ร้านอาหารเมียนมาชื่อดังในพัทยา แจงไม่ใช่มาเฟีย เชื่อที่ถูกกล่าวหา เพราะไปช่วยเหลือคนที่ถูกผู้หญิงคนหนึ่งเรียกเงิน 450,000 บาท อ้างนำไปวิ่งช่วยเหลือทางคดี จนสร้างความไม่พอใจ สร้างเรื่องกล่าวหาใส่ร้ายว่าเป็นมาเฟีย
กรณีทีมข่าว SEE TRUE นำเสนอผ่านรายการ “SEE TRUE STORY” ทางยูทูปช่องไทยรัฐทีวี ว่า มีผู้หญิงชาวเมียนมาเชื้อสายเนปาล ร้องเรียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก “See True” ว่าถูกผู้มีอิทธิพลชาวเมียนมาเชื้อสายเนปาล ที่อาศัยอยู่ในย่านประตูน้ำ ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนมาเฟีย ข่มขู่คุกคาม และมีการเชื่อมโยงไปถึงร้านอาหารเมียนมาชื่อดัง ในพัทยา จังหวัดชลบุรี ว่าเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลชาวเมียนมา ย่านประตูน้ำ เพราะมีคนของร้านอาหารไปร่วมคุกคามเธอด้วย
ต่อมาเจ้าของร้านอาหาร “Golden Myanmar Restaurants” ได้ประสานงานเข้ามายังทีมงาน SEE TRUE เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงถึงต้นตอของเหตุการณ์ ที่ไปสร้างความไม่พอใจให้บุคคลหนึ่ง จนถูกกล่าวหาว่าเป็นร้านอาหารที่เกี่ยวข้องกับมาเฟีย
...
ทีมข่าว SEE TRUE จึงเดินทางไปที่ร้านอาหาร “Golden Myanmar Restaurants” ซึ่งอยู่ในซอยกรมที่ดิน เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีนายเย วิน อ่อง หุ้นส่วนร้านอาหารชาวเมียนมา พร้อมกับภรรยา ที่เปิดธุรกิจท่องเที่ยวด้วยกัน และหุ้นส่วนร้านอาหารชาวไทย รอให้ข้อมูล
นายเย วิน อ่อง กล่าวว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้น มีต้นเหตุมาจากเหตุการณ์ชาวเมียนมา ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันเสียชีวิต 2 ราย เมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งตนในฐานะที่มาทำธุรกิจในเมืองไทยอยู่ 17 ปี พูดภาษาไทยได้ และเคยเป็นล่ามให้ทั้งตำรวจและศาลหลายครั้ง จึงได้รับการประสานงานจากตำรวจพัทยา ให้ช่วยติดตามผู้ต้องหาบางคนที่ยังหลบหนี ต่อมาตำรวจดำเนินคดีชาวเมียนมาที่ก่อเหตุวิวาทกันจนมีผู้เสียชีวิตรวม 8 คน และถูกฝากขังระหว่างดำเนินคดี
จากนั้น บรรดาพ่อแม่ของผู้ต้องหา 7 คน ได้มาร้องขอให้ตนช่วยเหลือประกันตัวลูกของตัวเองออกมา ซึ่งตนได้เสนอไปว่าต้องช่วยเยียวยาพ่อแม่ของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คนด้วย จึงจะเหมาะสม เมื่อพ่อแม่ของแต่ละคนเห็นดีด้วย ตนจึงช่วยดำเนินเรื่องประกันตัวออกมา จึงเหลือผู้ต้องหายังถูกขังอยู่เพียง 1 คน เพราะไม่ได้มาขอให้ตนช่วย
นายเย วิน อ่อง กล่าวต่อว่า จากนั้น มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อนางสาวตุรกา ซึ่งเป็นภรรยาของผู้ต้องหาที่ยังถูกขังอยู่ ได้มาขอร้องตนให้ช่วยประกันสามีออกมาด้วย พร้อมกับเล่าว่า หลังเกิดเรื่องและสามีถูกขัง มีผู้หญิงชาวเมียนมาเชื้อสายเนปาลคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่มาร้องเรียนทีม SEE TRUE ไทยรัฐทีวี ว่าถูกมาเฟียคุกคาม ได้ติดต่อไปยังครอบครัวที่อยู่ในประเทศเมียนมา ว่าจะช่วยเหลือเรื่องคดีให้ แต่ต้องใช้เงิน 450,000 บาท เพื่อใช้เป็นเงินเยียวยาพ่อแม่ผู้เสียชีวิต ค่าทนายความ ค่าประกันตัว และค่าเดินทาง ซึ่งญาติและนางสาวตุรกา ก็โอนเงินและให้เป็นเงินสดรวม 450,000 บาท แก่ผู้หญิงคนดังกล่าว
แต่ผู้หญิงคนดังกล่าวกลับไม่ได้นำเงินไปเยียวยาพ่อแม่ผู้เสียชีวิต และไม่ได้ดำเนินการประกันตัวสามี ให้ตามที่รับปาก นางสาวตุรกา จึงทวงเงินคืน แต่ได้คืนเพียง 150,000 บาท จึงมาขอให้ตนช่วยเหลือทั้งการประกันตัวสามี และช่วยติดตามเงินคืน
ขณะที่นางสาวตุรกา ซึ่งเป็นเจ้าของเงิน เล่าว่า หลังตนทวงเงิน ผู้หญิงคนดังกล่าวเดินทางมาพัทยา นัดให้ตนไปรับเงินคืนที่บริเวณชายหาด แต่เมื่อไปถึงกลับไม่ยอมคืนเงิน และต่อว่าตนด้วย ตนกลัว จึงโทรศัพท์หานายเย วิน อ่อง เพื่อให้ไปช่วยเจรจา กระทั่งมีการนัดรับเงินกันที่กรุงเทพฯ แถวที่พักของผู้หญิงคนดังกล่าวในวันต่อมา ซึ่งตนก็ขอให้นายเย วิน อ่อง และคนอื่นๆ ไปเป็นเพื่อนด้วย เพราะรู้สึกกลัว
...
นายเย วิน อ่อง เล่าต่อว่า ตนพานางสาวตุรกา ไปรับเงินคืนตามนัดหมายที่อะพาร์ตเมนต์ของผู้หญิงคนดังกล่าว โดยวันนั้น มีนายโซ ลวิน ลวิน พนักงานของบริษัททัวร์ที่ตนเป็นหุ้นส่วนเดินทางไปด้วย และมีนายซัน เจ คนที่ถูกกล่าวหาเป็นมาเฟีย ซึ่งอยู่ในกรุงเทพฯ อยู่แล้ว และรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ตามไปสมทบ
แต่พอไปถึง ผู้หญิงคนดังกล่าว ไม่คืนเงินให้และโวยวายเสียงดัง ตนจึงโทร.ไป สน.คลองตัน ให้ตำรวจมาช่วยดูเหตุการณ์ และเมื่อตำรวจไปถึง เห็นว่ามีการโวยวายเสียงดัง จึงให้ทุกคนไปเจรจากันที่สถานีตำรวจ แต่ก็เจรจากันไม่ลงตัว เพราะผู้หญิงคนดังกล่าวบอกว่า มีเงินอยู่แค่ 5 หมื่นบาท วันนั้นจึงไม่มีการคืนเงินกันแต่อย่างใด จากนั้นมีบุคคลหนึ่งที่คอยช่วยเหลือผู้หญิงคนดังกล่าว นัดหมายให้ไปเจรจากันที่ดีเอสไอ แต่เจรจากันแล้ว ทางดีเอสไอให้ไปตกลงกันที่สถานีตำรวจ
...
เมื่อกลับมาที่พัทยา ตนจึงพานางสาวตุรกา ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองพัทยา ซึ่งภายหลังปรากฏว่าผู้หญิงคนดังกล่าว พยายามโอนเงินบางส่วนเข้าไปที่บัญชีของสมาคมไทย-เนปาลี สาขาพัทยา ซึ่งตนเป็นอาสาสมัครอยู่ด้วย เพื่อคืนให้นางสาวตุรกา แต่เมื่อปรึกษาตำรวจเจ้าของคดี ตำรวจแนะนำยังไม่ให้ถอนเงินออกมา จนกว่าจะตกลงกันได้
ส่วนกรณีนายโซ ลวิน ลวิน ที่ไปปรากฏตัวอยู่ในคลิประหว่างพานางสาวตุรการ ไปรับเงินคืนจากผู้หญิงคนดังกล่าวที่กรุงเทพฯ นั้น นายโซ ลวิน ลวิน ยืนยันว่า ตนเองไปที่นั่น เพราะนางสาวตุรกา ให้ไปเป็นเพื่อนด้วย และเมื่อไปถึงก็ไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามอะไร แต่กลับกัน ผู้หญิงคนดังกล่าวโวยวายเสียงดัง จนตำรวจต้องให้ไปคุยตกลงกันที่กรุงเทพฯ ส่วนที่ตนเคยถูกตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชลบุรี จับกุมเพราะขับรถไปรับนักท่องเที่ยว ก็เสียค่าปรับในข้อหาทำงานผิดประเภทเรียบร้อยแล้ว และทุกวันนี้ ทำงานอยู่ในบริษัทท่องเที่ยว ที่มีนายเย วิน อ่อง เป็นหุ้นส่วนอยู่ มีใบอนุญาต ทำงานถูกต้อง
...
ขณะที่หนึ่งในหุ้นส่วนร้านอาหาร ชาวไทย กล่าวว่า ร้านอาหาร “Golden Myanmar Restaurants” เปิดมาตั้งแต่ปี 2561 โดยมีคนไทยถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ตามกฎหมาย ที่เหลือเป็นหุ้นของนายเย วิน อ่อง และนักธุรกิจชาวอินเดีย ไม่มีใครเป็นนอมินีแต่อย่างใด ส่วนที่มีการกล่าวหาที่ร้านอาหาร มีการทำพาสปอร์ตและบัตรชมพูปลอม ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ถูกกล่าวหาจากคนที่ไม่พอใจนายเย วิน อ่อง เพราะที่ร้านขายเฉพาะอาหารเมียนมา อาหารไทย และอาหารอินเดีย ส่วนพนักงานที่เป็นชาวเมียนมา มีใบอนุญาตทำงานอย่างถูกต้องทุกคน
นอกจากนี้ นายเย วิน อ่อง ยังมีบริษัทท่องเที่ยวชื่อบริษัทเดอะเบสท์ ฮอลิเดย์ ทัวร์ แอนด์ ทราเวล (ไทยแลนด์) อยู่ด้านหน้าร้านอาหาร เป็นบริษัทที่มีหุ้นส่วนร่วมกับภรรยาชาวไทย ซึ่งเน้นขายทัวร์ให้กับลูกค้าชาวเมียนมา แต่นายเย วิน อ่อง และภรรยา ยืนยันว่า ทำเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวอย่างเดียว ไม่มีการทำอะไรผิดกฎหมายตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด และเชื่อว่า สาเหตุที่ตนถูกกล่าวหา เป็นเพราะไปช่วยนางสาวตุรกา ทวงเงินคืนจากผู้หญิงคนดังกล่าว อีกทั้งมีคนเมียนมาบางคน ที่ไม่พอใจตน อยู่เบื้องหลังผู้หญิงคนดังกล่าวด้วย และใช้จังหวะนี้ กล่าวหาว่าตนทำธุรกิจผิดกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับมาเฟีย ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง