ทำไม “ลักพาตัวทิพย์” ถึงยังเกิดขึ้นซ้ำๆ? เจาะลึกกลไกจิตวิทยาเมื่อความรักกลายเป็นอาวุธ มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมแปลง ควบคุมเหยื่อส่งคลิปขู่รีดค่าไถ่ “นักวิชาการ” เผยวิธีการป้องกัน
“ลักพาตัวทิพย์” ยังคงเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นต่อเนื่องและแม้กองบัญชาการตำรวจไซเบอร์ ไปจนถึง FBI ได้พยายามออกมาเตือนภัย การลักพาตัวเรียกค่าไถ่ทิพย์ แต่ก็ยังปรากฏทั้งการที่มิจฉาชีพใช้จิตวิทยาบงการ เช่น นักศึกษาสาวจีนซื้อ “มีด-เชือก-สีทาตัว” จัดฉากลักพาตัวซ้อมทรมาน รีดเงินค่าไถ่พ่อแท้ ๆ 12.5 ล้านบาท ตำรวจบุกช่วยพบว่าอยู่ลำพังคนเดียวกลางโรงแรมสมุทรปราการ ไปจนถึงการเรียกค่าไถ่ทิพย์ที่เกิดขึ้นกับนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งย่านรังสิต ส่งผลให้เกิดคำถามว่าทำไมยังคงเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอยู่ซ้ำ ๆ
“ลักพาตัวทิพย์” คืออะไร ?
การลักพาตัวทิพย์ หรือ Virtual Kidnapping คือ กลโกงรูปแบบใหม่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ที่ใช้จิตวิทยาข่มขู่และควบคุมเหยื่อทางออนไลน์ โดยให้กักขังตัวเองในโรงแรม และ จัดฉากถ่ายคลิปว่าตนเองถูกลักพาตัวโดนซ้อมทรมาน เพื่อให้มิจฉาชีพส่งไปรีดเงินค่าไถ่จากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง โดยที่ไม่มีเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นจริง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล อดีตอาจารย์ประจำและนักอาชญาวิทยา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การหลอกลวงลักพาตัวเสมือนจริงนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก โดยเคยมีรายงานกรณีต่างๆ ตั้งแต่ฮ่องกงไปจนถึงเม็กซิโกซิตี้ เวียดนาม และที่อื่นๆ ในละตินอเมริกา ซึ่งเม็กซิโกเป็นศูนย์กลางของการลักพาตัวเสมือนจริง โดยมีแก๊งอาชญากรฉวยโอกาสมุ่งเป้าไปที่ทั้งคนท้องถิ่นและชาวต่างชาติ ในเอเชีย โดยมุ่งเป้าไปที่นักเรียนและคนหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่ห่างไกลจากบ้าน
มีการใช้คำที่เรียกการเรียกค่าไถ่ทิพย์หรือการลักพาตัวทิพย์ หลากหลาย เช่น Online kidnapping , Cyber kidnapping หรือ Digital kidnapping ซึ่งเป็นภัยจากการใช้เทคโนโลยี เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วพอสมควร โดยพบว่าในปี 2013-2515 ได้มีปรากฏการณ์ลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นที่เม็กซิโกและได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมา
FBI และ Interpol ตำรวจสากลได้ติดตามดำเนินการมานานพอสมควร เนื่องจากจุดเด่นของอาชญากรรูปแบบนี้ คือ บ่อยครั้งที่การหลอกลวงเหล่านี้ไม่มีสถานที่เกิดเหตุให้ตรวจสอบ ไม่มีบุคคลที่หายไปให้ตามหา และไม่มีตัวประกันจริง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้กระบวนการสืบสวนซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
ลักษณะและรูปแบบของการเรียกค่าไถ่ทิพย์
1. ผู้ก่อเหตุหรือผู้ก่ออาชญากรรมกระทำโดยรูปแบบของอาชญากรรมที่กระทำเป็นองค์กรหรือ Organized crime แต่ก็ยังไม่ใช่รูปแบบที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่เป็นสากลอย่างยากูซ่า อาจจะเรียกว่าเป็นลักษณะของแก๊งขนาดใหญ่ ซึ่งแก๊งเหล่านี้เกิดจากการร่วมมือและรวมตัวกัน เมื่อได้ผลตอบแทน เงินโอนและผลประโยชน์แล้วก็จะแยกย้ายกันหลบหนี ซึ่งก็จะทำให้ยากต่อการติดตาม โดยมักทิ้งระยะเวลาแล้วค่อยกลับมารวมตัวกันลงมือใหม่
2. การก่อเหตุในลักษณะที่ข้ามประเทศ หลายประเทศ หรือ Trans-National Time คือ การที่ call center มักจะอยู่คนละประเทศกับผู้เสียหายหรือเหยื่อ ทำให้การติดต่อประสานงาน สืบย้อนรอยหรือการดำเนินการติดตามในทันทีโดยเจ้าหน้าที่รัฐกระทำได้ยาก ไม่สามารถทำได้ทันท่วงที เช่น อาจต้องอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ ในขณะที่คำข่มขู่นั้นมักกำหนดเวลาระยะสั้น ๆ ในการโอนเงิน
3. การลักพาตัวทิพย์หรือการเรียกค่าไถ่ ประเภทนี้โดยปกติ มักจะเรียกไม่มากเกินไป เช่น หากตีเป็นเงินไทยแล้วอาจจะไม่สูงมาก ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณหลักแสนหรือไม่เกิน 1- 2 ล้านบาท เนื่องจากเป็นจำนวนที่ผู้คนส่วนใหญ่สามารถจัดหามาให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
4. การหลอกลวงผู้สูงอายุ เป็นการหลอกลวงที่ร้ายกาจและแพร่หลายมากขึ้นในสังคมปัจจุบัน กลโกงเหล่านี้มักพุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะปู่ย่าตายายหรือพ่อแม่ที่ขาดความรู้ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยอาศัยข้อมูลที่พวกมิจฉาชีพมี
5. ลักษณะของเหยื่อหรือผู้เสียหายที่พบ ลักษณะของเหยื่อมักจะเป็นกลุ่มที่มีนิสัยหรือบุคลิกภาพที่ชอบแยกตัว ไม่ค่อยมีเพื่อนหรือเข้ากลุ่มเพื่อน เข้าไปเมื่อเกิดเหตุไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากคนข้างเคียงหรือเพื่อนได้ในเวลานั้น หรือไม่มีเพื่อน คนใกล้ชิดเลยในเวลาที่เกิดเหตุ
อาชญากรใช้กลไกอะไรหลอกลวงแบบ “ลักพาตัว”?
การหลอกลวงเหล่านี้มักอาศัยการบิดเบือนทางอารมณ์ โดยใช้ความกลัว ความเร่งรีบ และความรักในครอบครัวมาบีบบังคับเหยื่อ ใช้ประโยชน์จากความเปราะบางทางอารมณ์ของเหยื่อ ปลูกฝังความกลัวอย่างรุนแรง ผ่านกระบวนการ Manipulation ทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน
ความกลัวที่รุนแรงนี้มักผลักดันให้บุคคลใช้เงินเก็บทั้งหมด โอนเงินจำนวนมากให้กับผู้กระทำผิด และกระทำการอย่างหุนหันพลันแล่น โดยมักละเลยขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบความถูกต้องของภัยคุกคาม แม้หน่วยงานอื่น ๆ ได้ออกคำเตือนมากมายเกี่ยวกับการหลอกลวงลักพาตัวเสมือนจริงนี้
โดยทั่วไป มิจฉาชีพจะเริ่มต้นด้วยการระบุตัวผู้สูงอายุที่มีลูกหรือหลาน โดยรวบรวมข้อมูลจากบันทึกสาธารณะ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย หรือบริษัทตัวกลางข้อมูลเชิงพาณิชย์ แม้แต่โพสต์บนเฟซบุ๊กที่ดูไม่มีพิษภัยก็อาจเปิดเผยรายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ชื่อ สถาบันการศึกษา และแผนการเดินทางได้ เมื่อมิจฉาชีพระบุเป้าหมายได้แล้ว พวกเขาจะเริ่มโทรหลอกลวง
ในอดีต การหลอกลวงมักเกิดขึ้นโดยผู้โทรแอบอ้างเป็นหลาน และพูดจาคลุมเครือ เช่น “คุณยาย หนูมีปัญหา” โดยอาศัยให้เหยื่อเดาเอาเองว่าหลานคนไหนโทรมา
จากข้อมูลและแนวโน้มล่าสุด การหลอกลวงลักพาตัวเสมือนจริงเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยพัฒนาไปพร้อมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความซับซ้อนของการหลอกลวงเพิ่มขึ้น จากการที่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยี AI ในการจำลองเสียงของคนที่เหยื่อรัก ทำให้การหลอกลวงดูน่าเชื่อถือมากขึ้นและตรวจจับได้ยากขึ้น
มิจฉาชีพจะค้นหาคลิปวิดีโอ หรือคลิปเสียงของบุคคลนั้นจากโซเชียลมีเดีย จากนั้นใช้ AI สร้างเสียงให้พูดอะไรก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ จากนั้นจึงใช้กลวิธีต่างๆ เพื่อหลอกล่อเหยื่อให้ติดกับดัก เช่น ปลอมหมายเลขโทรศัพท์เพื่อให้ดูเหมือนเป็นคนในพื้นที่หรือคุ้นเคย
FBI พบว่า มิจฉาชีพใช้สื่อเพื่อ “พิสูจน์ว่ายังมีชีวิตอยู่” ที่ดัดแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ภาพถ่าย คลิปเสียง และวิดีโอที่อ้างว่าแสดงให้เห็นว่าบุคคลกำลังตกอยู่ในอันตราย การใช้เสียงที่สร้างโดย AI ซึ่งเลียนแบบเสียงของคนที่คุณรักได้อย่างแม่นยำ การส่งภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ปลอมแปลงขึ้นมา เป็น “หลักฐาน” การลักพาตัว โดยมีข้อมูลเฉพาะของครอบครัวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เป้าหมายหลักของพวกมิจฉาชีพคือการทำให้เหยื่อสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ป้องกันไม่ให้เหยื่อตรวจสอบข้อกล่าวอ้างเหล่านั้นได้
ความสูญเสีย
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา คือ การสูญเสียทางการเงินที่อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง บางคนสูญเสียเงินไปหลายแสน หรือแม้แต่หลายหมื่นในเหตุการณ์เดียว สำหรับผู้เกษียณอายุที่ต้องพึ่งพารายได้คงที่ การสูญเสียดังกล่าวอาจทำให้เงินสำรองฉุกเฉินหรือเงินออมตลอดชีวิตหมดไป
นอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบทางอารมณ์ที่ยาวนาน โดย FBI ระบุว่า กลโกงที่มุ่งเป้าไปที่ผู้สูงอายุ ที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์มากที่สุด โดยสูญเสียความรู้สึกปลอดภัย การตัดสินใจ และความไว้วางใจในโลกที่อยู่รอบตัว
สำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ด้วยรายได้คงที่ การสูญเสียเงินเหล่านั้นอาจเป็นเรื่องร้ายแรง และหลายคนก็อับอายเกินกว่าจะแจ้งความ ทำให้ความเสียหายที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้มาก
วิธีป้องกันการหลอกลวง
1. คิด พิจารณาและจำไว้ว่า ถ้าเรายังไม่มีเครื่องมือหรือกลไกในการป้องกันใด ๆ ในการแชร์ข้อมูล จงพยายามจำกัดสิ่งที่คุณแชร์ลงบนโซเชียลมีเดีย ถ้าไม่จำเป็นไม่ต้องลงอวดใคร หรือหากลงอย่าใช้ข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะแผนการเดินทาง รายละเอียดครอบครัว และโดยเฉพาะไฟล์เสียง
2. เมื่อคุณใช้โทรศัพท์เป็น ต้องศึกษาให้กระจ่างว่า ในโทรศัพท์สามารถเปิดใช้งานตัวกรองข้อความเพื่อบล็อกข้อความและการโทรหลอกลวงได้ ศึกษาและใช้มันให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ซื้อโทรศัพท์มาแพง ๆ แต่เมื่อเทียบกับมูลค่ากับการใช้งานกลับไม่คุ้มค่า
3. สื่อสารกับคนในครอบครัวให้ใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย เช่น สิทธิ์แบบสองขั้นตอนสำหรับบัญชีออนไลน์ กำหนดคำรหัสประจำครอบครัวที่รู้เฉพาะญาติสนิทที่ไว้ใจได้ สำหรับใช้ในกรณีฉุกเฉิน การอ้างอิงทวน เช่น สุนัขหรือแมวที่เลี้ยงชื่ออะไร สีอะไร เหล่านี้ เป็นการตรวจสอบได้ในระดับต้น ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเองเสมอ โดยติดต่อผู้ที่อ้างว่าเป็นเหยื่อหรือสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ
4. ห้ามโอนหรือส่งเงิน บัตรของขวัญ หรือโอนเงินผ่านธนาคารหลังจากคุยโทรศัพท์เสร็จเด็ดขาด
5. บันทึกและจำเบอร์สายด่วนตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ที่เบอร์ 1441 ให้เพื่อน ๆ หรือทางบ้านรู้ด้วย จะได้รีบแก้ไขได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดเหตุ
การเพิ่มขึ้นของกลโกงลักพาตัวเสมือนจริงเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเฝ้าระวัง การให้ความรู้ และการสนับสนุนจากชุมชน โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัวที่มีอายุมาก เพราะมีการเข้าถึง เข้าใจ และมีความรู้ด้านเทคโนโลยีน้อย
รวมถึงส่งเสริมการป้องกันการหลอกลวง การรับทราบข้อมูล การตรวจสอบข้อกล่าวอ้าง และการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ จะช่วยปกป้องตัวเราเองและครอบครัวของเราจากอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายทางอารมณ์เหล่านี้ได้ โทรศัพท์เพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ความสูญเสียทางการเงิน บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ หยุดคิดสักครู่ ตรวจสอบข้อเท็จจริง และอย่าปล่อยให้ความตื่นตระหนกมาบงการการตัดสินใจทางการเงินของเราและคนใกล้ชิด