 กรกฎาคม 2569 กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้มีการแลกเปลี่ยน พูดคุย ประเด็นกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ที่เสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ให้ประชาชนร่วมจ่าย ซึ่งภาคประชาชนมองว่า ข้อเสนอดังกล่าวอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิสวัสดิการของประชาชน
จุดเริ่มต้น สิทธิบัตรทอง มาจาก นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประธานชมรมแพทย์ชนบทรุ่นที่ 8เป็นผู้บุกเบิกและศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แต่ร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวถูกปัดตก
นายแพทย์สงวน ยังทำการวิจัยความเป็นไปได้ต่อไป และสรุปความถึงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งหลักการความเป็นมาและโอกาสความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ซึ่งจะใช้งบประมาณแค่ราว 30,000 ล้านบาทในขณะนั้น นายแพทย์สงวน เดินสายพูดคุยกับพรรคการเมืองในช่วงก่อนการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 มีเพียงพรรคไทยรักไทย ที่มองว่ามีความเป็นไปได้ รัฐบาลพรรคไทยรักไทยนำไปใช้เป็นนโยบายที่เรียกว่า “30 บาทรักษาทุกโรค” และแต่งตั้งนายแพทย์สงวน เป็นเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) คนแรก
นโยบายดังกล่าวได้รับทั้งการชื่นชมและวิจารณ์ มีฝ่ายที่เห็นด้วยระบุว่าทำให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยลงและทั่วถึง ส่วนฝ่ายที่วิจารณ์มองว่าระบบนี้ทำให้คนไทยไม่ใส่ใจรักษาสุขภาพ เข้าถึงง่ายเกินไป และเป็นภาระแก่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ในช่วงปี 2569 เกิดกระแสวิจารณ์มากขึ้นว่า “ระบบบัตรทองกำลังล่มสลาย” เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งแบกรับภาระหนี้ที่เกิดจากการรักษาพยาบาลและการจำกัดการเบิกจ่ายคืนของ สปสช. จนมีสถานพยาบาลหลายแห่งถอนตัวออกจากระบบ ส่วนข้อเสนอในการปฏิรูประบบบัตรทอง เช่น การร่วมจ่าย ความเคลื่อนไหวของ สว. ที่เสนอแก้ไขกฎหมายบัตรทอง
การผลักดัน “ร่วมจ่าย” โดยกรรมาธิการ สว. ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร
จินตนา ศรีนุเดช หัวหน้าหน่วยงานประจำ จังหวัดขอนแก่น สภาองค์กรผู้บริโภค ได้ออกความเห็นต่อข้อเสนอการแก้ไขกฎหมายหลักประกันสุขภาพ ว่าแนวคิดที่จะให้ประชาชน “ร่วมจ่าย” เปรียบเสมือนการล้มระบบ “บัตรทอง” เพราะเหตุผลที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดันมาตลอดคือ การสร้างสวัสดิการแห่งรัฐที่นำเงินภาษีมาดูแลสุขภาพของประชาชนโดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหรือร่วมจ่าย
ปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นคือ คณะกรรมาธิการที่ผลักดันการแก้ไขกฎหมายส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวิชาชีพแพทย์ ซึ่งมีมุมมองที่สวนทางกับภาคประชาชน โดยฝั่งแพทย์มักมองว่า ระบบนี้ทำให้โรงพยาบาลขาดทุน ขณะที่ภาคประชาชนมองว่า ไม่ขาดทุนเพราะใช้ภาษีของประชาชนมาใช้ดูแลสิทธิสวัสดิการของประชาชน
ยิ่งไปกว่านั้น การพยายามปรับโครงสร้างบอร์ดบริหาร สปสช. ให้มีสัดส่วนของข้าราชการและกลุ่มผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น ตัดตัวแทนจากภาคประชาชน ยิ่งเปิดทางให้เกิดการรวบอำนาจบริหาร การพิจารณาและอนุมัติงบประมาณต่างๆ จะทำได้ง่ายขึ้นโดยปราศจากการตรวจสอบหรือการคัดค้านจากภาคประชาชน และหากมีการปลดล็อกให้ประชาชนต้องกลับมาร่วมจ่ายได้สำเร็จ ก็เท่ากับว่าประเทศไทยจะไม่มีระบบประกันสุขภาพ หรือบัตรทองอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นถึงเจตนาของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ต้องการลดภาระการใช้งบประมาณอุดหนุนสวัสดิการสุขภาพ และมีแนวโน้มที่จะเดินหน้าผลักดันการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้
นิมิตร์ เทียนอุดม บอร์ด สปสช. ภาคประชาชน เผยว่า อดีตตอนเริ่มต้นของกฎหมาย มีการกำหนดให้ประชาชนจ่าย 30 บาท ต่อมาในยุคที่ นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการประเมินผลและพบว่า เงิน 30 บาทที่เก็บได้จากผู้ป่วย ไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นจนคุ้มค่ามากพอที่จะทดแทนค่าบริการได้ แต่กลับสร้างภาระแฝงให้ประชาชนเพิ่มเติม ทั้งค่าเดินทางและค่าเสียเวลาหยุดงาน จึงยกเลิกไป อย่างไรก็ตามในยุครัฐบาลต่อๆ มา มีการนำแนวคิดการจ่าย 30 บาทกลับมาใช้อีกครั้งในลักษณะ “ค่าธรรมเนียม” โดยมีเจตนาใช้เป็นกุศโลบายป้องกันไม่ให้ประชาชนมาใช้บริการเกินความจำเป็น
ปัจจุบันมีความเคลื่อนไหว จาก กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา และกลุ่มวิชาชีพแพทย์บางส่วนที่ต้องการผลักดันให้เกิดการร่วมจ่าย เนื่องจากโรงพยาบาลขาดทุน ข้อกฎหมายที่น่ากังวลที่สุดอยู่ที่การขอแก้ไข มาตรา 5 กฎหมายปัจจุบันระบุให้ครอบคลุมการให้บริการสาธารณสุขที่ “จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต” แต่ข้อเสนอในการแก้กฎหมายของ กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา เสนอให้เปลี่ยนเป็นคำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน” และระบุว่าหากประชาชนรับบริการนอกเหนือจากสิทธิประโยชน์พื้นฐาน จะต้อง “ร่วมจ่าย” ซึ่งข้อกังวลของภาคประชาชนคือ การบัญญัติคำว่า “สิทธิประโยชน์พื้นฐาน”
นิมิตร์ ยังชี้ว่า หากต้องการปฏิรูป ก็ควรปฏิรูประบบความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนสุขภาพ ได้แก่ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม บัตรทอง ซึ่งปัจจุบัน แม้จะรักษาโรคเดียวกัน อาการซับซ้อนเท่ากัน แต่รัฐกลับจ่ายเงินให้โรงพยาบาลไม่เท่ากัน
กรมบัญชีกลาง (ข้าราชการ) จ่ายแบบปลายเปิด โรงพยาบาลเบิกเท่าไหร่จ่ายตามนั้น
ประกันสังคม มีงบประมาณมากพอสมควร จ่ายในอัตราที่สูงกว่า เช่น 13,000 บาทต่อเคส
บัตรทอง (สปสช.) ต้องดูแลคน 48 ล้านคน จึงต้องควบคุมงบประมาณอย่างเข้มงวด ทำให้เรทการจ่ายแบบเหมาจ่ายอยู่ที่ประมาณ 8,350 บาท
ดังนั้น หาก สว.หรือภาคการเมือง ต้องการปฏิรูป ควรทำระบบการจ่ายเงินแบบเดียว คือ โรคเดียวกัน รักษาโรงพยาบาลเดียวกัน ต้องจ่ายในราคาเดียวกัน โดยนำงบประมาณสาธารณสุขที่ปัจจุบันกระจายอยู่ ประมาณร้อยละ 10 ของงบประมาณแผ่นดิน หรือร้อยละ 4 ของ GDP มารวมศูนย์บริหารจัดการด้วยมาตรฐานเดียวอย่างเป็นธรรม
กรรณิการ์ กิจติเวชกุล ชี้แจงว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บอร์ดหลัก” ประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 30 คน ซึ่งมาจากตัวแทน 5 สัดส่วนหลักด้วยกัน
สัดส่วนแรกคือ กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวน 9 คน นำโดยรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ พร้อมด้วยปลัดจาก 7 กระทรวง (กลาโหม คลัง พาณิชย์ มหาดไทย แรงงาน สาธารณสุข และศึกษาธิการ) รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ตามมาด้วย สัดส่วนผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมทั้งตัวแทนจากเทศบาล อบจ. อบต. รวมถึงเขตปกครองพิเศษอย่าง กทม. และเมืองพัทยา
นอกจากนี้ยังมี สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก การเงินการคลัง กฎหมายและสังคม (ซึ่งมีข้อสังเกตว่าในกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒินี้ มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ไม่ใช่แพทย์และสัดส่วนผู้แทนสภาวิชาชีพ ซึ่งล้วนเป็นบุคลากรทางการแพทย์จากสภาวิชาชีพต่างๆ ตลอดจนตัวแทนจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชน)
สัดส่วนสุดท้าย ซึ่งเป็นส่วนที่กำลังมีประเด็นถกเถียงสำคัญ คือ สัดส่วนองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร จำนวน 5 คน โดยในปัจจุบันใช้วิธีการให้ตัวแทนภาคประชาชนที่ขึ้นทะเบียนจาก 9 กลุ่มองค์กร เช่น กลุ่มผู้พิการ สตรี ชาติพันธุ์ เกษตรกร เยาวชน แรงงาน ชุมชนแออัด และผู้สูงอายุ ทำการคัดเลือกกันเองให้เหลือ 5 คนเพื่อเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบอร์ด
ขณะนี้ได้มีข้อเสนอแก้ไขกฎหมายจากทาง กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา ซึ่งต้องการปรับเปลี่ยนที่มาของกรรมการในสัดส่วนที่ 5 นี้ โดยเสนอให้ยกเลิกการให้กลุ่มองค์กรเอกชนเลือกกันเอง แล้วเปลี่ยนมาเป็นให้ผู้แทนเขตสุขภาพเพื่อประชาชน (เขต 1-13) เป็นผู้คัดเลือกกันเองให้เหลือ 5 คนแทน
ข้อเสนอดังกล่าวได้ก่อให้เกิดข้อกังวลอย่างมากจากฝั่งภาคประชาชน เนื่องจากองค์ประกอบของผู้แทนเขตสุขภาพฯ ส่วนใหญ่มักเป็นบุคลากรที่ยึดโยงกับระบบราชการ หากเปลี่ยนโครงสร้างตามนี้ ตัวแทนในสัดส่วนที่ 5 อาจถูกแทรกแซง ควบคุม หรือสั่งการโดยกระทรวงสาธารณสุขได้ง่าย และส่งผลให้สูญเสียพื้นที่ของตัวแทนภาคประชาชนที่แท้จริงไป