ผลเลือกตั้งผู้ว่า กทม. “ชัชชาติ” ชนะสมัย 2 ด้าน “มัลลิกา” รั้งอันดับ 2 หักปากกาเซียน นักวิชาการ ชี้จับตา “พรรคส้ม” เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง เก้าอี้ สก. ยังแข่งกันดุ
ผลเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ปี 2569 คะแนนล่าสุด 5 อันดับ วันที่ 28 มิ.ย.69 เวลา 20.27 น. 1.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 1,118,340 คะแนน อันดับ 2 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข 229,822 คะแนน อันดับ 3 ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 141,185 คะแนน
รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และอดีตคณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์กับทีมข่าว เฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า ผลคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ อย่างไม่เป็นทางการพบว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีคะแนนนำห่างเป็นอันดับ1 ตามมาด้วยอันดับ 2 คือ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข และอันดับ 3 คือผู้สมัครจากพรรคประชาชน"ดร.โจ ชัยวัฒน์"
...
ขณะที่เก้าอี้ สก. มีลักษณะปะปนกันระหว่างกลุ่มคนทำงาน และพรรคประชาธิปัตย์ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนนัยยะทางการเมืองในพื้นที่เมืองหลวง
ปรากฏการณ์การเลือกตั้งในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า “คนกรุงเทพฯ เน้นกระแส” ซึ่งเป็นกระแสเสียงของคนทำงานที่ตอบสนองความต้องการของคนกรุง โดยไม่ได้ยึดติดที่ตัวบุคคลมากนัก ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัว สก. ในหลายพื้นที่ เนื่องจากในอดีต สก. คนเดิมอาจจะไม่ได้ทำงานเชิงพื้นที่เท่าที่ควร เมื่อคนกรุงต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงสะท้อนออกมาผ่านคะแนนเสียง สก. ในครั้งนี้
สำหรับคะแนนนิยมของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่นำห่างเป็นอันดับ 1 มีความได้เปรียบมาโดยตลอด และโดยธรรมชาติของคนกรุงเทพฯ มักจะให้โอกาสการทำงาน 2 สมัย ประกอบกับที่ผ่านมานายชัชชาติ มีผลงานในเชิงประจักษ์ให้เห็นอยู่บ้าง ความตั้งใจและจริงจังในการทำงานจึงเป็นประเด็นหลักที่คนกรุงมองเห็น แม้ว่าหลายๆ เรื่องจะไม่สามารถพลิกโฉมหน้ามือเป็นหลังมือได้ในทันทีก็ตาม ซึ่งคนกรุงเทพฯ ไม่ได้แล้งน้ำใจ จึงเลือกที่จะให้โอกาสทำงานอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่คะแนนของอันดับ 2 อย่าง คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข สะท้อนให้เห็นมิติทางการเมืองว่า คนกรุงเทพฯ ต้องการคนที่มีความชัดเจนในการต่อสู้ และการบริหารงาน ส่วนกรณีของผู้สมัครจากพรรคประชาชน "ดร.โจ ชัยวัฒน์"ที่เบียดขึ้นมาเป็นอันดับ 3 และหักปากกาเซียนหลายสำนักนั้น ถือเป็นกระแสเสียงที่สะท้อนนัยยะและการตื่นตัวทางการเมืองของพรรคการเมืองได้เป็นอย่างดี
จับตา “พรรคส้ม” เริ่มเสื่อมมนต์ขลัง? ฝีมือแถว 3 แถว 4 ยังไม่เก๋าพอ
เมื่อเจาะลึกไปที่พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” ว่ากำลังก้าวพลาดในการหาเสียงหรือวางตำแหน่งผู้สมัครหรือไม่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนภัทร วิเคราะห์ว่า ความเป็นพรรคประชาชนเคยเป็นกระแสตอบรับที่ดีในช่วงแรกๆ ของการเปลี่ยนแปลง แต่จากผลงานที่ผ่านมา ประกอบกับตัวผู้สมัครของพรรคในหลายกรณีที่มีปัญหาขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ส่งผลให้กระแสความนิยมของพรรคตกฮวบลงไป และส่งผลกระทบต่อผู้สมัครรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
...
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า พื้นที่กรุงเทพฯ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการ “เสื่อมมนต์ขลัง” ของพรรคส้ม เนื่องจากบทบาทในเวทีรัฐสภาปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าแกนนำแถวหน้าที่มีความชัดเจนในอดีต ไม่ได้อยู่แถวหน้าแล้ว แต่คนที่มีบทบาทในปัจจุบันกลับเป็นแกนนำแถว 3 แถว 4 ซึ่งฝีไม้ลายมือในการอภิปรายการทำงานยังไม่เก๋าพอ
รวมถึงการแสดงวุฒิภาวะทางการเมืองที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ซึ่งปรากฏการณ์นี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกรุงเทพฯ แต่อาจกระจายไปยังพื้นที่การเมืองอื่นๆ เป็นโดมิโนในอนาคต หากพรรคยังไม่มีการปรับยุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการทำงาน โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการอภิปรายที่เลื่อนลอย หรือการใช้เพียงแค่วาทศิลป์และท่าทีในการขับเคลื่อนทางการเมือง
จึงอยากฝากถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ และ สก. ทุกท่าน สิ่งที่ต้องเร่งทำ ณ ตอนนี้ และเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ผู้สมัครหลายรายไม่ได้พูดถึง คือเรื่อง “ความปลอดภัยของคนกรุงเทพฯ” โดยเฉพาะในพื้นที่สาธารณะและพื้นที่กลาง
ผู้ว่าฯ กทม. ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มากกว่าจะเน้นเพียงแค่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า และหวังว่าผู้ว่าฯ คนใหม่ รวมถึง สก. จากทุกภาคส่วน จะร่วมมือกันสร้างแนวป้องกันและขับเคลื่อนให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง
...