คณะกรรมการสรรหาฯ มีมติ “นพ. สรณ” ขาดคุณสมบัติ เขย่า กสทช. จับตาทางสองแพร่ง มีผลย้อนหลัง หรือส่งพิจารณาต่อ เงื่อนไขการต่อสู้ยังไม่จบ
วันนี้ (17 ก.ค 69) คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาสตราจารย์คลินิกสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จึงถือว่าได้สละสิทธิเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 จึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
ที่ผ่านมา การตีความคุณสมบัติของ กสทช. ใช้เวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง “นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” อดีตกรรมการ กสทช. ให้ข้อมูลว่า ตาม พรบ.องค์กรกระจายเสียงและคลื่นความถี่ การวินิจฉัยคุณสมบัติของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเป็นอำนาจกรรมการสรรหาและคำวินิจฉัยให้เป็นที่สุด แต่ถ้าจะดำเนินการต้องไปยื่นต่อศาลปกครอง ซึ่งต้องอยู่ที่ดุลยพินิจว่าศาลจะรับหรือไม่
ถ้ามองตามนัยของกฎหมาย ตัวอย่างเช่นกฎหมาย กสทช. มาตรา 20 ระบุว่าการพ้นจากตำแหน่ง จะต้องเสียชีวิต ลาออก หรืออายุครบ 70 ปี ซึ่งกรณีนี้อาจเข้าข่ายการสละสิทธิ ซึ่งทางกฤษฎีกาจะมีการวินิจฉัยเพื่อให้นายกฯ ส่งเรื่องกราบบังคมทูล แต่ถ้ามีการวินิจฉัยเหมือนกับการลาออก เพียงนำความกราบบังคมทูลว่าบุคคลดังกล่าวสละสิทธิให้ทราบ โดยที่ไม่มีคำสั่งลงมา แต่ถ้ากฤษฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่ง จะต้องกราบบังคมทูลฯ เพื่อมีคำสั่งลงมาว่าพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งตรงนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่า สำนักเลขานายกฯ และกฤษฎีกา จะพิจารณาอย่างไร
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้ามีการพิจารณาว่าขาดคุณสมบัติ จะมีผลย้อนหลังต่อการเซ็นอนุมัติและการรับเงินเดือนหรือไม่ นพ.ประวิทย์ วิเคราะห์ว่า ถ้ามีการตีความตามกฎหมายว่าสละสิทธิ ดังนั้นวันรุ่งขึ้นไม่สามารถมาทำงานได้ โดยกรณีนี้กฎหมายระบุว่า ถือว่าสละสิทธิ ซึ่งคุณไม่มีหน้าที่กลับมาทำงาน แต่ถ้ายังมีการทำงานต่อก็จะเป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัย ตัวอย่างเช่น ถ้าประธานมาเซ็นหนังสือออกคำสั่ง จะถือเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ เพราะเป็นการลงนามโดยผู้มีอำนาจ
ที่ผ่านมาการพิจารณาคุณสมบัติของ ประธานกรรมการ กสทช. เป็นประเด็นมานาน ตามกฎหมายระบุว่าเมื่อมีการสละสิทธิเมื่อไหร่ ให้กรรมการสรรหาคัดสรรบุคคลเพื่อมาแทนทันที ปมตรงนี้จะไม่ต้องรอการพิจารณาของนายกฯ สามารถเริ่มกระบวนการได้เลย ดังนั้นถ้าในการประชุมครั้งถัดไปคณะกรรมการมีมติสรรหาคนใหม่ แต่ถ้ามีการโต้แย้งกันอยู่ และกรรมการสรรหาตัดสินใจว่าจะรอ ก็ต้องรอมติของคณะกรรมการอีกครั้ง
ทั้งนี้ ทีมข่าวยังติดตามประเด็น เพื่อนำเสนอให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งยังต้องติดตามการออกมาชี้แจงของ ศาสตราจารย์คลินิกสรณ ต่อไป