ทลายขบวนการแจ้งเกิดเท็จ “ผอ.เขต” ยันส่งเอกสารใบเกิด 45 ราย พร้อมให้ตรวจสอบ ด้าน “แพทยสภา” เตรียมดำเนินการสอบ กรณีแพทย์ทำคลอด ถูกปลอมแปลงเซ็นเอกสารหรือไม่
หลังตำรวจ เปิดปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร" กวาดล้างขบวนพ่อไทย (ทิพย์) รับจ้างแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าวชาวจีน ศาลได้ออกหมายจับจำนวน 40 หมาย และ 42 หมายค้น โดยกลุ่มผู้ต้องหามีเจ้าหน้าที่เขต1 เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 โดยพบว่ามีการขายแพ็กเกจ รับแจ้งเกิดเด็กให้ได้สัญชาติไทย ด้วยค่าตอบแทนกว่า 9 หมื่นบาท จากการขยายผลจับกุมนายเฉิน สัญชาติจีน สแกมเมอร์ ใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินหมุนเวียนในบัญชี กว่า 7 หมื่นล้านบาท เมื่อ เม.ย. 2567
ล่าสุดวันนี้ (10 ก.ค. 69) ที่ สน.บางยี่เรือ พ.ต.อ.รัตน์เกล้า อาณานุการ ผกก.สน.บางยี่เรือ สั่งการให้พนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ทยอยนำตัวผู้ต้องหาออกมาพิมพ์ลายนิ้วมือ ประกอบด้วย น.ส.ศิริพร เจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายทะเบียน สำนักงานเขตธนบุรี นายองอาจ (พ่อทิพย์) และนายประจวบ (พ่อทิพย์)กรรมการนอมินีผู้ถือหุ้นบริษัทสัญชาติจีน ที่ก่อสร้างตึก สตง. รวมถึง น.ส.สุนีย์ เจ้าหน้าที่ (ผู้แจ้งเกิด) โรงพยาบาล ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาทุจริตประพฤติมิชอบกลาง ในคดีแจ้งเกิดเท็จสวมสัญชาติ ถูกคุมตัวออกจากห้องขังเพื่อมาทำประวัติพิมพ์ลายนิ้วมือ
...
กรณีนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการราชการไทย และสะท้อนถึงช่องโหว่ในการรับสินบน มีการทำเป็นขบวนการ ขณะเดียวกันตำรวจจำเป็นจะต้องทำคดีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
เขตรับแจ้งเกิดเตรียมตรวจสอบเจ้าหน้าที่
ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ พยายามสอบถามไปยัง ว่าที่ร้อยตรี เดชาธร แสงอำนาจ ผู้อำนวยการเขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถึงกรณี น.ส.ศิริพร เจ้าหน้าที่ตำแหน่งนายทะเบียน ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการพ่อทิพย์ สวมสิทธิการเกิดให้ชาวจีน เปิดเผยข้อมูลว่า ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวถูกดำเนินคดีในอีกคดีก่อนหน้านี้ คดีล่าสุด ตำรวจก็ออกหมายจับซ้ำ เนื่องจากกรณีนี้ ตำรวจสืบทราบและไปจับบุคคลต้นทางที่เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล และพ่อทิพย์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นขบวนการสวมสิทธิการแจ้งเกิดชาวจีน ซึ่งในกรณีของเจ้าหน้าที่เขต ถือว่าเป็นปลายทาง ที่มีหน้าที่รับแจ้งเกิด โดยจากการสืบสวนของตำรวจ อาจจะมีการกล่าวหาว่า เจ้าหน้าที่ทางเขตมีส่วนร่วมด้วย
กรณีล่าสุด ทางเขตมีกระบวนการในการตรวจสอบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ แต่กรณีล่าสุด ทางเขตยังไม่เห็นถึงเอกสารในการขอหมายจับและข้อกล่าวหา เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหากับเจ้าตัวเอง ซึ่งเบื้องต้นทางเขตก็เตรียมที่จะตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ในส่วนของการปฏิบัติหน้าที่ของ น.ส.ศิริพร ตอนนี้ไม่ได้ทำตำแหน่งเจ้าหน้าที่นายทะเบียนอยู่แล้ว เพราะมีคำสั่งให้ไปช่วยราชการในส่วนกองงานอื่น และไม่มีหน้าที่ทำงานเป็นนายทะเบียนของทางเขตแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ต้องรอดูว่า ถ้ามีเอกสารทางราชการมา ทางเขตจะมีขั้นตอนการดำเนินการทางวินัยอย่างไรต่อ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่มีการจับกุม น.ส.ศิริพร ในกรณีแรกยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนข้อเท็จจริงและมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบไปแล้ว แต่กรณีล่าสุดต้องรอเอกสารหลักฐานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเอกสารส่วนนี้ ทางตำรวจส่งไปให้ทางผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ส่งมาที่เขต
...
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ในกรณีล่าสุด ทางตำรวจมีเอกสารหลักฐาน สูจิบัตร ที่ผู้ถูกกล่าวหาได้เซ็นเปล่าทิ้งไว้ เพื่อง่ายต่อการดำเนินการปลอมแปลงเอกสาร จะสามารถตรวจสอบต้นขั้วของเอกสารสูจิบัตรเหล่านั้นได้หรือไม่ “ว่าที่ร้อยตรี เดชาธร” กล่าวว่า ตอนนี้มีกรณีที่ต้องมาไล่ตรวจสอบใหม่หลายเคส โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางกรมการปกครอง มีหนังสือขอข้อมูลการแจ้งเกิดที่มีบิดา-มารดา เป็นคนไทยกับคนต่างชาติ และมีการขอเอกสารกับทางเขตไป 45 ราย มีการส่งรายละเอียดให้กรมการปกครองทั้งหมดแล้ว
กรณีเจ้าหน้าที่รับแจ้งเกิดของทางเขตที่ผ่านมามีเพียงคนเดียว ปฏิบัติหน้าที่รับแจ้งเกิดมาตลอด ซึ่งไม่แน่ว่าเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวอาจจะรู้จักกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวหา เพราะทำงานร่วมกันมานาน
สำหรับเจ้าหน้าที่ของทางเขต ถ้ามีการสอบสวนว่าผิดจริงก็ต้องให้ออกจากราชการ หรือเบื้องต้นจะดำเนินการทางวินัยอย่างไรต่อ แต่ตอนนี้ยังเป็นผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งต้องมีกระบวนการพิสูจน์ความจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
แพทยสภา เตรียมตรวจสอบเอกสารโรงพยาบาล
...
ด้านเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในพื้นที่ธนบุรี ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ทุจริตในการแจ้งเกิดให้กับเด็กชาวจีน ที่สวมทะเบียนว่าผู้ให้กำเนิดเป็นพ่อชาวไทย โดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลคนดังกล่าว มีการรับสินบนจากชาวจีน ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามไปยัง ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย และกรรมการแพทยสภา มองว่า ปกติแล้วโรงพยาบาลจะรับแจ้งเกิด เพราะถ้าต้องไปทะเบียนอาจเกิดความล่าช้า แล้วบางทีข้อมูลตรงนี้เจ้าหน้าที่เป็นคนทำ เป็นคนสอดแทรก พวกเอกสารเป็นงานระดับเจ้าหน้าที่ พวกหมอหรือระดับบนจะไม่รู้เรื่อง
โดยส่วนตัวคาดว่า น่าจะเป็นการปลอมแปลงเอกสาร เพราะปกติต้องเป็นแพทย์ทำคลอดเซ็น คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ปลอมลายเซ็นหมอที่ทำคลอด เพราะถ้าหมอทำ จะถูกกฎหมายลงโทษหนัก และที่ผ่านมาทางแพทยสภา เน้นย้ำมาตลอด
สำหรับแพทยสภา จะมีการเข้าไปตรวจสอบ คุณหมอในโรงพยาบาลที่ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดพลาดในจุดไหน ถึงสามารถเซ็นใบเกิดของเด็กชาวจีนที่มีการสวมทะเบียน ขณะเดียวกัน ก็อยากเตือนคุณหมอทั่วประเทศ ให้ใช้ความระมัดระวังในการเซ็นเอกสารใบเกิดให้กับเด็ก เพื่อป้องกันการปลอมแปลงเอกสารที่จะเกิดขึ้น