คุยกับ 5 หญิงไทยหลายเจนในเกาหลีใต้ สะท้อนต้นแบบการดำเนินชีวิตในต่างแดนและแนวทางการรวมตัวก่อตั้งเป็นชมรม สมาคมและกลุ่มคนไทยในทำธุรกิจ ตลอดจนเผยแพร่วัฒนธรรมร่วมสมัยและ Soft Power ไทย
กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) วันนี้ ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีผลงาน ความเคลื่อนไหวและนโยบายเชิงรุกออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศนำผนึกกำลังทีมไทยแลนด์จัดเทศกาลไทย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ เอกลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยผ่านพลังความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมร่วมสมัยและ Soft Power ไทยสู่สายตานานาชาติ นอกเหนือไปจากภารกิจหลัก คือ การเป็นตัวแทนรัฐบาลดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูต ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดี ปกป้องผลประโยชน์ประเทศและดูแลคนไทยในต่างแดน
นายธีรกุล นิยม ผู้แทนพิเศษของ นายสีหศักดิ์ ตอกย้ำแนวคิดการทำงานเชิงรุกของกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตระหว่างเป็นประธานเปิดงาน “Sawasdee Seoul Thai Festival 2026” เทศกาลไทยประจำปีครั้งสำคัญในประเทศเกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 20-21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ โดยระบุตอนหนึ่งว่า งานเทศกาลไทยที่สถานเอกอัครราชทูตไทยทั่วโลกจัดขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ภายใต้การนำของ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล จัดงาน Sawasdee Seoul Thai Festival 2026 ไม่ได้มีเป้าหมาย เพื่อถ่ายทอดเสน่ห์ เอกลักษณ์และศักยภาพของประเทศไทยผ่านพลังความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรมร่วมสมัยและ Soft Power ไทยสู่สายตานานาชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สำคัญให้คนไทย กลุ่มคนไทยและชุมชนไทยในเกาหลีใต้ได้แสดงศักยภาพและร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ทั้งในกลุ่มคนไทยด้วยกัน กับนานาชาติและกับสถานเอกอัครราชทูต
...
นายธีรกุล กล่าวต่อว่า ที่สำคัญ คือ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสถานทูตไทยทั่วโลก นั่นคือ การสร้างชุมชนไทยรูปแบบต่างๆ ในต่างแดนให้เข้มแข็ง หน้าที่ของสถานทูต คือ การทำให้ชุมชนไทยในแต่ละประเทศเข้มแข็ง ส่งเสริมการจัดตั้งชุมชน ชมรมและสมาคมไทยในรูปแบบต่างๆ เช่น สนับสนุนชุดไทย ส่งบุคลากรและที่ปรึกษาไปให้ความรู้และคำแนะนำ ตลอดจนส่งเสริมการจดทะเบียน หรือ ทำให้ได้รับการรับรองจากทางการของประเทศนั้นๆ เป็นต้น
ทั้งนี้ แนวคิดของกระทรวงการต่างประเทศข้างต้น ได้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ยกตัวดังเช่นในเกาหลีใต้ ซึ่งมีการรวมตัวและก่อตั้งกลุ่มคนไทยในรูปแบบต่างๆ อย่างเข้มแข็ง ภายใต้การสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ยกตัวอย่างจากกรณีของ นางภาวิณีร์ ดาวแก้ว นักธุรกิจหญิงไทย ซึ่งมีสามีเป็นชาวเกาหลี ผู้ก่อตั้งและเจ้าของ บริษัท อีสานฟู้ด มีโรงงานและแบรนด์อาหารไทยของตัวเองชื่อ ส.ภาวิณีร์ เส้นทางเริ่มต้นชีวิตในเกาหลีใต้จากแรงงานที่มุ่งมั่น ต่อสู้ มุมานะ จนเป็นเจ้าของธุรกิจและดูแลคนไทยที่มาอยู่ในบริษัทอีกหลายชีวิต ไม่รวมคนงานชาวเกาหลีอีกไม่น้อย
นางภาวิณีร์ เล่าย้อนไปว่า เมื่อกว่า 30 ปีก่อน เริ่มต้นจากการเป็นแรงงานไทย จากนั้น ค่อยๆ สั่งสมประสบการณ์และเงินทุน เปิดร้านอาหารไทยบริการแรงงานไทยในพื้นที่ เวลาผ่านไป ธุรกิจเติบโต ประกอบการลองผิดลองถูกในการทำสินค้า ทดลองจับตลาดและลูกค้าจนสามารถคิดและปรับปรุงสูตรอาหาร ตลอดจนสามารถหาวัตถุดิบจากทั้งในเกาหลีและบางส่วนนำเข้ามาผลิตสินค้า จนมีโรงงานและมีแบรนด์ของตัวเอง สินค้าเป็นจำพวกอาหารไทยแปรรูป เช่น หมูยอ แหนม ไส้กรอก ลูกชิ้นและอาหารพร้อมทาน กระจายส่งขายทั่วเกาหลี กลุ่มลูกค้ามีทั้งคนไทย ชาวเกาหลีและอีกหลายชาติ
หญิงไทยเจ้าของธุรกิจในเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีของคนไทยในเกาหลีใต้และเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล กล่าวต่ออย่างภาคภูมิใจว่า ปัจจุบันสินค้าแบรนด์ ส.ภาวิณีร์ ไม่ได้มีลูกค้าเฉพาะชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีลูกค้าชาวเกาหลี เวียดนาม เมียนมาและอีกหลายชาติ นอกจากนั้น ยังเตรียมจะเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเติม เพื่อจับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ๆ
นางภาวิณีร์ ยังมีคำแนะนำถึงคนไทยที่จะมาทำงานในเกาหลีใต้ ว่า ให้มาอย่างถูกกฎหมาย อย่ามาเป็นผีน้อย เพราะการมาถูกกฎหมายมีการคุ้มครองดูแล ให้เตรียมตัว เตรียมใจ มาให้พร้อม คือ พร้อมทำงาน พร้อมต่อสู้ เพราะผลตอบรับผลตอบแทนดี ให้เก็บออม ให้มาทำงานจริงจัง สำหรับในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานเอกอัครราชทูตนั้น นายธานี เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล และเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ให้การสนับสนุนและดูแลคนไทยดีอยู่แล้ว ขอให้ทำต่อเนื่อง แต่คนไทยก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ย้ำว่า ให้ทำงานจริงจัง ใส่ใจ มาถูกกฎหมาย ดังเช่นตนจบแค่ ป.4 แต่ก็ยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้
...
ด้าน นางพัชรินทร์ ชื่นศรี ประธานสมาคมนวดไทยอาสาแห่งสาธารณรัฐเกาหลี เล่าว่า เดิมได้ใช้ศาสตร์การนวดไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทย เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับประเทศไทยในสายตาชาวเกาหลีผ่านรูปแบบจิตอาสา แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้ง่าย ต่อสู้ พิสูจน์ กว่าจะได้รับการยอมรับ โดยมีการรวมตัวเป็นกลุ่มอาสาสมัคร จัดกิจกรรมออกหน่วยให้บริการนวดผู้สูงอายุชาวเกาหลีตามชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย แต่ยังสร้างความประทับใจและความเข้าใจในวัฒนธรรมไทยให้กับชาวเกาหลี โดยเฉพาะผู้สูงอายุ จนได้รับการยอมรับมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้นวดไทยจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติจากยูเนสโก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในเกาหลี ซึ่งสมาคมกำลังผลักดันให้เกิดการรับรองวิชาชีพและการยอมรับในระดับนโยบายมากขึ้น
...
"ทำยังไงให้วัฒนธรรมไทย การนวดไทยและคนไทยได้รับการยอมรับ ทำมาจนกระทั่งมาเจอท่านทูตธานี แล้วแชร์ประสบการณ์กับท่านทูตจนสามารถทำเป็นอาชีพได้ ท่านทูตให้โอกาสและสนับสนุนทำกิจกรรมร่วมกับสถานทูตมาจนปี 2026 รวบรวมสมาชิกและทำเอ็มโอยู (MOU) กับหน่วยงานในท้องถิ่นเกาหลีจนจดทะเบียนได้ ซึ่งยากมาก เพราะกฎหมายเกาหลียังไม่ยอมรับ แต่ถือว่า ได้รับการยอมรับแพร่หลายมากขึ้น ได้รับโอกาสจากสถานทูตในงานสัญจร เทศกาลไทยและโอกาสต่างๆ"
ขณะที่อีกตัวอย่างการรวมตัวของกลุ่มคนไทยในเกาหลีใต้ นางสาวญาดา ส่องแสงเจริญ ประธานสภาสตรีไทยแห่งสาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า สภาสตรีไทยแห่งสาธารณรัฐเกาหลี ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา เป้าหมายเป็นศูนย์กลางช่วยเหลือ ประสานงานและให้คำปรึกษาแก่คนไทย โดยเฉพาะกลุ่มสตรี เด็กและครอบครัวไทยเผชิญความท้าทายด้านภาษา กฎหมายและการปรับตัวในสังคมใหม่ นอกจากนี้ สภาสตรีไทยฯ ยังได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นของเกาหลีและสถานเอกอัครราชทูตไทย เพื่อให้การช่วยเหลือต่างๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาเครือข่ายชุมชนไทยที่สามารถพึ่งพาและดูแลกันเองได้มากขึ้นในต่างแดน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริม จากท่านทูตและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล อย่างดี
...
ต่อมา นางสาวเฌอริลิณญ์ อึน ประธานสภาวัฒนธรรมไทยในสาธารณรัฐเกาหลีแห่งกรุงโซล ถ่ายทอดประสบการณ์ว่า เพิ่งได้รับการจดทะเบียนรับรองจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม โดยการสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต โดยสภาฯ มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน Soft Power ไทยในมิติที่กว้างขึ้นในเกาหลี ทั้งด้านศิลปะ การแสดง อาหารและวิถีชีวิต
ทำงานด้านกฎหมายเกาหลีทั้งหมดกับสามี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับ ตม.เกาหลี นำแนวคิดมาจากออสเตรเลีย ซึ่งเคยอยู่มาก่อน เดิมเป็นอินฟลูเอนเซอร์ขายสินค้าออนไลน์ กระทั่งได้พบกับท่านทูตธานี มีโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตกผลึกจะใช้กรณีที่สามารถดึงดูดคนได้มากเป็นอินฟลูฯ มาผลักดันเผยแพร่ Soft Power ไทย โดยหนึ่งในแผนงานสำคัญ คือ การผลักดันพื้นที่ย่านสำคัญ เช่น เมืองซูวอน ให้พัฒนาเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมไทย หรือ Thai Town (ไทยทาวน์) ซึ่งไม่มีไทยทาวน์ในเกาหลีมาก่อน โดยจะเป็นศูนย์รวมร้านอาหารไทย ร้านสินค้าไทย กิจกรรมทางวัฒนธรรมและพื้นที่จัดงานเทศกาลต่างๆ มีเป้าหมาย เพื่อสร้างจุดหมายปลายทางใหม่ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวเกาหลีและต่างชาติ พร้อมทั้งเป็นพื้นที่แสดงอัตลักษณ์ไทยอย่างครบวงจร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการไทยและยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในระยะยาว
"แผนงานดั้งเดิมตั้งใจจะสร้างย่านเมียงดง (ใจกลางกรุงโซล) ให้เป็น Soft Power ไทย เหมือนเกิดที่ไทย มีการห่มสไบใส่ยีนส์ จะมีการทำเอ็มโอยู และทำไทยทาวน์ แต่ยังมีข้อจำกัด ข้อห้ามของทางการ จนต้องหาที่ใหม่ มีการดูหลายสถานที่ ล่าสุด กำลังดูที่เมืองซูวอน ซึ่งมีความเหมาะสม หาโลเคชัน เพื่อบุกเบิกเป็นไทยทาวน์ ดูซูวอน เพราะเป็นเมืองมรดกโลกยูเนสโก้ มีทัวร์มาเยอะเลยเลือกที่นี่ และง่ายในการเดินทาง เดินทางสะดวก สะอาด เราต้องการดึงนักท่องเที่ยว เผยแพร่ความเป็นไทย"
สุดท้าย นางสาวภูริชญา พิศวง รองประธานสมาคมนักเรียนไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ระบุว่า เดิมกลุ่มนักเรียนไทย ในเกาหลีใต้มีการติดต่อกัน แต่เมื่อท่านทูตเข้ามาสนับสนุนจึงมีการจดทะเบียน จัดกิจกรรม รวมตัวเชื่อมโยงนักเรียนนักศึกษาที่กระจายตามที่ต่างๆ เป็นระบบ มีกิจกรรมสร้างเครือข่าย จัดอบรม แลกเปลี่ยนประสบการณ์และให้คำแนะนำสำหรับนักเรียนใหม่ นอกจากนี้ ยังมีบทบาทประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย และหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางวิชาการและวัฒนธรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมในงานเทศกาลไทย ช่วยให้นักเรียนไทยมีโอกาสแสดงศักยภาพและสร้างเครือข่ายในระดับนานาชาติ
อย่างไรก็ตาม สำหรับคำถามว่า ทำไมถึงเลือกมาเรียนเกาหลีนั้น เพราะถือว่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีมหาวิทยาลัยถูกจัดอันดับอยู่ในระดับสูงๆ และรัฐบาลเกาหลีสนับสนุนทุน เปิดรับ นอกจากนั้น ยังมีทุนเอกชนและเชื่อมโยงการทำงาน มีโอกาสในการทำงานสูง ตลอดจนมีเพื่อนคนไทยและสถานทูตไทยสนับสนุน
ที่กล่าวมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวอย่างจากการถ่ายทอดเรื่องราวและประสบการณ์จริงของ 5 คนไทย ในเกาหลีใต้ ที่จากประเทศไทยไปด้วยเส้นทางแตกต่างกัน โดยได้รับการสนับสนุนที่ดีจากกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างแดน ตอกย้ำอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของสถานทูตไทยทั่วโลก คือ สร้างชุมชนไทยในต่างแดนให้เข้มแข็ง ทำให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่มุมไหนในโลกมีความเป็นอยู่ดีที่สุด
และที่สำคัญ ชุมชนไทย การรวมกลุ่มคนไทย อาจถือเป็นหัวใจใหม่ เป็นทูตประชาชน ในการถ่ายทอดเสน่ห์ เอกลักษณ์ ศักยภาพของประเทศ วัฒนธรรมร่วมสมัยและ Soft Power ไทยไปกับสังคมเกาหลีใต้แบบไม่ต้องยัดเยียดที่ทรงประสิทธิภาพต่อไป