เปิดสถิติล่าสุดและพิกัดคนเร่ร่อนในกรุงเทพฯ เจาะลึกปมปัญหาทำไมช่วยเหลือแล้วยังกลับมาเร่ร่อนซ้ำ พร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาของกระทรวง พม. ที่เปลี่ยนวิธีทำงานจาก “จับ-กักตัว” สู่การสร้าง “บ้าน-งาน-สิทธิ” เพื่อดับไฟที่ต้นตอและส่งพวกเขากลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี

ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร มีคนไร้บ้านอยู่เป็นจำนวนมาก จากข้อมูลสถิติคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำปี 2566 พบว่า กรุงเทพมหานครมีคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อน จำนวนทั้งสิ้น 1,271คน โดยพื้นที่ ที่พบมากที่สุด คือเขตพระนคร จำนวน 585 คน คิดเป็นร้อยละ 46.03 ของจำนวนทั้งหมด โดยมักอาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สาธารณะสำคัญ เช่น สนามหลวง ถนนราชดำเนิน คลองหลอด และรอบสถานที่ราชการหรือแหล่งชุมชนขนาดใหญ่


โดยพื้นที่ที่มีจำนวนน้อยรองลงมา ได้แก่

เขตจตุจักร จำนวน 96 คน คิดเป็นร้อยละ 7.55

เขตยานนาวา จำนวน 78 คน คิดเป็นร้อยละ 6.14

เขตบางกอกน้อย จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 4.64 และ

...

เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย จำนวน 47 คน คิดเป็นร้อยละ 3.70 ตามลำดับ

ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การคมนาคม และพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ ยังคงเป็นจุดหลักที่คนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนใช้ในการดำรงชีวิตและพักอาศัยในกรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันจากข้อมูลการใช้บริการศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร ของคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อน ระหว่างเดือน ตุลาคม 2568 - ปัจจุบัน พบว่า กรุงเทพมหานครมีคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อน จำนวนทั้งสิ้น 213 คน โดยพื้นที่ที่พบคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนมากที่สุด คือ

เขตปทุมวัน จำนวน 59 คน คิดเป็นร้อยละ 27.70

เขตพระนคร จำนวน 55 คน คิดเป็นร้อยละ 25.82

เขตจตุจักร จำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 16.43

เขตหลักสี่ จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 3.76 และ

เขตอ่อนนุช จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ 1.88 ตามลำดับ




การจัดการและคุณภาพชีวิตคนเร่ร่อนเป็นอย่างไร ?


กรณีคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อน มีการดำเนินงานในระดับปกติ

ในปัจจุบัน กระทรวง พม. ได้ปรับวิธีการทำงาน จาก “จับ บังคับ กักตัว ยกตัว” เปลี่ยนเป็นการเข้าหาด้วยสันติวิธีและใช้ความเป็นวิชาชีพ เพื่อเข้าถึงตัวคนไร้บ้านและทราบปัญหาที่แท้จริง

โดยหากพบเห็นว่ามีคนไร้บ้านหรือคนไร้ที่พึ่งที่ไม่ได้มีอาการเจ็บป่วยทางจิต กระทรวง พม. จะพาบุคคลดังกล่าวไปตรวจร่างกายและคัดกรองโรคติดต่อจากแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคสู่ผู้ใช้บริการคนอื่นๆ ในวงกว้างภายในหน่วยงาน 

การดำเนินงานด้านการคุ้มครองและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของคนไร้ที่พึ่งและคนเร่ร่อน จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการทำงานร่วมกันของทีมสหวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา และบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิทธิขั้นพื้นฐาน

โดยตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิและบำบัดฟื้นฟู ภายใต้แนวทางการจัดสวัสดิการสังคม สิทธิมนุษยชน และหลักความยินยอมของกลุ่มเป้าหมาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้ที่พึ่ง รวมถึงกลุ่มคนเร่ร่อน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการสำรวจข้อมูล สอบถามสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคล เพื่อนำไปสู่การวางแผนให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมตามบริบทของแต่ละราย

...

คนไร้ที่พึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร จึงถือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ แต่บทบาทในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 นั้น ไม่มีบทกำหนดโทษสำหรับกลุ่มเป้าหมาย ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ระบุว่า กรณีที่บุคคลใดถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดเกี่ยวกับการพักอาศัยในที่สาธารณะ ตามกฎหมายหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เจ้าหน้าที่ส่งตัวคนไร้ที่พึ่งนั้น ไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหรือศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ทั้งนี้ โดยความยินยอมของคนไร้ที่พึ่ง

ในประเด็นข้อกฎหมายท้องถิ่น ที่บังคับใช้ คือ พระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 โดยสรุป มาตรา 37 ห้ามหลับนอนในที่สาธารณะ การฝ่าฝืนเป็นการกระทำเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 37 โทษปรับ 500 บาท โดยที่ มาตรา 43 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมีหน้าที่รับผิดชอบการปฏิบัติของพนักงานเจ้าหน้าที่ 

ดังนั้นผู้ที่จะกระทำหน้าที่จัดการปัญหาในเบื้องต้น นอกจากจะเป็นบทบาทการมีส่วนร่วมแล้ว จำเป็นต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เนื่องจาก กระทรวง พม. ไม่มีบทบาทหน้าที่ในการ จับ ปรับ กุมขัง หรือกระทำการอื่นใดอันเป็นละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่กฎหมายกำหนด

โดยการดำเนินการดังกล่าวจะต้องตั้งอยู่บนหลักการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยไม่อาจดำเนินการบังคับ เคลื่อนย้าย หรือจำกัดเสรีภาพของบุคคลในพื้นที่สาธารณะได้ หากไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีเหตุอันชอบด้วยกฎหมายรองรับ

โดยหากประชาชนพบเจอคนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อน สามารถแจ้งไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผ่านช่องทางสายด่วน 1300 หรือแอปพลิเคชัน “พม. Smart” หรือสำนักงานเขตในพื้นที่ เพื่อบูรณาการทำงานช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายร่วมกันต่อไป

...


กรณีการปฏิบัติงานเชิงรุก

กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ มีการจัดตั้งจุดบริการประสานงานคนไร้บ้าน (Drop in) ในพื้นที่สาธารณะ สัปดาห์ละ 2 วัน ในพื้นที่ บ้านอิ่มใจ บริเวณอาคารสำนักงานประปา สาขาแม้นศรี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และ ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เขตพระนคร ซึ่งเป็นจุดใหญ่ที่คนไร้บ้านรวมตัวกันอยู่

เพื่อบริการและให้ความช่วยเหลือ ด้านการคุ้มครองสิทธิและบริการพื้นฐาน เช่น แนะนำการเข้าถึงสิทธิ/สวัสดิการ การทำบัตรประชาชน ในด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการพึ่งพาตนเอง เช่น บริการด้านสุขภาพ การส่งกลับภูมิลำเนา การหาที่พักอาศัยชั่วคราว การจัดหางาน และการสงเคราะห์เร่งด่วนและบริการอื่น ๆ เช่น มอบถุงยังชีพ อาหาร อาบน้ำ ตัดผม และบริการซักผ้า

ตาราง แสดงจำนวนผู้ใช้บริการจุดประสานงานคนไร้บ้าน (Drop in) ของศูนย์คุ้มครองและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 - เมษายน 2569

การให้บริการ

จำนวนผู้ใช้บริการ(คน)

  ด้านการคุ้มครองสิทธิและบริการพื้นฐาน

  1. แนะนำสิทธิ /สวัสดิการ

704

  2. ทำบัตรประชาชน

220

  ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการพึ่งพาตนเอง

  3. บริการด้านสุขภาพ

408

  4. ส่งกลับภูมิลำเนา

0

  5. ที่พักอาศัยชั่วคราว

0

  6. จัดหางาน

0

  การสงเคราะห์เร่งด่วนและบริการอื่น ๆ

  7. มอบถุงยังชีพ

0

  8. อื่น ๆ (อาหาร อาบน้ำ 
ตัดผมและ

   บริการซักผ้า)

396

...




กรณีผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน

“ผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน” กลุ่มที่มีภาวะความผิดปกติทางจิตหรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช และใช้ชีวิตเร่ร่อนหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง โดยขาดผู้ดูแลหรือระบบสนับสนุนทางสังคมที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีวิต การดูแลตนเอง และการเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งผู้ป่วยจิตเวชเร่ร่อน เป็นกลุ่มเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือทั้งด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคมและการคุ้มครองสวัสดิภาพ ผ่านการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานด้านสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถกลับคืนสู่การใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างเหมาะสมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการมีแนวทางการดำเนินงานภายใน พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การนำบุคคลที่มีภาวะอันตรายหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษาให้ได้รับการบำบัดรักษา  โดยผู้ที่พบเห็นสามารถแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้ดำเนินการพาบุคคลนั้นไปยังโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานบำบัด เพื่อให้บุคคลผู้นั้นได้เข้ารับการรักษาอาการทางจิตหรือพฤติกรรมผิดปกตินั้นในโรงพยาบาล แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ยินยอมเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็ตาม

มาตรา 23 ผู้ใดพบบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าบุคคลนั้นมีความผิดปกติทางจิต คือมีภาวะอันตรายหรือมีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา ให้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือตำรวจโดยเร็ว

มาตรา 24 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือตำรวจได้รับแจ้ง หรือพบบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าบุคคลนั้นมีความผิดปกติทางจิต ให้ดำเนินการนำตัวผู้นั้นไปยังสถานพยาบาล เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย โดยการนำตัวบุคคลดังกล่าวไปสถานพยาบาล จะไม่สามารถผูกมัดร่างกายของบุคคลนั้นได้ เว้นแต่ความจำเป็น เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อบุคคลนั้นเอง บุคคลอื่น หรือทรัพย์สินของผู้อื่น

การดำเนินการของกระทรวง พม. จะเริ่มจากการสิ้นสุดการรักษาของโรงพยาบาล อาศัยความตามมาตรา 40 ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการบำบัดรักษาจนอาการทุเลา ให้แจ้งญาติมารับกลับ ในกรณีที่ไม่มีผู้รับดูแลให้แจ้งหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการ ไม่มีสิทธิ์จำหน่ายผู้ป่วยกลับบ้านเอง

ในทางปฏิบัติแม้ว่ากระทรวง พม. จะได้รับแจ้งกรณีผู้ป่วยทางจิต แต่ก็จำเป็นต้องประสานไปยังพนักงานเจ้าหน้าที่ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อนำส่งผู้ป่วยจิตเวช เข้าสู่การรักษาพยาบาลให้หายป่วยก่อนดำเนินการในลักษณะอื่น ซึ่งกระทรวง พม. จะดำเนินการประสานกับทางโรงพยาบาลสุขภาพจิต เพื่อร่วมประเมินและคัดกรองและต้องมั่นใจว่าผู้ป่วยสิ้นสุดการรักษา มีอาการทุเลาลงโดยแท้จริง เนื่องจากกระทรวง พม. เป็นหน่วยงานรองรับซึ่งยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่การสาธารณสุข นักจิตวิทยา นักกายภาพบำบัด

โดยรวม ในด้านการบริหารจัดการ ภาครัฐได้ดำเนินการภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพ มากกว่าการใช้มาตรการบังคับ อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดในเชิงระบบ ทั้งในด้านศักยภาพของสถานคุ้มครองที่ยังไม่เพียงพอ และลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่มีความซับซ้อน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตหรือการใช้สารเสพติด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลแบบบูรณาการระยะยาว




ทำไมคนเร่ร่อนบางส่วนถึงกลับมาเร่ร่อนอีก ?

การที่คนเร่ร่อนกลับเข้าสู่ภาวะเร่ร่อนซ้ำในบางกลุ่มนั้น มาจากหลายสาเหตุ

1. ความขัดแย้งที่ยังไม่คลี่คลาย กว่า 52% ของคนไร้บ้านมีปัญหาครอบครัวรุนแรงมาก่อน เมื่อถูกส่งกลับบ้านแต่ต้นเหตุของปัญหา เช่น การทะเลาะเบาะแว้ง การใช้ความรุนแรง ยังอยู่ ทำให้พวกเขาเลือกที่จะออกมาเร่ร่อนอีกครั้งเพราะรู้สึกสบายใจกว่า

2. ไม่อยากเป็นภาระ หลายคนมีทัศนคติที่ไม่อยากเบียดเบียนลูกหลานหรือคนในครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อตนเองไม่มีรายได้ จึงสมัครใจออกมาใช้ชีวิตเพียงลำพัง

3. คนไร้บ้านบางส่วนยังไม่ประสงค์เข้ารับบริการจากภาครัฐ เนื่องจากยังคงเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการดำรงชีวิตและสามารถประกอบอาชีพได้ด้วยตนเอง รวมทั้งสถานสงเคราะห์บางแห่งมีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนมาก ทำให้คนเร่ร่อนที่ยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ไม่อยากอยู่อาศัยร่วมด้วย

4. การติดสุราหรือสารเสพติด ภาวะเสพติดทำให้ยากต่อการปรับตัวเข้าสู่ระบบงานหรือสังคมปกติ หากไม่ได้รับการบำบัดอย่างต่อเนื่อง ก็มักจะกลับเข้าสู่วงจรเดิม

5. สังคมมักมีภาพจำเชิงลบ ทำให้คนเร่ร่อนขาดโอกาสในการจ้างงานอย่างเป็นธรรม ส่งผลให้พวกเขาขาดรายได้เลี้ยงชีพอย่างยั่งยืน

จะเห็นว่าภาพรวม การแก้ไขปัญหาในอดีตอาจยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้อย่างครบวงจร โดยเฉพาะในมิติของการสร้างความมั่นคงในชีวิตหลังการฟื้นฟู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน ที่อยู่อาศัย หรือความสัมพันธ์ทางสังคม ดังนั้นแนวทางในปัจจุบันจึงควรมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการออกแบบระบบรองรับที่ยั่งยืน 

โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร หรือพื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน พื้นที่เมือง ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่คนไร้บ้านหรือคนเร่ร่อนจำนวนหนึ่งเลือกเข้าไปพำนักหรือปักหลักอาศัย เนื่องจากเป็นแหล่งเศรษฐกิจที่มีโอกาสในการประกอบอาชีพและมีงานรับจ้างรายวันรองรับ




การแก้ปัญหาที่ผ่านมา

ที่ผ่านมา ภาครัฐได้ปรับบทบาทจากการสงเคราะห์ ไปสู่การสร้างโอกาส โดยมีมาตรการสำคัญ เช่น การสนับสนุนที่อยู่อาศัยในรูปแบบร่วมจ่าย การส่งเสริมการมีงานทำ และการเปิดโอกาสให้ชุมชนและภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนในลักษณะ “หุ้นส่วนทางสังคมมากกว่าการดำเนินการโดยภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว”

1. สถานคุ้มครองและศูนย์พักพิงสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) มีสถานคุ้มครอง 11 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการปัจจัย 4 การรักษาพยาบาล และฝึกอาชีพ

2. โครงการ “บ้านอิ่มใจ” (กทม.) ล่าสุดในปี 2569 กทม. ร่วมกับภาคีเครือข่ายเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว ณ อาคารประปาแม้นศรี (เดิม) รองรับได้ 200 คน โดยเน้นหลัก “6 อ” (อาศัย, อาหาร, อนามัย, อาภรณ์,อาชีพ, ออมเงิน) และไม่มีการบังคับตรวจประวัติอาชญากรรมเพื่อลดกำแพงในการเข้าถึง

3. โมเดล Emergency Shelter ปรับปรุงจุด Drop-in ให้คนไร้บ้านเข้ามาอาบน้ำ ซักผ้า หรือรับคำปรึกษาได้โดยไม่ต้องค้างคืน เพื่อ


ความยืดหยุ่นตามวิถีชีวิตจริง



นโยบายเชิงรุกและการคุ้มครองสิทธิ

1. จุดประสานงานคนไร้บ้าน ให้บริการทำบัตรประชาชนเคลื่อนที่ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการรัฐได้ เช่น บัตรทอง 30 บาท หรือเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

2. การจ้างงาน ภาครัฐเริ่มสนับสนุนการจ้างงานคนไร้บ้านในกิจกรรมของหน่วยงาน เช่น การกวาดถนน หรือการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้มีรายได้และลดการพึ่งพาของบริจาค

ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าสู่ภาวะไร้บ้านตั้งแต่ต้นทาง การเพิ่มการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม การเชื่อมโยงกับระบบการจ้างงาน และการพัฒนาระบบสวัสดิการให้ครอบคลุมและเข้าถึงได้จริง โดยออกมาตรการสำคัญ 2 กลไกหลัก ได้แก่

1) สวัสดิการที่อยู่อาศัย — ตั้งหลักชีวิตอย่างมั่นคง รัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายโดยตรง เพื่อให้คนไร้ที่พึ่งมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ได้แก่ ค่าเช่าที่พัก ไม่เกิน 1,500 บาท/เดือน ค่าน้ำ–ค่าไฟ ไม่เกิน 500 บาท/เดือน ค่าเครื่องนุ่งห่มและเครื่องนอน ไม่เกิน 2,000 บาท/คน พร้อมสนับสนุนภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินงานอย่างเป็นระบบ

2) สวัสดิการครอบครัวอุปการะ — ฟื้นฟูด้วยพลังครอบครัวและชุมชน ส่งเสริมให้คนไร้ที่พึ่งได้ใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมแบบครอบครัว โดยรัฐสนับสนุน 5,000 บาทต่อเดือนต่อครอบครัว เพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด ลดความโดดเดี่ยว และสร้างความอบอุ่นทางสังคม

การแก้ปัญหาคนไร้ที่พึ่งถือเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เนื่องจากสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำและการเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน โดยย้ำว่าการมี “ที่อยู่อาศัยที่มั่นคง” คือจุดเริ่มต้นของการตั้งหลักชีวิต สร้างอาชีพ และกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน

กระทรวง พม. ได้ปรับบทบาท ครั้งสำคัญ จาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” ภายใต้เป้าหมาย “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” โดยเน้นการทำงานเชิงระบบ เชื่อมโยงข้อมูล เทคโนโลยี และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญปัญหาซ้ำเดิม

ท้ายที่สุด เป้าหมายของการดำเนินงาน ไม่ใช่เพียงการลดจำนวนคนเร่ร่อนในพื้นที่สาธารณะ แต่คือการทำให้ประชาชนทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีความมั่นคง และไม่กลับเข้าสู่วงจรเดิมอีก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน