โยนประทัดไล่ช้างป่า “พลายสาลิกา” มูลนิธิเพื่อนช้าง ร้องสอบข้อเท็จจริง อุทยานฯ แจงอยู่ในระยะปลอดภัย เตรียมปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เหมาะสม


วันนี้ 20 ก.ค. 69 ตามที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำในการปาประทัดยักษ์ใส่พลายสาริกา ช้างป่าขวัญใจอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง มูลนิธิเพื่อนช้างยื่นตรวจสอบกรณี ปาประทัดใส่พลายสาริกา


ล่าสุดมูลนิธิเพื่อนช้าง สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) สมาคมสงเคราะห์สัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และองค์กรเครือข่ายทำหนังสือขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวต่อ ประธานคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ให้มีการตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว โดยข้อความในจดหมายระบุว่า

ตามที่ปรากฏภาพเจ้าหน้าที่อาสาปาประทัดใส่ พลายสาริกา ช้างป่าขวัญใจอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จนมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ขณะนี้นั้น


ขอให้พิจารณาดำเนินการ

1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี อาสาปาประทัดใส่ พลายสาริกา เพื่อสร้างความกระจ่างให้สาธารณชนรับทราบและดำเนินการตามกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด

2.เร่งรัดพิจารณาการกำหนดและบัญญัติคุ้มครองชนิดสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมสัตว์ที่อาศัยในธรรมชาติที่ใกล้ชิดกับมนุษย์และมีแนวโน้มว่ามนุษย์จะมีพฤติกรรมทารุณกรรมกับสัตว์นั้น รวมถึงสัตว์ป่าอื่นๆ และสัตว์ที่นำเข้าจากต่างประเทศ ให้เข้าสู่นิยามสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติ ตามนิยาม มาตรา 3 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557

ซึ่งจักเป็นประโยชน์ ต่อสรรพสัตว์น้อยใหญ่ ในการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพที่ดีต่อไป


อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แจงอยู่ในระยะปลอดภัย


ด้านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ชี้แจง การผลักดัน “พลายสาริกา” จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ต่อภาพและคลิปเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ผลักดัน “พลายสาริกา” ช้างป่าบริเวณบ้านสาริกา หมู่ 3 ทางเข้าน้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569


บุคคลในภาพที่ใช้อุปกรณ์ประกายไฟคือเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็วเฝ้าระวังช้างป่า ส่วนระยะห่างระหว่างผู้ปฏิบัติงานกับช้างที่ดูใกล้ชิดในคลิปนั้น แท้จริงเป็นผลจากมุมกล้องที่ทำให้ระยะดูสั้นกว่าความเป็นจริง โดยระยะปฏิบัติงานจริงยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยตลอดเหตุการณ์

ทั้งนี้ ทางอุทยานฯ ขอบคุณสำหรับข้อสังเกตจากสังคม และจะนำไปเป็นบทเรียนปรับวิธีสื่อสารและวางแนวปฏิบัติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ทางอุทยานฯ จักได้ดำเนินการเพื่อสอบข้อเท็จจริงประเด็นดังกล่าว พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ และเครือข่ายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ปรับแนวทางให้เหมาะสมต่อไป