"เพื่อนพึ่ง (ภาฯ)" กับภารกิจป้องกัน-ช่วยเหลืออุทกภัย หนึ่งในพระกรณียกิจอันทรงคุณค่าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2538 ตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็น นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ
เริ่มแรกเป็นเพียงโครงการอาสาช่วยเหลืออุทกภัยครั้งใหญ่ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2538 จากนั้นได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จนได้จัดตั้งเป็นมูลนิธิที่ผู้บริจาคสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 และได้ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ปัจจุบันดำเนินการมามากกว่า 30 ปี มีความชำนาญในด้านการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยแบบครบวงจร เชื่อมโยง สนับสนุน และร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และประชาชนเข้าด้วยกัน เพื่อการบรรเทาทุกข์ที่เกิดจากอุทกภัย โดยปัจจุบันมีจำนวนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) อาสามากกว่า 2 หมื่น
...
ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ ป้องกันภัยน้ำท่วม หากรู้ล่วงหน้าและหาทางป้องกันได้ก่อน แม้จะเพียงบางส่วนก็สามารถลดความสูญเสียได้ โดยทางมูลนิธิฯ มีโครงการในการเฝ้าระวังก่อนเกิดภัยพิบัติ ติดตั้ง “สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ” หรือ Automated Telemetry station เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ โดยจะทำหน้าที่ในการตรวจวัดข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำฝน ระดับน้ำในลำน้ำ และส่งสัญญาณข้อมูลไปยังคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ จากนั้นเจ้าหน้าที่จะประมวลผลปริมาณน้ำหากเกินเกณฑ์ที่กำหนดก็จะมีการส่ง SMS แจ้งเตือนไปยังชุมชนเสี่ยง
สถานีโทรมาตรอัตโนมัติ แห่งแรกติดตั้งใน จ.อุตรดิตถ์ ในปี พ.ศ.2549 หลังเกิดอุทกภัยใหญ่ ใน อ.ลับแล มีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก จากนั้นในปี 2550 ได้ติดตั้งเพิ่มเติมในพื้นที่ที่เคยประสบภัยน้ำท่วม จ.อุตรดิตถ์ และ จ.แพร่ รวม 9 สถานี และเพิ่มอีก 14 จุดในพื้นที่ จ.น่าน และ จ.สกลนคร ในปี 2562
ต่อมาในปี 2563 ทางมูลนิธิฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ 7 หน่วยงาน คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมอุทยานฯ กรมป่าไม้ กสทช. และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน) ในโครงการติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ บริเวณป่าต้นน้ำจำนวน 510 แห่ง ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และต่อมาในปี 2567 ได้ร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน คือ สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกองทัพบก ซึ่งข้อมูล ณ 31 ส.ค.2567 ได้มีการติดตั้งแล้ว 242 สถานีทั่วประเทศ
ไม่เพียงแค่ดูแลพสกนิกรภายในประเทศ แต่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ยังมีพระราชดำริให้ขยายความร่วมมือในการติดตั้งสถานีโทรมาตรอัตโนมัติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ สปป.ลาว จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2561 ที่แขวงอัตตะปือ ทางตอนใต้ของประเทศ เนื่องจากการพังทลายของเขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย และปริมาณน้ำฝนที่ถล่มอย่างหนัก และได้ลงนาม MOU ในการแลกเปลี่ยนข่าวสารการเฝ้าระวังน้ำท่วม
ทางมูลนิธิฯ ยังได้สนองพระดำริ โดยวางแผนติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ ไปยังเมียนมา เพื่อป้องกันการสูญเสียของทั้ง 2 ประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่แม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนที่สำคัญและเจอปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี โดยในปี 2567 ได้มีการติดตั้งแล้ว 3 สถานีในจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา
นอกจากการติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ แล้ว เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงมีพระราชดำริ ให้จัดตั้ง “เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” ในพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบอุทกภัยบ่อยๆ โดยได้ฝึกอบรมอาสาสมัคร ในชุมชนเสี่ยง 19 ชุมชน ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีในการเตือนภัยก่อนเกิดภัยพิบัติ และช่วยเหลือดูแลกันในชุมชนของตนเอง ทำให้เกิดเป็นการเฝ้าระวังภัยพิบัติอย่างยั่งยืน โดยเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงให้ความสำคัญกับการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนความรู้ ทรงเสด็จลงพื้นที่ไปเปิดการประชุมหลักสูตรการบริหารจัดการภัยพิบัติให้กับเครือข่ายเตือนภัยฯ ด้วยพระองค์เองอยู่บ่อยครั้ง
“การที่เราทำบรรเทาทุกข์มาเกือบ 30 ปี เพื่อเป็นการช่วยเหลือเวลาที่มีอุทกภัย ฉะนั้นการแจกถุงยังชีพพระราชทานก็ดี การมีโรงครัวพระราชทานก็ดี ถือเป็นการบรรเทาทุกข์ระยะสั้น แต่ถ้าเกิดว่าประชาชนได้รับทราบว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไรล่วงหน้าก่อน ก็จะสามารถอพยพหรือหลบหนีภัยเหล่านี้ได้”
...
ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิฯ ยกพระนโยบายของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ที่ได้มอบหมายให้ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าไปติดตั้งสถานีโทรมาตรฯ
บทพิสูจน์จากน้ำท่วมใหญ่เชียงราย
น้ำท่วมใหญ่เชียงรายเมื่อเดือนกันยายน 2567 ถือเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการทำงาน และหลักการพระราชทาน “เข้าก่อน ออกทีหลัง” ทำให้ทีมมูลนิธิฯ สามารถลงพื้นที่ช่วยเหลือได้ตั้งแต่วันแรก
นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการมูลนิธิฯ ผู้ลงพื้นที่พร้อมทีมงาน เผยว่า “เข้าก่อน ออกทีหลัง” คือทันทีที่ได้รับข้อมูลจากสถานีโทรมาตรฯ และแหล่งต่างๆ ทีมเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) อาสาฯ จะลงพื้นที่ และหากจุดนั้นขาดอุปกรณ์หรือเครื่องมือก็จะแจ้งเข้ามาขอกับมูลนิธิฯ ซึ่งทางมูลนิธิสามารถลงมติทางไลน์อนุมัติเงินจัดหาอุปกรณ์ให้ได้เลย ทั้งหมดนี้มาจากวิสัยทัศน์ขององค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ เพื่อให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันท่วงที
...
นายชายชัญ ศุภวีระกุล ที่ปรึกษาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) อาสาฯ เผยว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2567 วันแรกของภัยพิบัติ ทีมได้รับข้อมูลเตือนภัยจากระบบโทรมาตรอัตโนมัติว่าฝนตกหนัก จึงรีบขึ้นเหนือมาทันที และมาถึงในวันที่ 10 ก.ย.ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ทำนบเก็บน้ำฝั่งเมียนมาแตก น้ำทะลักเข้าท่วมเชียงราย ทีมอาสาฯ จึงเข้ารายงานตัวกับศูนย์ประสานงานจังหวัดเชียงราย และด้วยความพร้อมของเรือและอุปกรณ์ จึงถูกส่งไปช่วยเหลือในพื้นที่สีแดง สามารถช่วยคุณตาวัย 94 ปี และคุณยายวัย 88 ปี ออกมาได้ปลอดภัย หากไปช้ากว่านั้น 1-2 ชม.คาดว่าน้ำท่วมมิดหลังคาแน่
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพระอัจฉริยภาพอันกว้างไกลของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ที่ทรงพลิกโฉมการบรรเทาทุกข์จากการ “ตั้งรับ” สู่การ “ป้องกัน” ด้วยการผสานเทคโนโลยีโทรมาตรอัตโนมัติเข้ากับพลังของเครือข่ายอาสาสมัครในชุมชน
ภายใต้หลักการทรงงาน “เข้าก่อน ออกทีหลัง” มูลนิธิฯ ไม่เพียงแต่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่ยังสร้างระบบเตือนภัยที่ยั่งยืน ขยายขอบข่ายความช่วยเหลือเชื่อมสัมพันธ์สู่ประเทศเพื่อนบ้าน และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งยามยากที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างแท้จริง