ดร.โจ แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. สำรวจจุดเริ่มต้นทางการเมือง สู่นโยบายเมืองที่แคร์คน จัดการอำนาจที่ กทม.แก้ไม่ได้
ทีมงานไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุย กับ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ แคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม เพื่อถามถึงเหตุผล และ แรงบันดาลใจ ที่ลาออกจากตำแหน่ง สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เพื่อท้าชิงศึกเลือกตั้ง เบอร์หนึ่งเสาชิงช้า รวมถึงเป้าหมายในชีวิต
ชัยวัฒน์ เล่าให้ฟังว่า หลังเรียนจบปริญญาเอก และทำงานเป็นนักวิจัยที่สถาบัน JAIST (Japan Advanced Institute of Science and Technology) และ NEC ญี่ปุ่นระยะหนึ่ง ก็ตัดสินใจเดินทางกลับเมืองไทย ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศ และลงเอยด้วยการทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย
“ผมไม่เคยคิดจะทำงานในภาคเอกชน เพราะการทำงานในหน่วยงานของรัฐ จะสามารถทำงานขับเคลื่อน สร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศ สร้าง impact ต่อสังคม” ชัยวัฒน์ กล่าว
ในช่วงเวลาราว 10 ปี ที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดร.โจ มีบทบาทด้าน เทคโนโลยีการเงิน นโยบายการเงิน ระบบชำระเงิน และยุทธศาสตร์องค์กรของแบงก์ชาติ โดยตำแหน่งสุดท้ายก่อนลาออก คือ รองผู้อำนวยการ กลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร มีหน้าที่ รับผิดชอบการวางยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ Central Bank Digital Currency (CBDC) หรือเงินบาทดิจิทัล โดยตั้งประเด็นศึกษาว่า ธนาคารกลางควรออกเงินดิจิทัลอย่างไรให้ปลอดภัยและรองรับระบบการเงินในอนาคต
...
ช่วงเวลาที่ทำงานอยู่แบงก์ชาติ ดร.โจ เห็นว่า กฎหมายหลายฉบับ เช่น กฎหมายเงินตรา ยังไม่ทันต่อเทคโนโลยี จึงตัดสินใจลาออกจาก ธปท. เพื่อเข้าสู่การเมืองและผลักดันการแก้ไขกฎหมาย และ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ร่วมงานกับ อดีตพรรคก้าวไกล
“ผมได้คุยกับคนในพรรคก้าวไกลในยุคนั้น ว่ามีวาระที่อยากผลักดันให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เอา digital economy มาเพิ่มคุณค่า สร้างมูลค่า ให้เกิดการจ้างงาน พัฒนางานใหม่ๆ ในภาคบริการด้าน IT เยอะๆ”
และด้วย วาระที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากรายได้ปานกลาง ดร.โจ เลยเป็นหนึ่งทีมในเศรษฐกิจพรรคก้าวไกล และ ทำงานต่อเนื่องมาจนถึงพรรคประชาชน
ถาม : ถ้าการเลือก 8 ก.พ. ที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ สส. มากที่สุด และ ได้จัดตั้งรัฐบาล ดร.โจ จะทำหน้าที่อะไรในรัฐบาลพรรคประชาชน
ตอบ: อยู่ในทีมบริหารครับ
ถาม: เป็นรัฐมนตรีไหมครับ
ตอบ: อยู่ในทีมบริหารเศรษฐกิจครับ
ถาม: รัฐมนตรีไหมครับ
ตอบ : เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง...
ถาม: เป็นรัฐมนตรีไหมครับ
ตอบ: ผมไม่ได้เป็นคนกำหนดนะ (หัวเราะ)
เมื่อถามถึงเหตุผลในการลาออกจากตำแหน่ง สส. (ปาร์ตี้ลิสต์) พรรคประชาชน เพื่อมาลงสมัครผู้ว่าฯ กทม ทั้งที่เพิ่งรับตำแหน่งไปได้ 3 เดือน ดร.โจ บอกกับไทยรัฐออนไลน์ว่า
“หลังผ่านเลือกตั้งใหญ่ (พรรคประชาชน)ยังไม่ได้รับโอกาสบริหารประเทศ ผมไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง สส. และเห็นว่า ผู้ว่า มีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงได้”
ถาม ว่าสิ่งที่ท้าทายที่สุด ในช่วงของการหาเสียงคืออะไร ดร.โจ บอกว่า มี 2 ข้อด้วยกัน คือ 1.การเข้าไปพูดคุยกับผู้คนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน และ 2. การทำให้คนเข้าใจว่า การบริหาร กทม ต้องอาศัยมากกว่าทักษะเฉพาะตัวของ ผู้ว่าฯ
“อำนาจของ กทม ค่อนข้างจำกัด จะกำหนดเส้นทางเดินรถเมล์เองยังไม่ได้เลย จะทำงานอะไร หลายครั้งต้องอาศัยองค์กร ภายนอกอำนาจหน้าที่ ดังนั้นผู้ว่าฯ เลยต้องอาศัย ทั้ง ทีมงานผู้ว่าฯ และ สมาชิกสภากรุงเทพ (สก) ทำงาน รวมถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แก้กฎหมาย”
ชัยวัฒน์ ระบุว่า สิ่งที่ สส. พรรคประชาชน ตั้งใจจะผลักดันในสภาฯ คือ พ.ร.บ. กระจายอำนาจขนส่ง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง กทม. มีอำนาจในการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะ หรือกำหนดเส้นทางรถประจำทางได้เอง เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันอำนาจหน้าที่ดังกล่าวเป็นของส่วนกลาง คือ กระทรวงคมนาคม
...
เมื่อถามว่า ในเมื่ออำนาจของ กทม. มีจำกัด ถ้า ดร.โจ เป็นผู้ว่าฯ ถนนพระราม 2 ที่ยืดเยื้อ จะจบได้หรือไม่ ดร.โจ ยืนยันว่า ต้องจบ โดยเชื่อว่าเขาทำได้จริง
“อย่าพูดถึงอำนาจหน้าที่ว่า กทม. ทำได้ไหม แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ ต่อให้ไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ กทม. ผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นเดือดเป็นร้อนแทนประชาชน ต้องไม่นิ่งเฉย อย่างน้อยก็เป็นเจ้าภาพ ติดตามประสานงาน ให้เรื่องจบให้ได้” ดร.โจ กล่าว
ทีมงานไทยรัฐออนไลน์ ตั้งคำถามว่า ทำไมตอนแรกเริ่ม ผู้ว่าฯจากพรรคประชาชน ชู concept “กรุงเทพฯง่ายๆ” แล้วภายหลังเปลี่ยนแคมเปญ
ชัยวัฒน์ ยืนยันว่า ไม่ได้เปลี่ยน ยังคงมุ่งให้การพัฒนาเมืองหลวงเน้นลดความซับซ้อนในชีวิตประจำวันของผู้คน แต่ที่เพิ่มเติมคือ การเป็นเมืองที่แคร์คนมากขึ้น
“การเป็นเมืองที่แคร์คน คือเราจะดูแลคนใน กทม. ตั้งแต่เกิดยันแก่ สามารถทำงานโดยไม่ต้องลาออกจากงานมาเลี้ยงลูกเล็ก หรือเลี้ยงพ่อแม่ที่ติดเตียง ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และเรามีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ให้คน กทม.”
ดร.โจ ยังเสริมอีกว่า ยังมีอีก 40 นโยบาย ที่ครอบคลุมปัญหาการเดินทาง การทำมาหากิน สุขภาพ น้ำท่วม ระบบ AI-ดิจิทัลจับโกง สัตว์เลี้ยง-สัตว์จร ฯลฯ
...
“งบแสนกว่าล้าน ควรทำให้กรุงเทพฯ ดีกว่านี้ได้ ผมอาสาเข้ามาเพราะผมเชื่อว่าผมทำได้ ทำให้เมืองๆ นี้ดูแลคนได้ดีกว่านี้ มอบโอกาส สร้างงาน สร้างอาชีพได้” ดร.โจ กล่าว
และคำถามทิ้งท้ายคือ หากแพ้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ ดร.โจ จะทำอะไรต่อ ดร.โจยืนยันว่า ก็จะทำงานกับพรรคประชาชนต่อไป แต่ในเบื้องต้นจะขอใช้เวลากับครอบครัว โดยเฉพาะลูกชายก่อน