สมาคมภัตตาคารไทย โอด “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำยอดตก ชี้ปลดล็อกร้านค้า หลังพบบางร้านเข้าร่วมโครงการ มีรายได้เกินปีละ 1.8 ล้านบาท แต่แต่งรายได้ เลี่ยงภาษี แถมได้เข้าร่วมโครงการ ส่วนร้านเข้าระบบภาษีจ่ายเต็ม กลับไม่ถูกเหลียวแล

สมาคมภัตตาคารไทย ออกหนังสือถึงรัฐบาล หลัง “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำผู้ประกอบการบางส่วนยอดตก โดยเงื่อนไขของโครงการ “ไทยช่วยไทย” ระบุว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ต้องมีรายได้ไม่เกินปีละ 1.8ล้านบาท แต่กลับพบว่ามีหลายร้านค้า มียอดขายที่เกิน แต่พบช่องโหว่ภาษี ให้ยอดขายต่ำกว่าความเป็นจริง เพื่อที่จะจ่ายภาษีในราคาต่ำลง


ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ผลกระทบของร้านอาหารที่ไม่ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่กรณีที่สมาชิกที่ร้องเรียนมา เช่น ร้านขายโจ๊ก และข้าวมันไก่ที่มีแบรนด์ ถูกสรรพากรบังคับจดทะเบียน เพราะมีรายได้เกินปีละ 1.8 ล้านบาท แต่ก็มีบางรายที่หัวหมอ ทำการแยกเงินที่จะเข้าบัญชี เพื่อให้ดูมีรายได้น้อย และจะได้จ่ายภาษีแบบเหมารวมเป็นรายปี

...

หากคิดเฉลี่ย ยอดขาย 1.8 ล้านบาท/ปี คิดเฉลี่ยจะมีรายได้เดือนละ 1.5 แสนบาท ดังนั้นร้านที่จะไม่เกินเกณฑ์นี้ ต้องมีรายได้จากยอดขายไม่เกินวันละ 5,000 บาท แต่ในความเป็นจริงร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางขายวันละ 100 จาน โดยมีราคาจานละ 50 – 60 บาท ก็มียอดขายเกินกว่าที่กำหนดต่อปีอยู่แล้ว แต่ร้านพวกนี้มีบางส่วนที่ไม่เข้าระบบการจ่ายภาษี แต่จะทำให้มียอดการขายต่ำ เพื่อที่จะได้เหมารวมจ่ายภาษีแบบรายปี ซึ่งจะเห็นว่าร้านเหล่านี้ บางส่วนก็สามารถเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้


แต่ในทางกลับกันรัฐบาลอยากให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โครงการ “ไทยช่วยไทย” จะช่วยร้านค้าขนาดเล็กที่เข้าร่วมโครงการ มีรายได้ปีละไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ที่ผ่านมาเราไม่เคยบอกว่า ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะช่วยร้านค้าขนาดเล็ก ที่ได้รับแรงเสียดทานรวดเร็ว แต่พอตอนนี้ที่ 5 วัน ที่มีการเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งตอนที่มีภาวะเศรษฐกิจ ยอดขายตกไปประมาณ 30% ตอนนี้พอมีโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยอดขายตกจากเดิมอีกเท่าตัว ทั้งที่ร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการเป็นเสมือน “เด็กดี” ที่ได้จ่ายภาษี แต่ขณะที่ร้านบางส่วนที่หลบเลี่ยงแล้วจ่ายภาษีแบบเหมารวม กลับได้เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

“พอออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ พบว่ามีบางเพจไปรวบรวมร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ร้านเหล่านั้นมีแบรนด์ และมีสินค้าที่น่าจะขายเกินปีละ 1.8 ล้านบาท แต่สามารถเข้าร่วมเป็นร้านขายสินค้าในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้ ซึ่งร้านพวกนี้สามารถรับทัวร์เข้ามากินที่ร้านได้ถึงครั้งละ 40 – 50 คน น่าสนใจว่าร้านพวกนี้อาจเลี่ยงโดยการจ่ายภาษีแบบเหมา หรือไม่แน่มันอาจเป็นช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่สรรพากรในพื้นที่นั้น”


ร้านที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม อยากจะถามรัฐบาลว่า เราเข้าใจว่ารัฐบาลอยากช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าที่ได้รับผลกระทบจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายภาษี เลยมีคำถามว่า “ร้านค้าที่จ่ายภาษี เป็นเด็กดีแล้ว แต่ทำไมได้รับผลตอบแทนแบบนี้ สิ่งนี้ทำให้ร้านค้าที่จ่ายภาษีอยู่ในระบบอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เลยไม่อยากเข้าไปสู่ระบบ”

การออกมาเรียกร้องครั้งนี้ บางคนก็อาจไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ การค้าที่อ้างว่ามียอดขายปีละไม่เกิน 1.8 ล้านบาท แต่ทำการจ่ายภาษีแบบเหมาจ่าย รัฐบาลจะได้ภาษีแค่ปีละ 6,000 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับร้านที่เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่มห่างกันตั้งหลายเท่า แต่ทำไมไม่ช่วยร้านเหล่านี้ ที่จ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มบ้าง

...

รัฐบาลอาจมีมาตรการที่เพิ่มให้กับร้านค้าที่เป็นนิติบุคคล มีรายได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท/ปี จะทำให้ช่วยเหลือร้านค้าที่ทั่วถึงมากขึ้น และจะเป็นการกระตุ้นให้ร้านค้าอยากเข้าสู่ระบบการจ่ายภาษีมากขึ้น