สิทธิบัตรทองเทคฮอร์โมน ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม เผยเงื่อนไข ขั้นตอนรับสิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ
สิทธิประโยชน์ “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” หรือ “ฮอร์โมนข้ามเพศ” ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายสิทธิบัตรทองรวมถึงบริการฮอร์โมน เพื่อการยืนยันเพศสภาพแบบครบวงจร โดยครอบคลุมทั้งค่ายา การตรวจแล็บ และดูแลสุขภาพจิต เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัยให้กับกลุ่มคนที่ต้องได้รับการเทคฮอร์โมน ซึ่งการดำเนินการนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
ส่งผลให้เกิดกระแสดราม่าถึงความเหมาะสมในการพิจารณางบประมาณมาใช้ในโครงการนี้ เนื่องจากงบประมาณด้านสุขภาพที่มีน้อยและควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง คุณณชเล บุญญาภิสมภาร รองประธานมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ว่า ปัจจุบันระบบในภาพรวมยังไม่ได้เริ่มให้บริการเต็มรูปแบบในทุกแห่ง เนื่องจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่ในขั้นตอนการเปิดให้สถานพยาบาลลงทะเบียนเป็นหน่วยบริการ และต้องผ่านการตรวจประเมินมาตรฐานก่อน
ล่าสุดมีการจัดประชุมออนไลน์เรื่องการขึ้นทะเบียนของหน่วยบริการ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้แล้วประมาณ 22 แห่ง แต่ส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนในต่างจังหวัดมีกระจายอยู่ที่โคราช อุบลราชธานี และเชียงใหม่
สำหรับกระแสข่าวในโลกออนไลน์ที่ระบุว่า “มีคิวจองรับบริการยาวไปถึงปีหน้า” นั้น คุณณชเลอธิบายว่า คาดว่าน่าจะเป็นข้อมูลจาก คลินิกหนึ่ง ซึ่งเป็นสหคลินิกของภาคประชาสังคม ที่เดิมมีบริการในด้านนี้อยู่แล้ว และเมื่อมีชุดสิทธิประโยชน์นี้เข้ามา จึงทำให้มีผู้สนใจไปติดต่อขอรับบริการเป็นจำนวนมากจนคิวเต็มถึงปีหน้า แต่ในส่วนของสถานพยาบาลอื่นๆ ยังต้องรอความชัดเจนอีกครั้ง
...
กลุ่มเป้าหมายและเงื่อนไขการเข้ารับบริการ
ข้อมูลจากคู่มือการเบิกจ่ายการให้บริการฮอร์โมน เพื่อการยืนยันเพศสภาพในบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายในผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นตอนปลายของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้ คือ บุคคลข้ามเพศ และเพศหลากหลายสัญชาติไทย ที่มีความจำเป็นทางการแพทย์ในการเข้าสู่กระบวนการยืนยันเพศสภาพ โดยต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
คุณณชเล มองว่า ชุดสิทธิประโยชน์นี้ครอบคลุมบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพอย่างครบวงจร ทั้งค่ายา (มีตัวยารองรับประมาณ 6 ตัว สำหรับชายและหญิงข้ามเพศ) การตรวจห้องแล็บ และการดูแลสุขภาพจิต โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ดังนี้
1.จำกัดอายุ ผู้รับบริการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น ไม่รวมกลุ่มเด็ก และไม่ครอบคลุมยาในกลุ่มHormone Blocker (ยายับยั้งฮอร์โมน)
2. ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ ไม่สามารถเดินไปขอรับยาได้เองทันที ต้องผ่านเวชระเบียน ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพจิตใจ ตรวจเลือดวัดระดับฮอร์โมนก่อนออกแบบการให้ยา
3. มีระบบตรวจติดตาม ต้องกลับมาตรวจเลือดและติดตามผลข้างเคียงทุกๆ 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อปรับขนาดยาให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล
ขั้นตอนการเข้ารับบริการ
...
ข้อมูลจากคู่มือการเบิกจ่ายการให้บริการฮอร์โมน เพื่อการยืนยันเพศสภาพในบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายในผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นตอนปลายของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า
ขั้นตอนการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพในบุคคลข้ามเพศและเพศหลากหลายมีดังนี้
การให้คำปรึกษาสุขภาพองค์รวม (ด้านกาย จิต และสังคม) รวมถึงการให้คำปรึกษาภาพรวมของกระบวนการยืนยันเพศสภาพ ทั้งแบบที่ใช้และไม่ใช้ยา การผ่าตัดเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ข้อดี ข้อเสียในแต่ละกระบวนการ รวมถึงผลที่อาจเกิดขึ้นหากตัดสินใจยุติกระบวนการหลังจากเริ่มเข้าสู่กระบวนการแล้ว
การประเมินวินิจฉัยภาวะอัตลักษณ์ทางเพศสภาพไม่สอดคล้องกับเพศกำเนิด (Gender incongruence)
การประเมินสุขภาพองค์รวม
การให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
การตรวจติดตามการให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ
...
ความเข้าใจผิดเรื่องงบประมาณ
จากประเด็นดราม่าเรื่องงบประมาณสาธารณสุขที่มีจำกัด คุณณชเล ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า สังคมมักเข้าใจผิดว่า สปสช. ต้องเจียดงบไปซื้อยาตัวใหม่เข้ามาเพื่อคนข้ามเพศโดยเฉพาะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฮอร์โมนข้ามเพศไม่ใช่ยาใหม่ แต่เป็นตัวยาที่มีอยู่ในคลังยาของประเทศไทยอยู่แล้ว
"ฮอร์โมนไม่ใช่ยาสำหรับคนข้ามเพศเพียงอย่างเดียว ผู้ชายและผู้หญิงทั่วไปที่มีภาวะบกพร่องทางฮอร์โมน เช่น ผู้หญิงวัยทอง หรือผู้ชายเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ก็ใช้ยาตัวเดียวกันนี้ที่มีอยู่แล้วในคลัง เพียงแต่เป้าหมายในการรักษาและปริมาณการใช้ต่างกันออกไป"
ฮอร์โมนยืนยันเพศสภาพไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม
...
“การเข้าถึงบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศมันไม่ใช่เรื่องของความสวยงาม” คุณณชเล กล่าว
ประเทศเรายังมองประเด็นเรื่องการเทคฮอร์โมนเป็นเรื่องของความสวยงาม แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่เพียงเรื่องของความสวยงาม แต่การที่เราอยากมีร่างกายตรงกับอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของเรานั้น ฮอร์โมนเป็นกระบวนการแรกที่ง่ายและประหยัดที่สุด ซึ่งมันส่งผลให้เรามีความมั่นใจและสุขภาพจิตดีมากขึ้น
ดังนั้นการเข้าถึงฮอร์โมนอย่างถูกวิธีจึงไม่ใช่เรื่องของ "ความสวยงาม" แต่เป็นเรื่องของ "สุขภาวะและความปลอดภัย" เนื่องจากที่ผ่านมาคนข้ามเพศจำนวนมากต้องซื้อยากินเองตามร้านขายยา หรือใช้ยาคุมกำเนิดแทน ซึ่งเป็นการใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์และอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงร้ายแรงในระยะยาว การดึงเรื่องฮอร์โมนเข้ามาอยู่ใต้สิทธิบัตรทองและดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยรุนแรง ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาของรัฐได้มากกว่าในอนาคต เหมือนกับโมเดลการจัดการในต่างประเทศ เช่น ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่ระบบประกันสุขภาพให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ในฐานะสิทธิทางสุขภาพที่จำเป็น
สำหรับผู้ที่สนใจเข้ารับบริการ คุณณชเลแนะนำว่า ควรเลือกสถานบริการใกล้บ้าน เนื่องจากกระบวนการยืนยันเพศสภาพด้วยฮอร์โมนจำเป็นต้องเข้าพบแพทย์อย่างต่อเนื่องเพื่อเจาะเลือดและปรับยา หากเลือกโรงพยาบาลที่เดินทางลำบากอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการรักษา ซึ่งแนะนำให้ติดตามการประกาศรายชื่อหน่วยบริการอย่างเป็นทางการจาก สปสช. อีกครั้ง
คุณณชเล ฝากทิ้งท้ายกับทีมข่าวว่า อยากให้สังคมเปิดใจยอมรับความแตกต่าง เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้เหมือนกัน ทุกคนล้วนมีความต้องการที่แตกต่างกันไป ความต้องการทางสุขภาพก็เช่นกัน
“ความแตกต่างทางสุขภาพ มันไม่มีความแตกต่างไหนเลยที่มันสำคัญกว่าอันไหน หากเราเปิดใจจะพบว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้หากเคารพความแตกต่าง และให้ความสำคัญกับทุกเรื่อง ทุกคน” คุณณชเล กล่าวทิ้งท้าย