ไฟไหม้โรงเบียร์ ย่านลาดพร้าว ปรากฏการณ์แบคดรัฟท์ สะสมความร้อนเกิดเป็นระเบิดเพลิง ผู้เชี่ยวชาญคาด มีไฟลุกไหม้สะสมไม่ต่ำกว่า 3 นาที ชี้ห้องน้ำจุดอับ การออกแบบสถานที่ต้องมีทางหนีไฟมากกว่า 2 ประตู
"สถานบันเทิง" กลายเป็น "เตาอบมนุษย์"
...
เหตุไฟไหม่เมื่อกลางดึกวันที่ 12 ก.ค. 69ล่าสุดสำนักป้องกันและบรรเมาสาธารณะภัย กรุงเทพมหานคร สรุปเหตุเพลิงไหม้ภายในร้านอาหารและสถานบันเทิง โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 1 ประกอบกิจการร้านอาหารและสถานบันเทิง ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว หลังคาเมทัลชีต ต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในร้าน เพลิงลุกไหม้เสียหายทั้งหมด พื้นที่เสียหายโดยประมาณ 164 ตารางเมตร รถดับเพลิงใช้น้ำทำการดับเพลิงสงบ
ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นสาเหตุเพลิงไหม้เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่เครื่องปรับอากาศบนฝ้าเพดาน ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 63 ราย เป็นเพศชาย 21 ราย เพศหญิง 26 ราย ไม่ทราบเพศจำนวน 16 ราย และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 27 ราย เป็นเพศชาย 9 ราย เพศหญิง 18 ราย
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ชาติชาย ไทกล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการดับเพลิงและกู้ภัยระดับชาติ วิเคราะห์ถึงเหตุไฟไหม้ว่า จากกรณีเหตุการณ์มหันตภัยเพลิงไหม้สถานบันเทิงย่านลาดพร้าวที่ลุกลามอย่างรวดเร็วและคร่าชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก เกิดจาก "ช่องโหว่" ของกฎหมาย และพฤติกรรมการเอาตัวรอดที่อาจกลายเป็นกับดักเสียชีวิตโดยไม่รู้ตัว
"โฟมถูก-พลุเถื่อน" ต้นตอเพลิงนรกลามไวใน 3 นาที
คำถามที่ว่าทำไมเพลิงไหม้ครั้งนี้จึงทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็ว? คำตอบถูกชี้เป้าไปที่ "โฟมซับเสียงราคาถูก" ที่บุอยู่ตามผนังและเพดานของสถานบันเทิง ซึ่งวัสดุเหล่านี้ไม่ใช่โฟมชนิดทนไฟ (Fire Retardant) แต่เป็นวัสดุไวไฟชั้นดี เมื่อเกิดประกายไฟเพียงเล็กน้อย โฟมเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเชื้อเพลิงระเบิดตัวเองลุกลามไปทั่วอาคารภายในเวลาเพียง 3-5 นาทีเท่านั้น
มีการตั้งข้อสังเกตถึงการใช้ "ไพโรเทคนิค" (Pyrotechnics) หรือเอฟเฟกต์พลุไฟในคอนเสิร์ต ซึ่งหากไม่มีการควบคุมโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง หรือไม่มีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (เช่น การใช้ระบบ AI หรือเอฟเฟกต์แสงสีเสียงที่ไม่มีความร้อน) พลุไฟเหล่านี้ก็คือระเบิดเวลาที่พร้อมจะจุดชนวนหายนะได้ทุกเมื่อ
...
"แบ็คดราฟต์" (Backdraft) มหันตภัยในอาคารปิดทึบ
อีกหนึ่งชนวนเหตุที่ทำให้เปลวเพลิงพุ่งพรึบออกมาอย่างรุนแรงตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ คือปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "แบ็คดราฟต์" (Backdraft)
เนื่องจากตัวอาคารสถานบันเทิงถูกออกแบบมาให้ปิดทึบเพื่อกันเสียง เมื่อเกิดการเผาไหม้ภายใน ควันไฟจะสะสมหนาแน่น แต่ออกซิเจนข้างในเริ่มหมดลง ไฟจึงดูเหมือนจะมอดแต่ยังคงความร้อนสูงจัด ทันทีที่มีคนทุบกระจก หรือเปิดประตูหน้าต่างเพื่อหนี ออกซิเจนจากภายนอกจะพุ่งสวนเข้าไปทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ไฟลุกพรึบระเบิดสวนออกมาอย่างรุนแรงเกินกว่าจะตั้งรับได้
...
"ห้องน้ำ" ไม่ใช่ทางรอด แต่คือ "เตาอบ" ดีๆ นี่เอง
หนึ่งในภาพสะท้อนที่หดหู่ที่สุดจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้ คือการพบร่างผู้เสียชีวิตกองรวมกันอยู่ใน"ห้องน้ำ" เป็นจำนวนมาก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า นี่คือความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ในพฤติกรรมการเอาตัวรอด คนส่วนใหญ่มักคิดว่าห้องน้ำเป็นจุดที่เย็นที่สุด มีน้ำ และมีผนังอิฐบล็อกที่หนาแน่นน่าจะปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงเมื่อเกิดเพลิงไหม้ในอาคารปิดทึบ ห้องน้ำจะแปรสภาพเป็น "เตาอบมนุษย์" ที่สะสมทั้งความร้อนระอุและควันพิษ จนทำให้ผู้ที่เข้าไปติดอยู่ข้างในขาดใจตายและถูกอบจนเสียชีวิตในที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มักจะหนีไม่ทันเนื่องจากแรงปะทะและการเบียดเสียดของฝูงชนที่ไร้ทิศทาง
กระทุ้งระบบราชการ ล้มเหลวเพราะ "4 เสือ" ไม่ทำงานจริง
...
หากมองลึกลงไปถึงรากแก้วของปัญหา สิ่งที่น่ากลัวกว่าไฟคือ "ระบบการตรวจอาคารที่ไร้ประสิทธิภาพ"
ตามหลักการแล้ว การอนุมัติและตรวจสอบสถานบันเทิงต้องอาศัยกลไกของ "4 เสือ" (หรือ 5 หน่วยงานหลัก) ได้แก่
เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข
เจ้าหน้าที่โยธาธิการและผังเมือง (ดูโครงสร้างอาคาร)
เจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ดูแลใบอนุญาตขายสุรา/สรรพสามิต
ทว่าในความเป็นจริง หน่วยงานเหล่านี้มักต่างคนต่างไปตรวจ ตรวจในเวลากลางวันช่วงที่ไม่มีการเปิดระบบจริง หรือร้ายที่สุดคือ "การทุจริตรับเงินแลกใบอนุมัติ" โดยไม่มีความรู้เชิงเทคนิคในการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะเร่งด่วนคือ หลังจากนี้ทุกหน่วยงานรวมถึงอัยการหรือศาล ต้องลงพื้นที่ "ร่วมตรวจพร้อมกัน" เป็นทีมเดียว เพื่อปิดช่องโหว่การรับสินบน
พลิกสูตรออกแบบสถานบันเทิง: ทางลาด กระจกข้าวโพด และประตู 3x2 เมตร
เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างสถานบันเทิงในไทยไว้อย่างน่าสนใจ:
ประตูและหน้าต่างนิรภัย ทุกอาคารประเภทนี้ต้องบังคับให้มีประตูหรือหน้าต่างขนาดใหญ่ กว้างไม่น้อยกว่า 3เมตร สูง 2 เมตร ทุกทิศทาง (ซ้าย ขวา หน้า หลัง) เพื่อให้ระบายคนได้ทันที
กระจกต้องทุบแตก ต้องใช้กระจกนิรภัยที่เมื่อทุบแล้วแตกเป็น "เม็ดข้าวโพด" ไม่ใช่กระจกราคาถูกที่แตกออกมาเป็นหอก "ปากฉลาม" ซึ่งจะบาดคนเสียชีวิต
ห้ามใช้บันไดในชั้นใต้ดิน หากสถานบันเทิงอยู่ใต้ดิน ทางออกต้องเป็น "ทางลาด" เท่านั้น เพราะหากเป็นบันได เมื่อมีคนล้มเพียงคนเดียวจะเกิดการล้มทับล็อกต่อกันเป็นโดมิโน่ 10-20 คนทันที แต่ถ้าเป็นทางลาด คนที่ล้มยังสามารถกลิ้งหรือถูกลากถีบให้ออกมาสู่ภายนอกได้ง่ายกว่า