ดราม่า TH-AI Passport แจก AI โปร คนไทย 5 ล้านคน “ดร.เรือบิน” ชี้ความคุ้มค่า หลังทดลองใช้พบอาจไม่ใช่ระดับโปร-พรีเมียม กังวลต่างชาติเก็บ “บิ๊กดาต้า”
วันนี้ (11 ม.ย.69) นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)พร้อมด้วย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเจเศรษฐ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ผู้บริหารกระทรวงดีอี และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา โครงการ TH-AI Passport ร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนที่สนใจ ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (อาคารซี) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
หลังมีการตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ หรือ ดร.เรือบิน ผู้เชี่ยวชาญBig Data ได้เข้าร่วมเวทีอภิปรายในครั้งนี้ ได้วิเคราะห์ว่า ข้อสังเกตเรื่องสเปคและประสิทธิภาพของโครงการ TH-AI Passport จากการรับทราบข้อมูลโครงการในปัจจุบัน ฝ่ายไอทีได้ตั้งข้อสังเกตสำคัญเกี่ยวกับระดับความสามารถของเทคโนโลยี
...
โดยกังวลว่าสเปคที่กำหนดไว้อาจจะ “ไม่โปร” เมื่อเทียบกับ AI ที่ใช้งานกันทั่วไปในปัจจุบัน ทั้งในรูปแบบที่เปิดให้ใช้งานฟรีและรูปแบบที่ต้องเสียเงินซื้อ ซึ่งนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ว่า สเปคของโครงการที่ออกมานั้น อาจไม่สามารถสู้เทคโนโลยีเวอร์ชัน Pro ได้ หรือแม้กระทั่งอาจจะมีประสิทธิภาพที่สู้เวอร์ชันที่เปิดให้ใช้งานฟรีไม่ได้ด้วยซ้ำ
ประเด็นดังกล่าวจะถูกพิสูจน์จากการใช้งานจริง ซึ่งคาดการณ์ว่า เมื่อมีการเปิดให้ใช้งาน สื่อมวลชนและผู้ใช้จะทำการทดสอบฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น การอัปโหลดรูป, การแต่งรูป, การร่างสปีช หรือการตรวจเอกสาร เพื่อดูว่าประสิทธิภาพของโครงการนี้ก้าวขึ้นไปถึงระดับ “โปร” จริงหรือไม่
จากการทดลองใช้ตัว Demo ในงานที่ผ่านมา พบข้อมูลว่า แม้จะมีการระบุว่าเป็น “สมอง” ตัวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับไม่เท่ากับ AI Pro เวอร์ชัน ที่ผมใช้ โดยตัว Demo ของโครงการตอบคำถามออกมาได้เพียง 3 ข้อเท่านั้น ในขณะที่ AI Pro ของผมสามารถตอบได้ละเอียดถึง 10 ข้อ ซึ่งในทางเทคนิคได้วิเคราะห์ว่า ความแตกต่างของประสิทธิภาพอาจอยู่ที่ ปลั๊กอิน, โค้ดต่าง ๆ และการจัดการ Data แบบLocal ซึ่งหากมีการจัดการข้อมูลเองก่อนส่งไป ก็อาจทำให้คุณภาพลดลงเมื่อเทียบกับการประมวลผลที่ต้นทางโดยตรง
ส่วนประเด็นเรื่องสถานที่จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญ โดยท่าทีของ Microsoft ในที่ประชุมระบุว่าจะไม่นำข้อมูลไปใช้เทรน AI ต่อ แต่กลับไม่ยอมตอบคำถามว่ามีการเก็บ และประมวลผลข้อมูลภายในประเทศไทยหรือไม่ โดยได้ออกจากที่ประชุมไปทันทีหลังจากแถลงเสร็จสิ้น
ในขณะเดียวกัน ทางอีกหน่วยงาน ได้ยอมรับว่ามีการส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ต่างประเทศจริง เนื่องจากเครื่องมือประมวลผลหลักหรือ “สมองของ AI” นั้นตั้งอยู่ที่นั่น ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนอาจารย์ได้อธิบายจำแนกขั้นตอนของข้อมูลออกเป็น 3 ส่วน คือ
1. การล็อกอินและพิมพ์คำถาม
2. การนำคำถามไปประมวลผลที่ “สมอง”
3. การนำข้อมูลไปพัฒนาต่อหรือเทรน AI (Training)
ความเชื่อมั่นต่อแพลตฟอร์มของภาครัฐ จากการทำเซอร์เวย์เบื้องต้นพบข้อมูลสะท้อนว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ไว้วางใจแพลตฟอร์มภาครัฐในการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อพิจารณาบทเรียนจากอดีต เมื่อมีเหตุการณ์ข้อมูลคนไทยหลุด สิ่งที่ภาครัฐควรปฏิบัติคือการขอโทษและปรับปรุงแก้ไข แต่บรรยากาศในปัจจุบันกลับมีการฟ้องร้องผู้ที่ชี้เบาะแสเรื่องข้อมูลหลุด ในขณะที่ข้อมูลก็ยังคงหลุดอยู่ จึงทำให้ประชาชนเกิดความกลัวที่จะเลือกใช้แพลตฟอร์มของไทย
...
ข้อเสนอแนะ เพื่อความคุ้มค่าและการลดทุจริต เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ผมได้ใช้ AI Pro ของตนเองร่างแนวทางปฏิบัติออกมาทั้งหมด 10 ข้อ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้โครงการคุ้มค่าเงินภาษี มีประสิทธิผล เป็นธรรม และลดโอกาสในการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งแนวทางดังกล่าวนั้น แนวทาง 2 ใน 10 ข้อได้รับความเห็นชอบจากท่านรองปลัดที่จะรับไปดำเนินการต่อในภาคปฏิบัติ นอกจากนี้ อาจารย์ยังเรียกร้องให้มีการเปิดเผยสัญญาและรายละเอียดของแพลตฟอร์ม เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าแพลตฟอร์มที่จะออกมานั้นมีหน้าตาและคุณภาพเป็นอย่างไร
ผมยืนยันว่า ไม่ต้องการล้มโครงการ และได้เสนอแนวทางแก้ไขทีโออาร์ โดยให้ใช้ “เอกสารแนบท้ายสัญญา” เพื่อกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องตรงตามมาตราต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ท้ายที่สุด โครงการนี้ควรเป็น Case Study (กรณีศึกษา) สำหรับโครงการ AI หรือโครงการดิจิทัลในอนาคตของภาครัฐ เพื่อลดช่องโหว่ด้านประสิทธิภาพ ภาษี ความเป็นธรรม และการทุจริต พร้อมทั้งเสนอให้ข้าราชการใช้ AI Pro ในการตรวจสอบและเขียนเรื่องต่าง ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและลดข้อกังขาเรื่องการทุจริตในระยะยาว
...
10 ข้อเสนอแนะสู่การแก้ไขสัญญา
โดยมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. เปิดบัญชีต้นทุนจริง ใช้ไม่หมดต้องคืนเงิน (Open-book & true-up)
ข้อเสนอ ให้ผู้รับจ้างเปิดต้นทุนจริงต่อหัว (ค่าสิทธิ/Token/คลาวด์) ถ้าใช้จริงน้อยกว่าที่ตั้งไว้ ต้องคืนส่วนต่างให้รัฐ
รัฐ/ประชาชนได้ เงินภาษีไม่รั่วเป็นกำไรส่วนเกิน ปิดช่อง “กินส่วนต่าง” ที่ถูกตั้งข้อสังเกต (เพราะ TORไม่มีเพดาน Token)
ทำได้เพราะ ม.97 (รัฐไม่เสียประโยชน์) + หลักความคุ้มค่า ม.8
2. จ่ายเงินตาม “ผลงานจริง” ไม่ใช่แค่ส่งรายงาน + กันเงินงวดท้าย
ข้อเสนอ จากเดิมจ่าย 20-20-20-20-20 (จ่าย 40% ใน 90 วันแลกแค่เอกสาร) ลดงวดต้น กันเงินประกันผล 10–15% จ่ายเมื่อครบ 1 ปีและผ่านเกณฑ์ และผูกการจ่ายกับ “ผู้ใช้งานจริง (active)” ไม่ใช่ยอดลงทะเบียน
รัฐ/ประชาชนได้ ไม่จ่ายเต็มถ้าคนใช้จริงต่ำกว่าเป้า 5 ล้านคน รัฐมีเครื่องมือต่อรองถึงวันสุดท้าย
ทำได้เพราะ ม.97 + หลักความคุ้มค่า ม.8
...
3. ตัดเงื่อนไขให้เอกชน “ออกค่าเดินทาง–ดูงานต่างประเทศ” ให้เจ้าหน้าที่รัฐ
ข้อเสนอ ค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก เบี้ยเลี้ยง และดูงานต่างประเทศของเจ้าหน้าที่ (รวมกรรมการตรวจรับ) ให้เบิกจากงบราชการ ไม่ใช่จากผู้รับจ้าง
รัฐ/ประชาชนได้ ผู้ตรวจรับเป็นกลาง ไม่เกรงใจคนจ่ายเงินให้ ปิดช่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ทำได้เพราะ เลี่ยงความเสี่ยงผิด *ม.127/128 พ.ร.ป.ป.ป.ช. 2561 (ห้ามเจ้าพนักงานรัฐรับประโยชน์จากคู่สัญญา)
4. ตัด/รื้อรายการสื่อโฆษณาที่อาจเหมือนเอื้อให้รายเดียว
ข้อเสนอ ยกเลิกการผูกสื่อจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อ 6,000 จอ/1,500 สาขา (ที่มีผู้ถือสิทธิรายเดียว) เปิดให้ใช้สื่อทดแทนได้ และจ่ายค่าสื่อตามใบเสร็จจริง ห้ามบวกกำไรซ้อน
รัฐ/ประชาชนได้ งบไปลงที่ตัว AI และหลักสูตรมากขึ้น ตอบข้อครหาเอื้อกลุ่มทุนสื่อ
ทำได้เพราะ ม.97 + หลักการแข่งขันเป็นธรรม ม.8
5. หลักสูตร–แพลตฟอร์ม–โค้ด ต้องตกเป็นของรัฐ
ข้อเสนอ ขยายข้อกรรมสิทธิ์ (เดิม TOR ข้อ 15.1 ครอบคลุมแค่เอกสาร) ให้รวมหลักสูตร 96 เรื่อง สื่อ ระบบ AI Agent และซอร์สโค้ด เป็นของรัฐแบบถาวร ไม่มีค่าลิขสิทธิ์เพิ่ม
รัฐ/ประชาชนได้ ลงทุน 1.6 พันล้าน แล้วเหลือสินทรัพย์ใช้ต่อได้ ไม่ใช่จ่ายแล้วหายหลัง 1 ปี
ทำได้เพราะ ม.97 (เพื่อประโยชน์รัฐ) + หลักความคุ้มค่า ม.8
6. เปิดเผยผู้รับช่วงงาน–ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง + ให้ สตง. ตรวจได้
ข้อเสนอ เปิดรายชื่อผู้รับช่วงงาน สมาชิกกิจการร่วมค้า สัดส่วนงาน และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง(beneficial ownership) ให้ สดช./สตง. ตรวจบัญชีและใบเสร็จได้ตลอดสัญญา + 5 ปี
รัฐ/ประชาชนได้ ตรวจสอบได้จริง ป้องกันการโยกงานให้พวกพ้อง
ทำได้เพราะ ข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ม.17–19 + อำนาจตรวจสอบของ สตง.
7. สอบทานราคาด้วยผู้ประเมินอิสระ
ข้อเสนอ ให้คนกลางเทียบราคาตลาดของค่าสิทธิ AI/คลาวด์ และปรับลดรายการที่แพงเกินตลาด
รัฐ/ประชาชนได้ ตอบข้อสงสัยที่ว่า “บริษัททำราคากลางเป็นผู้ชนะเอง เสนอต่ำกว่าราคากลางแค่ 1.5%”
ทำได้เพราะ ม.97 (รัฐไม่เสียประโยชน์)
8. เพิ่มค่าปรับให้ “เจ็บจริง” + แก้เกณฑ์ SLA ที่ขัดกันเอง
ข้อเสนอ ขึ้นอัตราค่าปรับแบบขั้นบันได (เดิม 0.001%/ชม. ≈ 16,500 บาท เบาเกินไป) และแก้เกณฑ์ที่ขัดกัน (ดาวน์ไทม์ 216 นาที vs SLA 99.95%) ให้ใช้มาตรฐานที่เข้มกว่า
รัฐ/ประชาชนได้ ระบบล่มน้อยลง ผู้ใช้บริการได้คุณภาพจริง
ทำได้เพราะ ม.97 (เพื่อประโยชน์รัฐ/สาธารณะ)
9. คุมข้อมูลคนไทยไม่ให้ไหลออกนอกประเทศจริง
ข้อเสนอ บังคับทำสัญญากับเจ้าของโมเดลทุกราย ห้ามนำ prompt/ข้อมูลไปฝึก AI (no-training) ระบุที่ตั้งประมวลผล ส่งรายงานผลกระทบข้อมูล (DPIA) ก่อนเปิดบริการ
รัฐ/ประชาชนได้ คำมั่น “ข้อมูลอยู่ในไทย” เป็นข้อผูกพันบังคับได้ ไม่ใช่แค่คำโฆษณา
ทำได้เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) 2562 ม.28/29
10. ความต่อเนื่องหลัง 1 ปี + ส่งคืนผลงานให้ประชาชน
ข้อเสนอ ก่อนลบข้อมูลใน 30 วัน ให้ส่งมอบข้อมูล/หลักสูตร/ใบรับรองในรูปแบบใช้ต่อได้ และให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดผลงาน–ประวัติเรียนของตนได้ พร้อมทางเลือกต่ออายุในราคาที่ตกลงล่วงหน้า
รัฐ/ประชาชนได้ ประชาชนไม่เสียผลงานเมื่อหมดสิทธิ์ รัฐไม่ถูกล็อกไว้กับเจ้าเดียว (vendor lock-in)
ทำได้เพราะ ม.97 + หลักความคุ้มค่า ม.8