อัปเดต 5 วัน อุโมงค์รถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ ชาวบ้านกังวลรอยร้าว แม่ค้าในพื้นที่ทรุดหนัก ขาดรายได้ ไร้เยียวยา ซ่อมแซมบ้านระยะยาว
จากวิกฤตการณ์น้ำรั่วไหลเเละดินทรุดเข้าพื้นที่ก่อสร้างอุโมงค์รถไฟฟ้าใต้ดินสายสีม่วง สถานีวงเวียนใหญ่ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ล่าสุดในวันนี้ (13 ก.ค.) ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้ลงพื้นที่ และอัปเดตสถานการณ์ทางวิศวกรรม พร้อมแนวทางแก้ไขปัญหา ท่ามกลางความหวั่นวิตกของประชาชนในพื้นที่
หลังผ่านมา 5 วัน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ลงพื้นที่พบว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการแก้ไขบนพื้นถนน ขณะที่บรรยากาศตามที่อยู่อาศัยของชาวบ้านเงียบเหงา เนื่องจากบางส่วนได้อพยพไปนอกพื้นที่ แต่สิ่งที่ชาวบ้านและร้านค้าในพื้นที่กังวลคือ การค้าขายในพื้นที่ หากการซ่อมแซมยังไม่จบในเร็ววัน อาจทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ
สาเหตุปัจจัยเสี่ยง “ชั้นดินอ่อน-การก่อสร้างใต้ดิน”
ศ.ดร.อมร ระบุว่า แม้ยังไม่ทราบสาเหตุเชิงลึกที่แน่ชัดว่าจุดรั่วไหลเริ่มต้นมาจากจุดใด แต่ในทางวิศวกรรมพบว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถึง 30% โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่เป็นต้นตอของปัญหา คือ
1. สภาพทางธรณีวิทยาที่เป็นชั้นดินเหนียวอ่อนด้านบน ซึ่งมีน้ำใต้ดินเป็นตัวนำพาดินให้ไหลตามเข้ามาได้ง่าย
2. การก่อสร้างใต้ดินโดยเฉพาะบริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างโครงสร้างอุโมงค์และตัวบ่อก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญเนื่องจากสภาพใต้ดินอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
เหตุการณ์ครั้งนี้ ปัญหาหลักคือดินไหลทะลักเข้าไปในอุโมงค์ ทีมวิศวกรและผู้รับเหมา จึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดดินให้ได้ โดยฝั่งผู้รับเหมาได้ระดมเครื่องจักรเข้าไปอัดฉีดสารเคมีและซีเมนต์ในชั้นดินอ่อนอย่างเร่งด่วน เพื่อบล็อกทางดิน และเสริมความมั่นคงไม่ให้ตึกโดยรอบ ที่มีลักษณะของตึกในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นเสาเข็มขนาดสั้น เมื่อเกิดเหตุอาจทำให้เสาเข็มของตึกเอียง
ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาก็ใช้หลักการ “น้ำสู้น้ำ” โดยการดันน้ำเข้าไปในอุโมงค์ เพื่อสร้างแรงต้านแรงดันดิน ซึ่งทำให้ทิศทางปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยตอนนี้เริ่มได้ผลในระดับหนึ่ง สามารถควบคุมสถานการณ์ส่วนใหญ่ไว้ได้แล้ว โดยพบ 3 สัญญาณบ่งชี้ความปลอดภัย คือ
• ปริมาณน้ำไหลเข้าอุโมงค์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิม 50 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ลดลงเหลือ 20ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง แสดงว่าดินเหนียวเริ่มแข็งตัวและอุดรอยรั่วได้ดีขึ้น
• รอยร้าวบนถนนหยุดขยายวง และระดับการทรุดตัวของแผ่นดินไม่มีการเพิ่มขึ้น
• การเอียงของอาคารนิ่งสนิท ไม่พบอาคารที่มีการเอียงตัวเพิ่มเติม
ทีมงานยังคงต้องเฝ้าระวังและติดตามผลอย่างใกล้ชิดอีกอย่างน้อย 7 วัน โดยจะมุ่งเน้นไปที่การตรวจวัด “อุโมงค์ ตึก และถนน” จนกว่าจะมั่นใจ 100% ว่าไม่มีโครงสร้างใดขยับตัวเพิ่ม
เสียงสะท้อนชาวบ้านในพื้นที่
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถาม คุณป้าเจ้าของร้านขายก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่เกิดเหตุ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่เกิดเหตุดินทรุดตัวและมีการปิดถนนโดยรอบ สภาพการค้าขายทั่วบริเวณเงียบและไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามาในร้านเลย เบื้องต้นทางร้านค้ายังไม่ได้รับการช่วยเหลือ มีเพียงเจ้าหน้าที่เข้ามาสอบถามและบันทึกความเสียหายในเบื้องต้นเท่านั้น โดยแจ้งว่าจะเข้ามาประเมินความเสียหายและชดเชยให้ภายหลัง
ด้าน เจ้าของร้านทองในพื้นที่ ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน ระบุว่าที่ผ่านมาจำใจต้องปิดร้านชั่วคราว เนื่องจากไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเลยประกอบกับสะพานในบริเวณดังกล่าวได้ถูกรื้อถอนออกไปแล้ว ทำให้ลูกค้าประจำที่เคยมักจะเดินข้ามสะพานมาซื้อทองหายไปในทันที และยังพบปัญหารอยร้าวบนพื้นถนนบริเวณหน้าร้าน ซึ่งสร้างความกังวลใจด้านความปลอดภัยและกระทบต่อเศรษฐกิจของร้านจนเงียบสนิท ในเบื้องต้นเพิ่งได้รับใบร้องทุกข์จากทางเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างรอขั้นตอนประเมินถัดไป
ไม่เพียงแต่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าแต่ยังส่งผลกระทบไปถึงระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่ โดยกลุ่มพี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างได้พบปัญหาว่า การปิดถนนยาวนานทำให้การจราจรในหลายบริเวณหนาแน่นและติดขัด ส่งผลทำให้ต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางในการขับขี่ วิ่งอ้อมไกลขึ้นกว่าเดิม