แกะรอย “ประจวบ” จากตัวละครลับนอมินี “ไชน่าเรลเวย์” สู่พ่อทิพย์สวมสัญชาติไทย ทีมข่าวSEE TRUE พบเบาะแส เพื่อนบ้านไม่เคยเห็นหญิงชาวจีน ที่อ้างเป็นภรรยามากับลูก ยันเคยพบแต่ภรรยาชาวไทย ที่มีพื้นเพใน จ.ร้อยเอ็ด
คดีพ่อทิพย์ ที่มีบรรดาพ่อไทยไปแจ้งเกิดเท็จ รับรองบุตรผิดกฎหมายให้ลูกคนจีนนั้น หนึ่งในผู้ต้องหาที่ไปเซ็นรับรองบุตรให้คนจีน คือนายประจวบ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคดีนอมินีบริษัทไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10ผู้สร้างตึก สตง. ที่ถล่มลงมา เพราะว่ามีชื่อไปถือหุ้นแทนชาวจีน
ทีมข่าวสืบสวน SEE TRUE ลงพื้นที่ไปยังคอนโดมีเนียมแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งนายประจวบ เช่าอาศัยอยู่กับภรรยา มานาน 10 กว่าปีแล้ว
ชาวบ้านที่อยู่ในคอนโดฯ แห่งนี้ บอกว่า ตั้งแต่เกิดเหตุตึก สตง.ถล่ม จนนายประจวบ ตกเป็นผู้ต้องหาคดีนอมินี ก็ปรากฏว่า นายประจวบ หายไปจากที่นี่อยู่พักใหญ่ และพาภรรยา ซึ่งเป็นชาว จ.ร้อยเอ็ด กลับไปอยู่ที่ร้อยเอ็ดบ้านเกิด ส่วนตัวนายประจวบเอง นานๆ จะกลับมาสักครั้ง แต่ว่ายังเช่าห้องในคอนโดฯ แห่งนี้อยู่ เพียงแต่ว่า ไม่รู้ไปนอนที่ไหน
...
ตอนที่ตำรวจเริ่มสืบสวนคดีพ่อทิพย์ จนพบว่านายประจวบ รับเป็นพ่อให้เด็กชายชาวจีน ซึ่งเป็นลูกของคนจีนชื่อนางสาวเสี่ยวอิ๋ง ตอนนั้น นายประจวบยืนยันกับตำรวจเสียงแข็งว่า ตัวเองเป็นพ่อที่แท้จริง แต่พอตรวจดีเอ็นเอแล้วกลับไม่ใช่พ่อลูกกัน
ทีมข่าว SEE TRUE จึงนำเรื่องนี้ไปถามชาวบ้านว่า เคยเห็นนายประจวบ คบหากับผู้หญิงชาวจีน และมีลูกชายด้วยกันที่เพิ่งเกิดเป็นคนจีนหรือไม่ ซึ่งชาวบ้านก็บอกชัดเจนว่า ไม่เคยเห็นนายประจวบมีแฟนเป็นคนจีน แต่ที่เห็นชัดเจน ก็คือนายประจวบมีภรรยาคนเดียว เป็นคน จ.ร้อยเอ็ด และมีลูกชายด้วยกัน 1 คน
ส่วนใกล้ๆ คอนโดฯ จะมีอาคารพาณิชย์สูง 4 ชั้น และมีอยู่คูหาหนึ่ง ที่แต่ก่อนเคยเปิดเป็นบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชื่อนายประจวบ เป็นกรรมการบริษัทนี้ด้วย แต่ว่าวันนี้ที่ทีมข่าว SEE TRUE ไปเห็น คือป้ายบริษัทที่เคยมีอยู่ถูกปลดออกไปแล้ว แต่เมื่อส่องผ่านรูประตูเหล็กม้วนเข้าไป ยังเห็นป้ายชื่อบริษัทนี้ที่เป็นสติกเกอร์ ติดอยู่ที่ประตูกระจกชั้นใน
เมื่อถามชาวบ้าน ให้ข้อมูลว่า แต่ก่อนนายประจวบ ดูแลบริษัทนี้อยู่ด้วย แต่หลังเกิดเรื่องตึก สตง. มีนักข่าวเข้ามาตามตัวนายประจวบเยอะ ทำให้ต้องแกะป้ายบริษัทออก และนายประจวบ ไม่ค่อยเข้ามาแล้ว แต่ปัจจุบันกลับมีคนจีน ขับรถฟอร์จูนเนอร์มาจอด แล้วเข้ามาทำงานแพ็คสินค้าในบริษัทดังกล่าวแทน ลักษณะไม่ได้อยู่ประจำ แต่มาทำงานแล้วกลับออกไป
ชาวบ้านแถวนั้น บอกด้วยว่า จริงๆ แล้ว นายประจวบ น่าจะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการอะไร แต่ทำงานเป็นลูกจ้างคนจีนมา 20 กว่าปีแล้ว พอนายจ้างให้ทำอะไรก็ทำให้ เรื่องการเป็นพ่อทิพย์ก็เหมือนกัน นายประจวบ คงไม่มีศักยภาพที่จะไปติดต่อคนจีน เจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล แต่คงทำตามที่นายจ้างชาวจีน สั่งให้ทำ ก็ทำให้
เรื่องนายจ้างชาวจีนของนายประจวบนั้น ทีมข่าว SEE TRUE เคยติดตามมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตึก สตง.ถล่ม และก็พบว่า นายจ้างของนายประจวบ ก็คือหนึ่งในผู้ต้องหาคดีนอมินีบริษัทไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10นั่นก็คือนายบิง ลิน วู ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทที่อยู่ใกล้คอนโดฯ นายประจวบ และก็พบว่า ทั้งนายบิง ลิน วู และนายประจวบ ต่างก็ร่วมกันเป็นทั้งกรรมการ และผู้ถือหุ้นในหลายบริษัทมาก เช่นนายประจวบ เป็นกรรมการและถือหุ้นมากถึง 7 บริษัท ส่วนนายบิง ลิน วู มีชื่อเป็นกรรมการและถือหุ้นรวม 5 บริษัท
...
ตอนนั้น ทีมข่าว SEE TRUE ตามสืบสวนจนพบว่านายประจวบ เป็นนอมินีถือหุ้นบริษัทไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10 ส่วนนายบิง ลิน วู แม้ไม่มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10 แต่มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นอีกหลายบริษัท ที่มีที่ตั้งเดียวกับบริษัทไชน่าเรลเวย์ นัมเบอร์ 10 นั่นจึงทำให้นายบิง ลิน วู ถูกดีเอสไอดำเนินคดีเป็นนอมินี ให้บริษัทไชน่าเรลเวย์นัมเบอร์ 10 ด้วย
จนกระทั่งมาเกิดคดีพ่อทิพย์ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่คนที่เป็นข้อต่อสำคัญในเรื่องนี้ อาจจะเป็นนายจ้างคนนี้ของนายประจวบหรือไม่ ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ตำรวจต้องตามคลี่คลาย เพราะหากเป็นเช่นนั้น มีความเป็นไปได้ที่นายจ้างของนายประจวบ จะใช้คอนเน็กชั่นที่ตัวเองอยู่ในประเทศไทยมาก่อน มาเป็นช่องทางให้นักธุรกิจจีนที่ต้องการเข้ามาทำธุรกิจในไทย ทั้งที่ถูกกฎหมายและหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งสุดท้ายแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการสืบสวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
...
ภรรยาประจวบ คาดสามีถูกหลอก
...
ทีมข่าวไปที่บ้านของภรรยานายประจวบ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด ได้พูดคุยกับภรรยา ได้ให้ข้อมูลว่า สามีไปเซ็นรับรองบุตร เป็นพ่อเด็กคนจีน โดยตั้งแต่หลังเกิดคดี ตึกสตง.ถล่ม แล้วสามีปรากฏในชื่อหุ้นส่วนของบริษัท ไชน่าเรลเวย์ จากนั้นก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับสามี และสามีก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้
ส่วนเธอเพิ่งมารู้ข่าวล่าสุด หลังจากที่น้องสาวส่งมาให้ดูแต่ก็ยังไม่ได้เปิดดูรายละเอียด แต่ก็เชื่อว่าสามีบริสุทธิ์ใจ คาดว่าอาจจะเป็นการโดนหลอกให้เซ็นเอกสาร แล้วถูกนำลายเซ็นไปแปะบนสูติบัตรของคนจีนมากกว่า