ปปง. พร้อมสอบเส้นเงิน โกงสอบข้าราชการท้องถิ่น หวังสาวถึงต้นตอ

จากกรณีที่ ป.ป.ช.เข้าตรวจสอบในบริษัทแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ชานเมือง และพบว่ามีการนำกระดาษคำตอบที่ใช้ในการสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่นมาแก้ไข เพื่อให้ผู้จ่ายเงินในการช่วยให้สอบได้ และนำสู่การขยายผลรวมกับทางตำรวจ และเตรียมที่จะประสานทำงานร่วมกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. เพื่อทำการตรวจสอบเส้นเงิน

นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง.
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง.


ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ได้สอบถามความคืบหน้า นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ได้ให้ข้อมูลว่า สถานการณ์การทุจริตในการสอบข้าราชการ เดิมมีการร้องเรียนมาจำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีที่เรียกรับเงินแต่ไม่สามารถทำให้สอบเข้าได้ตามที่ตกลง แต่ในกรณีของการโกงสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่นที่เพิ่งเป็นข่าว เกิดจากการร้องเรียนและเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นบริษัทที่ทำการเปลี่ยนแปลงกระดาษคำตอบ ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่มีการตรวจเจอพยานหลักฐานอย่างชัดเจน เจอคนที่นั่งแก้ไฟล์กระดาษคำตอบ โดยเงินที่หมุนเวียนในระบบมีค่าเป็นพันล้านบาท

...

โดยหลังจากนี้ทาง ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลาง จะพิจารณาส่งเรื่องในการตรวจสอบเส้นเงินในการทุจริตสอบท้องถิ่นมายัง ปปง. ซึ่งในการตรวจสอบ ต้องดูจากพยานบุคคลและเอกสารที่ชัดเจนเพียงพอที่คณะกรรมการด้านธุรกรรมทางการเงินจะรับฟังได้ ส่วนหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอหรือคลิปเสียง ต้องมีการพิสูจน์ทราบอีกหลายขั้นตอน สิ่งนี้เป็นข้อมูล แต่ไม่ใช่ข้อมูลหลักเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีข้อมูลอื่นมาประกอบด้วยว่าบุคคลที่พูดมีตัวตนจริงหรือไม่


กรณีการตรวจสอบเส้นเงินในการทุจริตสอบท้องถิ่น ที่ตอนนี้มีหน่วยงานหลักคือ ป.ป.ช. กับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานในชั้นต้น โดยล่าสุดมีการพูดคุยกับทาง ป.ป.ช. ว่าอาจจะให้ ป.ป.ง. ไปร่วมในการตรวจสอบว่ามีอะไรที่ต้องรวบรวมเพิ่มเติมในกระบวนการของเส้นเงินในการทุจริต

ตอนนี้มีกลุ่มรายชื่อเป้าหมาย ที่ตรวจสอบได้จากข้อมูลที่มีอยู่ โดยในชั้นแรกจะมีการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับมาจากสถาบันการเงินก่อน แต่การจะตรวจละเอียดทุกบัญชีและทรัพย์สิน จะต้องมีพยานหลักฐานหนักแน่น ดังนั้นตอนนี้ก็อยู่ในกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นของ ป.ป.ง. ด้วยเหมือนกัน แต่ยังไม่ระบุถึงเส้นเงินที่น่าสงสัยได้อย่างชัดเจนในเบื้องต้นได้

ลักษณะการกระทำผิดในการโกงสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น มีเครือข่ายแน่นอน แต่ที่ไปเจอตัวน่าจะเป็น “มดงาน” ที่มารับทำ แต่ขบวนการนี้ การจะนำไฟล์ข้อสอบออกมาได้คงไม่ใช่คนธรรมดาที่ทำได้ เพราะถ้าไม่มีเครือข่ายที่มีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับการจัดสอบ


ด้วยความที่เคสนี้เป็นเคสใหญ่ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะผู้ที่ทำแบบนี้ได้ ต้องมีความมั่นใจและมีภูมิหลังที่เชื่อว่า ถ้ากระทำผิดแล้วจะมีคนที่ปกป้องได้ และมีโอกาสเป็นไปได้ที่กลุ่มนี้จะมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ

กระบวนการฟอกเงินของกลุ่มที่ทุจริตในการสอบมีหลายวิธีตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐาน ที่พอได้เงินมาก็นำไปเปลี่ยนด้วยการซื้อทรัพย์สิน ฝากธนาคาร แต่ส่วนใหญ่ผู้กระทำผิดจะไม่เก็บไว้กับตัวเอง จะผ่องถ่ายไปยังบุคคลที่ 2 – 3 หรือมีกระทั่งไปจัดทำกิจการเปิดร้านอาหาร เปิดบริษัทเพื่อเสียภาษี ซึ่งรายได้จากการกระทำผิด ก็จะนำไปรวมกับกิจการที่ทำบังหน้าในนามบริษัท เพื่อให้ดูเป็นรายได้ที่มาจากการทำธุรกิจ ถ้าไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่ดี ก็อาจจะเป็นกระบวนการในการฟอกเงินได้

...

หรือมีกระบวนการฟอกเงิน โดยส่งไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลใกล้ชิด นอมินี มีบัญชีม้า และที่น่ากลัวคือ การนำเงินไปแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ปกปิดตัวตน แต่ปกติบุคคลที่กระทำผิดจะไม่ทำธุรกรรมด้วยตัวเอง

นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง.
นายวิทยา นีติธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (รองเลขาธิการ ปปง.) และโฆษกประจำสำนักงาน ปปง.


การทุจริตในการโกงสอบรอบนี้ คาดว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมีจำนวนมากกว่าทุกคดีที่เคยเจอมา และมีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นพันคน

สำหรับช่องโหว่การทุจริตซื้อขายตำแหน่งราชการ "รองเลขาธิการ ปปง.” มองว่า ถ้าข้าราชการไม่เปิดช่องจะไม่สามารถทำได้ ซึ่งถ้า ตรวจสอบจากทีโออาร์ ก็จะมีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสอบเสร็จตัวกระดาษคำตอบนำไปเก็บในโกดัง แต่ต้องส่งมอบไฟล์ให้ในวันนั้น แต่การควบคุมไฟล์เพื่อนำออกไปใช้ โดยการไปเปิดหรือปิดไฟล์อย่างไร ตรงนี้ถือเป็นช่องโหว่ที่น่าสงสัย

...

“คนที่อยู่ในขบวนการ ถ้าคุณจะรอดต้องขอกันตัวเองเป็นพยาน แล้วต้องให้ข้อมูลชี้ช่องว่าใครอยู่เบื้องหลัง ไม่อย่างนั้นคุณต้องรับเคราะห์ไปคนเดียว เพราะกฎหมายมีกำหนดในเรื่องกันเป็นพยาน คนที่อยู่ในกระบวนการก็ต้องเลือกเอาว่า ท่านจะยอมสละอนาคตและชื่อเสียงเพื่อไปปกป้องคนกระทำผิด แต่ถ้ายอมกันตัวเองเป็นพยานและให้ข้อมูล คุณจะได้รับโทษลดลง หรืออาจไม่ได้รับโทษเลย”