โกงสอบท้องถิ่น เปลี่ยนชื่อ-แก้กระดาษคำตอบ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ชี้ระบบปลาใหญ่ ทำสนามสอบเหมือนตลาดนัดซื้อขายตำแหน่ง หวั่นตัดตอนไม่ถึงผู้บงการเครือข่ายการเมือง

กรณี ป.ป.ช. ทลายขบวนการ ทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ามาเป็นพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งพบหลักฐานมีการเรียกรับเงินเพื่อแก้ไขข้อสอบสำหรับตำแหน่งทั่วไป และที่แข่งขันสูงเจ็ดถึง 800,000 บาท

คืบหน้าล่าสุด วันนี้ (26 มิ.ย.69) ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พบว่า มีตัวการสำคัญอีก 1 คน ตอนนี้ยังติดตามตัวไม่ได้ เป็นบุคคลที่คอยรวบรวมข้อมูลคะแนนของผู้สอบที่มีการจ่ายเงิน จะคัดลอกใส่แฟลชไดรฟ์ และนำข้อมูลดังกล่าวไปส่งมอบให้กับบริษัทที่จังหวัดนนทบุรี แต่ตัวเอกสารผลสอบตัวจริงจะถูกเก็บไว้ที่โกดังของ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. โดยผลสอบจะถูกเก็บไว้ในโกดังนี้เป็นระยะเวลา 2 ปี ก่อนที่จะทำลายทิ้ง เป็นขั้นตอนและกฎระเบียบ ซึ่งยอมรับว่าเป็นช่องว่าง เพราะไม่สามารถที่จะตรวจสอบย้อนหลังภายในปีอื่นได้อีก แต่อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูงเชื่อว่าขบวนการดังกล่าวทำมามากกว่า 2 ปี โดยดูจากเส้นเงินที่เชื่อมต่อไปยังบุคคลอื่น ๆ เพราะเส้นเงินของหนึ่งในผู้ต้องหาพบว่าเชื่อมโยงไปยังปี 2567

...


การโกงสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น สร้างความสั่นคลอนให้กับความเชื่อมั่นในตัวองค์กรรัฐ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย)วิเคราะห์รูปแบบการทุจริตครั้งนี้ว่า การทุจริตในการรับคนเข้าราชการเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน แต่การโกงสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่นครั้งนี้ เอิกเกริกค่อนข้างมาก ทำโดยไม่เกรงกลัวความผิด ต่างจากเดิมที่ใช้วิธีการให้ดูข้อสอบจริงก่อนไปสอบ,ขายโพยคำตอบ หรือติดอุปกรณ์สัญญาณเพื่อเฉลยข้อสอบ แต่การโกงในครั้งนี้ทุกคนตื่นตะลึง เพราะคนที่จ่ายเงินโกงมาแล้ว ไม่ต้องอ่านหนังสือมาสอบก็ได้ แล้วขบวนการโกงจะไปช่วยแก้ในระบบเอง ให้มีชื่อว่าสอบผ่าน ส่วนกระดาษคำตอบ ค่อยมาแก้ย้อนหลัง ให้มีคะแนนสอดคล้องกับคะแนนที่โกงไว้

ดังนั้น การโกงวันนี้ แสดงให้เห็นว่ามีการทำเป็นเครือข่ายที่ใหญ่มาก การโกงของพวกข้าราชการก็มักจะเป็นการโกงไม่ใหญ่มาก แต่เมื่อใดที่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นการโกงที่ใหญ่มาก และเป็นการโกงในระดับชาติ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องมีการสอบสวนทางการเงิน ทั้งคนที่จ่ายเงินและคนที่อยู่ในขบวนการโกง เพื่อหาให้ได้ว่าใครคือปลาใหญ่ที่กินปลาเล็ก และต้องหาให้ได้ว่าใครเป็นปลาใหญ่ที่สุดในวัฏจักรการโกงครั้งนี้


ข้อพิรุธสนามสอบที่ไม่ปกติ


การทุจริตการสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น ในรอบนี้ หลายกระแสจับตาไปที่การทุจริตในสนามสอบ และพุ่งเป้าไปที่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว "ดร.มานะ" วิเคราะห์ ประเด็นนี้ว่า การโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีมายาวนาน จนมีรัฐประหาร รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไปเปลี่ยนวิธีการสอบใหม่ จากเดิมที่ให้แต่ละหน่วยงานท้องที่สอบกันเอง จึงมีการปรับเปลี่ยนให้มาสอบรวมกันที่สนามใหญ่ โดยสอบมาแล้ว 4 ครั้ง ก็มีข่าวการโกงมาแล้วทุกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ใหญ่ระดับประเทศ

แต่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า นักการเมืองไปคุยกับผู้บริหารสถาบันการศึกษาว่าอยากได้งานหรือไม่ ซึ่งมีงบจำนวน เพียงแต่ว่าถ้าอยากได้งาน ต้องยอมรับว่าทางผู้ใหญ่ของผู้มีอำนาจ สามารถควบคุมการประกาศผลคนที่ผ่านการสอบในอันดับต้นๆ ได้ สิ่งนี้เลยทำให้สถาบันการศึกษาบางแห่งได้ปฏิเสธที่จะรับงาน

อย่างในกรณี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว ที่จัดการสอบให้กับหน่วยงานอื่น ซึ่งผลงานที่ได้รับการยอมรับคือ จัดการสอบให้กับ ก.พ. ที่เป็นสนามใหญ่ ไม่มีปัญหา และจัดบ่อยกว่า คนเยอะกว่า รับตำแหน่งมากกว่า กลับไม่มีปัญหา แต่การสอบที่ควบคุมโดยหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทย กลับมีปัญหา ประกอบกับที่ผ่านมามักได้ยินข่าวเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของหน่วยงานที่อยู่ในกระทรวงมหาดไทย มาเป็นระยะต่อเนื่อง

...

กรณีของ มศว ส่งมอบงานไปแล้วครบถ้วนตามทีโออาร์ แต่ในขั้นตอนไหนที่สามารถแฮคเข้าข้อมูลและทำการแก้ไขได้ ซึ่งโดยส่วนตัวยังเชื่อในความตั้งใจจริงของ มศว ซึ่งการค้นหาตัวบงการใหญ่ เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบไม่ควรจะหยุดหรือตัดตอน


การสอบครั้งนี้ เหมือนตลาดนัดที่ซื้อขายตำแหน่งกันได้ แต่จะมีคนของนักการเมือง คนของบ้านใหญ่ หรือข้าราชการตัวใหญ่ ซึ่งจากข้อมูลที่ทราบพบว่า มีนักการเมืองท้องถิ่นอยู่รายหนึ่ง เป็นนายกเทศมนตรี จ่ายเงินให้กับลูกน้องของตนเอง 3 คน โดยจ่ายไปคนละ 6 แสนบาท เพื่อให้ได้ตำแหน่ง แต่สุดท้ายได้แค่คนเดียว สิ่งนี้เหมือนเป็นการซื้อใจคน เพราะคนที่ได้ตำแหน่ง คนเหล่านี้ในวันข้างหน้าสามารถโอนย้ายเข้ามาอยู่กับคนที่ซื้อตำแหน่งให้ได้ กลายเป็นเครือข่ายที่ช่วยกันโกง เครือข่ายช่วยกันปกปิดความลับ จะเห็นว่าเงินเป็นฐานในการซื้อเครือข่ายได้

แนวทางแก้ไขต่อไปในการสอบ ต้องขึ้นรูปถ่ายและชื่อมาให้เห็นว่าใครคือผู้ที่รับผิดชอบ ถ้าเกิดการทุจริตขึ้นมา คนเหล่านี้จะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น

กระบวนการสอบสวนเพื่อหาขบวนการทุจริต ควรมีกระบวนการตรวจสอบที่มากกว่า 7 วัน และที่สำคัญการกระทำผิดครั้งนี้มีขบวนการที่ไม่ใช่เป็นความผิดส่วนบุคคลแน่นอน เพราะเป็นขบวนการโกงครั้งใหญ่ ถ้าหากจับกุมตัวใหญ่ของขบวนการไม่ได้ ก็จะยิ่งทำให้ระบบราชการเลวร้ายขึ้นกว่าเดิม

...