โต้เดือด! ปม นายกฯ ร้อง “เถียนมี่มี่” เพลงฮิตระดับตำนาน ที่เคยถูกแบนในจีน “ทูตนอกแถว” จวกอ่อนด้อยการเมือง “อนุทิน-คนรัฐบาล” โร่สยบดราม่า

จากกรณีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ในงานเลี้ยงอาหารกลางวันที่นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีของจีน เป็นเจ้าภาพเนื่องในโอกาสภารกิจการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อหารือ ด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

การร้องเพลงนี้ของนายกฯ อนุทิน นำมาสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ถึงความเหมาะสมต่อสถานการณ์ความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเพลง “เถียนมี่มี่” เป็นบทเพลงของนักร้องไต้หวันชื่อดัง “เติ้ง ลี่จวิน” และเคยถูกแบนในประเทศจีนด้วย

“เถียนมี่มี่” อดีตเพลงต้องห้ามในจีน

เพลง “เถียนมี่มี่” จากนักร้องชื่อดังระดับตำนาน “เติ้ง ลี่จวิน” เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กันยายน 1979 ประพันธ์คำร้องโดย จวงหนู นักแต่งเพลงชาวไต้หวันชื่อดัง ก่อนกลายเป็นเพลงที่โด่งดังถูกใจคนทั่วเอเชีย

อย่างไรก็ตาม เติ้ง ลี่จวิน ไม่เคยไปแสดงคอนเสิร์ตในประเทศจีน และเพลงของเธอถูกสั่งห้ามเผยแพร่ในจีนช่วงทศวรรษ 1980 จากความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและไต้หวัน และพรรคคอมมิวนิสต์ยังมองว่าบทเพลงของเธอมีความเป็นชนชั้นกลาง เน้นเนื้อหาความรัก ขัดแย้งกับแนวทางของรัฐ  โดยเธอเองยังเป็นลูกสาวของนายทหารสังกัดพรรคก๊กมินตั๋งอีกด้วย 

แต่ถึงกระนั้น ก็มีการลักลอบฟังและซื้อขายเทปของเธออย่างแพร่หลาย จนเกิดวลี “เติ้งใหญ่ (เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีน) ปกครองจีนตอนกลางวัน เติ้งเล็ก (เติ้ง ลี่จวิน) ปกครองจีนตอนกลางคืน”

ด้าน นายอนาลโย กอสกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธและความมั่นคง เจ้าของเพจ ThaiArmedForce ได้เล่าถึงสาเหตุเพิ่มเติม ที่เพลงของเติ้ง ลี่จวิน เคยถูกพรรคคอมมิวนิสต์จีนแบนในช่วงเวลาหนึ่ง นอกจากค่านิยมที่พรรคมองว่าเพลงเป็นเชิงตะวันตก และยังมีประเด็นที่เพลง เหมยฮวา หรือ ดอกเหมย ที่เนื้อเพลงท่อนหนึ่งระบุว่า ดอกเหมยคือสัญลักษณ์ของชาติจีนที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่ใช้ดอกโบตั๋นเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ ไม่ใช่ดอกเหมย  

นอกจากนี้ทางไต้หวันยังใช้ เติ้ง ลี่จวิน ในการดำเนินการทางการเมืองหลายครั้ง เช่น การให้มาเปิดคอนเสิร์ตบริเวณเกาะกิมเหมิง ซึ่งอยู่ห่างเพียงไม่กี่กิโลเมตรตรงข้ามกับเซี๊ยะเหมิน เมืองชายฝั่งทะเลในมณฑลฝูเจี้ยนของจีน และให้เธอกล่าวถึงประเด็นเสรีภาพและประชาธิปไตย อย่างไรก็ดีในภายหลังรัฐบาลจีนได้ยกเลิกการแบน เติ้ง ลี่จวิน แล้ว

“เถียนมี่มี่” กระทบการเมือง?

หนึ่งในผู้จุดประเด็นวิจารณ์ในครั้งนี้ คือนายรัศม์ ชาลีจันทร์ หรือ ทูตรัศม์ อดีตเอกอัครราชทูตไทย และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่างประเทศ เจ้าของเพจเฟสบุ๊ค ทูตนอกแถว ซึ่งโพสต์ถึงเหตุการณ์นี้ว่า “เชยมาก”

นายรัศม์ ชี้ว่า เพลง เถียนมี่มี่ ประพันธ์คำร้องโดยนักแต่งเพลงชาวไต้หวันชื่อดัง ซึ่งไต้หวันก็เหมือนหนามยอกอกของจีน และทางการจีนแอนตี้เพลงของไต้หวัน โดยเฉพาะเพลงที่มองว่ามีส่วนสนับสนุนเอกราชของไต้หวัน ซึ่งการที่นายกฯ นำเพลงนี้มาร้องแสดงถึงความอ่อนด้อยความรู้ โดยเฉพาะทางการเมืองระหว่างประเทศ

นายรัศม์ ยังได้ยกกรณีในอดีตเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ รองนายกฯ จีนคนหนึ่งมาเยือนประเทศไทย และทางการไทยได้เปิดเพลงภาษาจีนชื่อดังในงานเลี้ยงอาหารค่ำ แต่ปรากฏว่ามีเพลงของไต้หวัน รวมถึง “เถียนมีมี่” ด้วย จนรองนายกฯ ท่านนั้นเดินกลับออกจากงาน

“ทางการจีนเขาก็คงกระอักกระอ่วนแต่คงไว้หน้า และให้อภัยในความเปิ่นไม่รู้ของฝ่ายไทย คงเพียงแต่นึกด่าในใจ และทั้งทีมงานที่ไปด้วย ไม่มีใคร มีความรู้แค่นี้เลยหรือไง”

“นายกฯ - รัฐบาล” แจงดราม่า

ล่าสุดวานนี้ (21 กรกฎาคม 2569) นายกฯ อนุทิน ได้ออกมาเคลื่อนไหวท่ามกลางดราม่าที่เกิดขึ้น โดยโพสต์วรรคทองจากบทละครพูดคำกลอนเรื่อง “เวนิสวาณิช” พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่า 

“ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์”

ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีดราม่านี้ว่าบรรยากาศในงานเลี้ยงวันนั้นเป็นไปด้วยดี ทุกคนในงานสนุกสนาน และหากมีปัญหาเรื่องเพลงจริง วงดนตรีของจีนก็คงไม่เล่นเพลงนี้ 

“อาจเป็นเพราะเป็นเพลงนี้ ทุกคนรู้จัก ไม่มีใครนึกถึงเรื่องของการเมืองเลย เพลงนี้มีมาหลาย 10 ปีแล้ว ผมคิดว่า บางครั้งเราอย่าทำให้เป็นเรื่องทางการเมืองเลย เพราะมันจะไปบดบังความสำเร็จของการเยือน และผลประโยชน์ของไทยที่จะได้รับจากการเยือน มันจะกลายเป็นดรามา จริงๆ ผมก็อยู่ตรงนั้น และบรรยากาศมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่คือข้อเท็จจริงที่อยากบอกให้ทุกคนทราบ” 

ทางด้าน ดร.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวเช่นกัน ว่า นายกรัฐมนตรีร้องเพลงจีนตามคำเชิญในช่วงท้ายของงานเลี้ยงรับรอง หลังการหารืออย่างเป็นทางการระหว่างไทย–จีน ชี้ว่านี่คือ “การทูตด้วยดนตรี” ที่สร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากคนจีนรู้สึกชื่นชมเมื่อชาวต่างชาติพูดหรือร้องเพลงภาษาจีนได้ เพราะสะท้อนถึงความตั้งใจ ความเคารพ และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมวันนั้น นายกฯ หลี่ เฉียง มีแต่รอยยิ้ม ผู้ร่วมงานร้องตาม และสื่อก็ชื่นชมบรรยากาศที่เกิดขึ้น

ส่วนที่มีการกล่าวว่า “เถียนมี่มี่” เป็นเพลงต้องห้าม เพราะจีนเคยสั่งแบน ปัจจุบันเพลงนี้ไม่ได้ถูกห้ามแล้ว และยังคงเป็นบทเพลงที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม ได้รับความนิยมต่อเนื่องข้ามรุ่น ปี 2549 ยังมีการจัดแสดงครั้งใหญ่ที่หอแสดงคอนเสิร์ตในกรุงปักกิ่ง และเมื่อปี 2567 นักศึกษาต่างชาติจากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ก็นำเพลงนี้มาดัดแปลงแสดง โดยได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น

“ในฐานะคนที่อยู่ในงานวันนั้น ขอยืนยันว่าบรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความเป็นกันเอง และการมีส่วนร่วมของทุกคน ก่อนมื้อกลางวัน ในช่วงเช้าทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องสำคัญของประเทศ และร่วมลงนามความร่วมมือถึง 15 ฉบับแล้ว เพลงหนึ่งเพลงช่วยเติมความอบอุ่นให้ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ”

ดร.รัชดา ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน มีศูนย์ศิลปวัฒนธรรม เติ้งลี่จวิน ตั้งอยู่ที่เมืองฮานตัน มณฑลเหอเป่ยซึ่งเป็นบ้านเกิดพ่อของเติ้งลี่จวิน และยังมีร้านหนังสือและกาแฟชื่อของเติ้งลี่จวินอีกด้วย