กระทรวงมหาดไทย อลเวง การเมืองกระชับอำนาจ “สิงห์แดง – สิงห์บุรีรัมย์” ต่อคิวรอผงาด วัดกำลังขุมอำนาจเดิม ซื้อเกมยาวการเมืองย้ายขั้วสลับข้าง

ตั้งแต่การผงาดขึ้นมาสู่เก้าอี้สูงสุดของ อนุทิน ชาญวีรกูล ตั้งแต่สมัยที่แล้ว มีการเขย่าและโยกย้ายในกระทรวงมหาดไทย ในหลายตำแหน่ง จนล่าสุด “ระเบิดลูกโต” ก็ลงที่เก้าอี้ระดับรองผู้ว่าราชการ จ.ภูเก็ต มีการเขย่าเก้าอี้ทันที 5 ตำแหน่ง หลังนายกฯ ถามหา “รองซีฟู๊ด” ที่เป็นประเด็นในวงประชุม และหลังจากนั้นก็มีคำสั่งฟ้าผ่าย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต “ธีระพงศ์ ช่วยชู” ไปนครศรีธรรมราช ส่วน “อดุลย์ ชูทอง” ไปสงขลา พ่วงสลับเก้าอี้รวม 5 ตำแหน่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ฝั่งการเมืองสีน้ำเงิน เขย่ากระทรวงมหาดไทย


การเขย่าไปถึงฐานรากของกระทรวงมหาดไทย ของรัฐบาลอนุทิน หลังคนมองว่า ไม่ใช่แค่การล้างไพ่อำนาจเก่า แต่ถือเป็นเกมยาวของพรรคภูมิใจไทย “ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์” สอบถามไปยัง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ว่า ข้างในกระทรวงมหาดไทย หลังจากที่ฝั่งภูมิใจไทยเข้ามาเป็นรัฐบาลอีกสมัย ทำให้กลุ่ม “สิงห์แดง” และ “สิงห์บุรีรัมย์” เริ่มผงาดขึ้นมาในเก้าอี้สำคัญ เพราะว่าก่อนหน้านี้ตั้งแต่หลังการรัฐประหารกลุ่ม “สิงห์ดำ” ครองตำแหน่งสำคัญในกระทรวงมหาดไทยมาตลอด ถ้ามองสถานการณ์วันนี้ คนที่รอดอยู่คนเดียวคือ ปลัดมหาดไทย ส่วนนอกนั้นต้องประคองตัวเอง

...

ตอนนี้การกระชับอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ยังเป็นการกระชับอำนาจแบบประนีประนอม เพราะขั้วอำนาจของภูมิใจไทย จะเป็นฝั่ง “สิงห์แดง” และ “สิงห์บุรีรัมย์” แต่ด้วยความที่ “สิงห์ดำ” เป็นกลุ่มที่เชื่อมโยงกับอำนาจเดิม แต่กลุ่มอำนาจใหม่จะมาล้างไพ่ในกระทรวงมหาดไทย เลยไม่ได้ ซึ่งจะต่างจากสมัยยุคคุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีแล้วเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว


จากท่าทีของนายกฯ ที่มีต่อการประชุมในระดับผู้ว่าที่ จ.ภูเก็ต ก่อนจะมีการสั่งย้ายรองผู้ว่าฯ ดร.สติธร มองว่า เป็นการแสดงท่าทีแข็งขันของนายกฯ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีประเด็นเรื่อง ที่มีปัญหามาเฟียต่างชาติในพื้นที่และมีการย้ายปลัดจังหวัด แล้วก็เริ่มมีประเด็นที่เป็นการแผลงฤทธิ์ด้วยการที่ไลน์หลุด ที่มีการถกเถียงในประเด็นที่ว่า “ช่วยน้ำเงินด้วย” คราวนี้พอมีคนชงเรื่องเข้ามาในที่ประชุมของนายกฯ ที่ จ.ภูเก็ต เลยมีการสั่งการย้ายอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์การปรับเปลี่ยนในกระทรวงมหาดไทย อาจมีความวุ่นวายในการปรับเปลี่ยนไปในระดับหนึ่ง พอต่างฝ่ายต่างมีของดีก็เริ่มยันกันไว้ได้ โดยไม่มีใครสามารถล้างไพ่ใครได้แบบ 100% ขณะเดียวกัน คนที่เคยอยู่กับกลุ่มอำนาจเดิม บางส่วนก็อยู่เป็น มีการปรับตัวตามกระแสการเมือง เมื่ออำนาจการเมืองไม่สามารถรุกไล่เขาได้เต็มที่ จะสามารถประคองตัวเองอยู่ได้

อย่างผู้ว่าฯ ภูเก็ต ก็เป็นสาย “สิงห์ดำ” ที่ขึ้นสู่อำนาจได้ เมื่อมีฝั่งเพื่อไทยหนุน ซึ่งช่วงเวลานี้ก็พยายามประคองตัวเอง โดยนายกฯ ก็จะเป็นเหมือนตัวเชื่อมระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ในกระทรวงมหาดไทย แต่น่าสนใจว่า คราวนี้ ไม่มีใครกล้าล้างใครแบบสิ้นซาก


เกมอำนาจกระทรวงมหาดไทย ส่งผลต่อระยะยาวการเมือง


ดร.สติธร วิเคราะห์ว่า พรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะไปอยู่กระทรวงไหน มักวางคนของตัวเองไว้ในตำแหน่งที่สำคัญ และเป็นการวางเกมยาวในแนวทางยุทธศาสตร์ ถือเป็นเครื่องมือหลักในทางการเมือง จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาสั้นเพียง 2 เดือน หลังจากที่เข้ามาในมหาดไทยได้ก็มีการกระชับอำนาจ จนกลไกของรัฐเข้าทางการเมือง

...

ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มว่าการวางขุมกำลังอำนาจในมหาดไทยในครั้งนี้ จะทำให้ฝั่งสีน้ำเงินมีอำนาจอยู่ยาวทางการเมืองนานกว่าเดิม และไม่แน่ว่า ถ้าไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้า แล้วกระทรวงมหาดไทย ยังอยู่ในมือของพรรคภูมิใจไทย จะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น

“ท่าทีของฝั่งสีน้ำเงิน เป็นการทำงานแบบซื้ออนาคต เป็นสิ่งที่ข้าราชการประจำชอบ เพราะดูแลดีจริงจัง ไม่ได้หยิบมาใช้แบบชั่วคราว แล้วปล่อยทิ้งขว้าง ซึ่งตอนนี้มีการวางฐานอำนาจไปตั้งแต่ระดับอำเภอ ขณะเดียวกันในระดับกระทรวงอื่นๆ ที่เครือข่ายอยู่ ก็จะวางคนในระดับนี้ ลงไปตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองไปจนถึงหัวหน้างานเป็นลำดับ”

ถ้ามองในเชิงการเมืองอาจเป็นการชิงความได้เปรียบ แต่อย่าลืมว่าหน้างานของข้าราชการคือ การบริการประชาชน จึงต้องดึงศักยภาพขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่เอามาเป็นเครือข่ายการเมืองอย่างเดียว เพราะต้องยอมรับว่ากลไกในระดับพื้นที่ของมหาดไทย ก็หย่อนยานในระดับหนึ่ง ขณะที่ข้าราชการบางส่วนก็หมกมุ่นกับการเติบโตทางราชการของตัวเองมากเกินไป ตัวอย่างเช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด ย้ายมาเพียง 6 เดือน ก็ย้ายตำแหน่ง เลยทำให้คนที่เป็นผู้ว่าไม่ได้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้กับคนในพื้นที่ได้รับรู้ ทั้งที่ควรอยู่ยาวสัก 1 – 2 ปี สิ่งนี้เป็นประเด็นที่คุณอนุทิน ต้องใช้โอกาสในการวางรากฐานการทำงานให้กับประชาชนไว้ให้มากกว่านี้