เด็กไทยยิ่งโตยิ่งอ้วน ผลสำรวจล่าสุด หมอพบต้นเหตุกินอาหารแปรรูป ไขมัน – โซเดียม เด็กอายุ 6-14 ปี มีน้ำหนักเกินอยู่ในภาวะอ้วน 27.4% ส่วนเด็ก 62.7% มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เสี่ยงเป็นระเบิดเวลาโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
ข้อมูลจากผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย โดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567-2568) สะท้อนภาพสถานการณ์เด็กไทยที่กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพและสังคมหลายมิติ โดยเฉพาะโรคอ้วน ที่มาจากพฤติกรรมเสี่ยงที่ส่งผลต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรค NCDs ในระยะยาว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ
วันนี้ 15 มิถุนายน 69 คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงผลสำรวจ “สุขภาพเด็กไทย: ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญสู่โรค NCDs” จากข้อมูลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 พ.ศ. 2567-2568 โดยจากผลวิจัยพบว่า เด็กอายุ 6-14 ปี มีน้ำหนักเกินและอยู่ในภาวะอ้วน 27.4% ขณะเดียวกันพบว่า เด็ก 62.7% มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เสี่ยงเป็นระเบิดเวลาในเรื่องของภาวะอ้วน
รองศาสตราจารย์ ดร.วราภรณ์ เสถียรนพเก้า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า จากผลสำรวจพบเด็กไทยบริโภคอาหารแปรรูปและแปรรูปขั้นสูงที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค NCDs ได้แก่ อาหารที่มีไขมัน โซเดียม หรือแป้ง น้ำตาลสูง ในสัดส่วนที่สูง คือพบถึง 9 รายการใน 20 อันดับอาหารที่เด็ก 2-14 ปี กินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวัน เช่น ขนมกรุบกรอบ ที่เด็กนิยมกินมากที่สุด โดยกินเป็นประจำทุกวันหรือเกือบทุกวันสูงถึงเกือบ 40% รองลงมา ได้แก่ นมที่มีรสหวาน น้ำอัดลม น้ำหวาน ลูกชิ้นทอด ไส้กรอกทอด นมเปรี้ยวชนิดดื่ม ไอศกรีม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ลูกอม และช็อกโกแลต เป็นต้น
...
และยังพบความแตกต่างตามภูมิภาค เช่น กว่าครึ่งของเด็กในภาคอีสาน กินขนมกรุบกรอบทุกวัน หรือเกือบทุกวัน หรือ 1 ใน 3 ของเด็กในภาคอีสานและกลาง ดื่มน้ำอัดลมทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ในขณะเดียวกัน มีเด็กอายุ 2-14 ปีไม่ถึงครึ่ง (44.3%) ที่ดื่มนมรสจืดทุกวันตามคำแนะนำ โดยกรมอนามัย โดยพบว่าเด็กในภาคใต้ดื่มนมน้อยที่สุด (ดื่มทุกวันมีเพียง 24.5%) นอกจากนี้ยังพบว่าเมื่อเด็กโตขึ้นมีแนวโน้มดื่มนมลดลงโดยเด็กอายุ 2-5 ปี ดื่มนมทุกวัน 57.2% ในขณะที่เด็ก 12-14 ปี ดื่มนมทุกวันเพียง 22.8%
ภาวะเด็กอ้วน ส่งผลต่อระบบสุขภาพในอนาคต
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ให้ความเห็นจากผลสำรวจว่า ภาวะโรคอ้วนในเด็ก ซึ่งครอบคลุมทั้งสาเหตุ ผลกระทบต่อสุขภาพ ปัญหาในระดับนโยบาย และแนวทางแก้ไขสำหรับครอบครัว ควรมีรายละเอียดดังนี้
1. ความเสี่ยงด้านสุขภาพและระบบภายในร่างกาย
ไขมันในเลือด เด็กที่อ้วนหรือมีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ มักมีระดับ HDL ไขมันดีต่ำ และมีระดับ LDLและคอเลสเตอรอล ไขมันไม่ดีสูง ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ต่อร่างกาย
อาการเฉียบพลันและโรคแทรกซ้อน ภาวะอ้วนส่งผลให้เกิดอาการนอนกรน หยุดหายใจขณะหลับ หอบหืด และที่สำคัญคือพบความสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้นระหว่าง โรคอ้วนกับโรคไตในเด็ก
ความเสี่ยงระยะยาว หากปล่อยไว้จะนำไปสู่โรคไขมันในเลือดและโรคหัวใจเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
2. สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบัน
พฤติกรรมเนือยนิ่ง เด็กในปัจจุบันมีสภาวะ “ติดจอ” สูงมาก ทำให้กิจกรรมทางกายน้อยลง
วิถีการบริโภค อาหารเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนอย่างชัดเจน มีการบริโภคอาหารแปรรูปขั้นสูง ที่มีน้ำตาลและไขมันสูง รวมถึงเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างชาไขมุก
ด้านความแตกต่างทางเพศและวัย มักพบภาวะอ้วนในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ ผู้หญิงมีโอกาสอ้วนง่ายกว่า เนื่องจากปัจจัยด้านฮอร์โมน
...
ข้อมูลล่าสุดพบว่ากลุ่มผู้ชายวัยทำงานตอนต้นเป็นกลุ่มที่มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง
3. ผลกระทบต่อระบบสาธารณสุข
ภาระทางการแพทย์ การรักษาเด็กอ้วนทำได้ยากกว่าและต้องใช้ทรัพยากร อุปกรณ์ รวมถึงงบประมาณที่สูงกว่าปกติ
งบประมาณสปสช. ปัจจุบันงบประมาณด้านสาธารณสุขพุ่งสูงขึ้น จนเกือบจะควบคุมไม่ได้ เนื่องจากการเน้นไปที่ “การรักษา” เมื่อป่วยแล้ว แทนที่จะเน้น “การป้องกัน” ตั้งแต่วัยเด็ก หากจำนวนผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง จะส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
4. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
การควบคุมสภาพแวดล้อม ควรมีมาตรการควบคุมการโฆษณาอาหารที่มุ่งเป้าไปที่เด็ก และจำกัดการเข้าถึงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งในชุมชน รอบโรงเรียน และภายในโรงเรียน
มาตรการภาษี แม้จะมีภาษีน้ำหวานแล้ว แต่พบว่าผู้ผลิตบางรายเลี่ยงโดยการลดราคาหรือลดขนาดบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ราคาเท่าเดิม จึงต้องมีการตรวจสอบว่าผู้ผลิตปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่
ต้นแบบจากต่างประเทศ มีการยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นที่มีกฎหมายเกี่ยวกับภาวะอ้วน ซึ่งอาจเป็นแนวทางในอนาคตหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น
5. แนวทางแก้ไขสำหรับสถาบันครอบครัว
ปรับทัศนคติ ครอบครัวต้องเลิกมองว่า “เด็กอ้วนคือเด็กน่ารัก” แต่ต้องตระหนักว่าคือน้ำหนักที่เกินเกณฑ์มาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
...
เด็กไทย อยู่ในภาวะครอบครัวหย่าร้างสูง
...
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงเริงฤดี ปธานวนิช หัวหน้าโครงการสำรวจฯ กล่าวว่า จากข้อมูลการสำรวจพบว่า เด็กไทยเติบโตมาในครอบครัวที่เปราะบางมากขึ้นอัตราการหย่าร้างของพ่อแม่เด็กเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2557-2568) จาก 14% เพิ่มเป็น 25% และเด็ก 39% ถูกเลี้ยงโดยปู่ย่าตายายเป็นหลัก นอกจากนี้พบว่าเด็กสนิทกับพ่อแม่น้อยลง และเลือกเก็บปัญหาไว้กับตนเองมากขึ้นจาก 6% เป็น16% ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพจิตและพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ตามมา โดยผลการสำรวจพบว่า เด็กไทยอายุ 10-14 ปี จำนวน 1 ใน 5 หรือประมาณ 750,000 คน มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า และในจำนวนนี้ประมาณ 30,000 คนอยู่ในระดับรุนแรงถึงรุนแรงมาก
ผลสำรวจยังพบว่า เด็กเข้าถึงสารเสพติดเช่น บุหรี่และสุราได้ง่ายขึ้น โดยเด็กส่วนใหญ่อยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่ และร้านขายสุราในระยะเดินถึง ซึ่งเด็กที่อาศัยอยู่ใกล้ร้านขายบุหรี่และสุรามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่และดื่มสุราเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5-1.6 เท่า รวมทั้งการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กไทยมีอัตราการสูบบุหรี่สูงขึ้นโดยเด็กอายุ 10-14 ปีสูบบุหรี่ เพิ่มขึ้น 4 เท่า (จาก 0.5% เป็น 2%)ส่วนวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี เพิ่ม 1.2 เท่า (จาก 12.8% เป็น 15.6% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของประเทศที่ตั้งไว้ที่ต่ำกว่า 8%) โดยเฉพาะเด็กหญิงมีอัตราการเคยทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นสูงถึง 60 เท่า
นอกจากนี้ การเข้าสู่สังคมดิจิทัล ส่งผลให้เด็กไทยใช้เวลาอยู่หน้าจอมากขึ้นและเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำในทุกช่วงวัย เช่น เด็กอายุ 10-14 ปีใช้เวลาหน้าจอรวมเฉลี่ยสูงถึง 8.3ชั่วโมงในวันหยุด และ 6.7 ชั่วโมงในวันธรรมดา โดยเน้นการเล่นเกมมากกว่าเพื่อการเรียนเฉลี่ย 8 เท่า ซึ่งการสำรวจยังพบว่าเด็ก 10-14 ปี เพียง 1 ใน 5 ที่มีกิจกรรมทางกายอย่างน้อยวันละ 60 นาทีทุกวันตามคำแนะนำของกรมอนามัยและองค์การอนามัยโลก ในอีกด้านการที่เด็กเข้าถึงสื่อต่าง ๆ ง่ายขึ้นทำให้เด็กเปิดเผยตัวตนและยอมรับความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการสำรวจพบว่า สัดส่วนของประชากรเพศหลากหลายในเด็กอายุ 10-14 ปีสูงถึง 8.9% และวัยรุ่นอายุ 15-19 ปีสูงถึง 11.4% (ขณะที่ในผู้ใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไปพบต่ำกว่า 3%)