เส้นทางแก้ปัญหายาเสพติดเชิงนโยบาย ผ่านแนวทาง Harm Reduction จาก 4 หน่วยงานรัฐ “สาธารณสุข-ป.ป.ส.-ท้องถิ่น-ตำรวจ” เปลี่ยนผ่านผู้เสพจากผู้ร้าย เป็นผู้ป่วย คืนทรัพยากรมนุษย์สู่สังคม
ตลอดหลายทศวรรษของเส้นทางแก้ปัญหายาเสพติดของไทย ปัจจุบันเราอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบาย พยายามเดินออกจากกับดักภาพจำเดิมที่มอง “ผู้เสพ” เป็น “ผู้ร้าย” อาชญากรที่ต้องถูกกำจัดจากสังคม แนวคิดที่นำมาสู่มาตรการปราบปรามรุนแรง ซึ่งสะท้อนแล้วว่าปัญหานี้ไม่ได้ถูกแก้ไขหายไป
สู่การปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการใหม่ มอง “ผู้เสพ” เป็น “ผู้ป่วย” ไม่ต่างจากโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่สามารถรักษาให้หายและกลับมาเป็นกำลังสำคัญ ช่วยขับเคลื่อนประเทศได้ ผ่านกระบวนการบำบัด และการลดอันตรายตามแนวทาง Harm Reduction
ในภาคประชาสังคม เราเห็นการผลักดันของหน่วยงานเอกชน องค์กรไม่แสวงหากำไร เดินหน้าทำงานภาคสนามสร้างความเข้าใจ ในส่วนความก้าวหน้าภาครัฐ ปัจจุบันเราอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.กฎหมายยาเสพติด ฉบับใหม่ปี 2564 ที่เปิดโอกาสให้ผู้เสพที่สมัครใจเข้ารับการบำบัด ไม่มีความผิดทางอาญา ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามผู้ค้า
อย่างไรก็ตามแม้มีนโยบายและกฎหมาย แต่การสร้างความเข้าใจในสังคม การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในหน้างานจริง ยังคงมีข้อจำกัดและช่องว่างอยู่ไม่น้อย ที่รอการขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกันและเท่าทันกัน
...
แก้ปัญหายาด้วยสาธารณสุข วัดผลผ่าน “คุณภาพชีวิต”
เมื่อกฎหมาย บัญญัติให้ผู้เสพ เป็น “ผู้ป่วย” ภาคส่วนแรกที่มีความสำคัญอย่างมากคืองาน “สาธารณสุข” ในการวางนโยบายและเป็นผู้บำบัดรักษา หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานด้านนี้โดยตรงคือ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (สบยช.) ภายใต้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
นพ.สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผอ.สบยช. เผยว่า สบยช.ทำหน้าที่ดูแลผู้ใช้สารใน 3 มิติหลัก มิติแรกคือในฐานะ “สถานพยาบาล” ดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการยุ่งยากซับซ้อน เกินศักยภาพที่ รพ.อื่นจะดูแลได้ บำบัดให้ทุเลาลงก่อนส่งกลับไปต้นทาง เพื่อให้พื้นที่ดูแลต่อเนื่อง
มิติที่สอง คือในฐานะผู้กำหนดมาตรฐานและกระบวนการทุกขั้นตอนในการจัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับบำบัดยาเสพติด ออกหลักสูตรการรักษาและจัดอบรม ไปจนถึงกำกับติดตามให้แต่ละแห่งดำเนินการตามคุณภาพที่กำหนด
และมิติด้านสุดท้าย คือ ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งสามารถผลักดันให้แนวทาง Harm Reduction หรือการลดอันตราย เป็นหนึ่งในการบำบัดรักษาตามกฎหมาย มาตรา 108 ใน พ.ร.บ.ยาเสพติดฉบับปัจจุบัน
ตลอดการทำงานด้านยาเสพติดมากกว่า 36 ปี นพ.สรายุทธ์ ประมวลภาพรวมยาเสพติดและผู้ใช้สารในไทย พบว่า ในส่วนของประเภทสารเสพติด พบมากที่สุดยังคงเป็น เมทแอมเฟตามีน ที่มี 2 รูปแบบ คือผสมสารอื่นอัดเป็นเม็ดเป็น “ยาบ้า” และแบบผงบริสุทธิ์คือ “ยาไอซ์” แต่ในบางพื้นที่ บางช่วงเวลา อาจมีการระบาดของสารประเภทอื่นมากกว่า เช่น ในพื้นที่ภาคใต้ หรือภาคเหนือบางโซน อาจเป็นกลุ่มฝิ่นหรือเฮโรอีน
ในขณะที่ผู้ใช้สาร พบว่า อายุของผู้ที่เข้ารับการบำบัดแต่ละปีลดลงต่อเนื่อง จากเดิมที่อยู่ในช่วงวัย 20 ปลายๆ ถึง 30 ปี แต่ปัจจุบันเกินครึ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่น 15 ปีถึง 20 ปีต้นๆ และจากเดิมที่ผู้เสพส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ทุกวันนี้พบสัดส่วนผู้หญิงมากขึ้น
“ปัญหายาเสพติดไม่ได้เบาบางลง แล้วยังพบว่านอกจากอายุที่เริ่มน้อยลง ยังมีเพศหญิงมากขึ้น อีกเรื่องที่พบอย่างมีนัยสำคัญคือ ผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลโดยภาพรวมอาการหนักขึ้น มีแนวโน้มต้องอยู่เป็นผู้ป่วยในมากขึ้น อาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การประกาศให้ยาเสพติดบางตัวไม่ผิดกฎหมาย เพราะคนจะรอจนมีอาการมากแล้วค่อยมาบำบัด”
...
ในการวัดผลความสำเร็จนั้น นพ.สรายุทธ์ ย้ำว่า การติดยาเสพติดเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง ไม่ต่างจากเบาหวาน ความดัน ที่ไม่ได้สามารถรักษาให้หายได้โดยง่าย และการกลับไปติดใหม่นั้นเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การตีตราและซ้ำเติม แต่เปิดโอกาสให้เขากลับเข้าสู่การรักษาได้เสมอ
“คนไข้ยาเสพติดถือว่าเป็นคนไข้ที่ควรได้รับความสนใจและความสงสาร เพราะคนไข้อื่นๆ เวลาป่วยเขารู้ตัวและไปหาหมอ แต่ผู้ใช้ยาเสพติดส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย ต้องเป็นครอบครัว ญาติ หรือผู้นำชุมชน ที่พาไปรักษา”
นพ.สรายุทธ์ ยอมรับว่าแนวทาง Harm Reduction แม้ถูกยอมรับในทางวิชาการแต่ยังขัดกับความรู้สึกของหลายๆ คน ไม่เพียงแต่ประชาชน แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่บางส่วนด้วย เพราะเป็นแนวทางที่ยืดหยุ่น วัดผลจากการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตั้งแต่สุขภาพของตัวผู้ใช้สาร ไปจนถึงความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม มากกว่าการหยุดหรือไม่หยุดใช้ยา
“ทุกคนที่ฟังผมหรือที่เขาไปพูดคุย เมื่อพูดถึงผู้ใช้ยาสิ่งที่คนนึกว่าจะดีที่สุดคือต้องหยุดใช้อย่างเดียว ซึ่งเราก็ต้องเห็นใจคนใช้ยาเหมือนกัน เพราะบางรายเราก็ต้องยอมให้เขาไม่หยุด เช่น คนไข้เฮโรอีนที่อาการซับซ้อน อาจยอมให้ใช้เมทาโดนซึ่งเป็นยาทดแทนไปตลอดชีวิต เพียงแต่อย่ากลับไปเสพเฮโรอีนอีก ซึ่งเป็นหลักทางการแพทย์ที่ทั้งโลกให้การยอมรับ”
ฉะนั้นการสร้างความเข้าใจกับทั้งครอบครัว คนรอบตัว เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้นำชุมชน ว่าผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย การพูดคุยเชิงบวก และไม่ตีตราเป็นปัจจัยที่มีผลมากในการดึงคนเข้าสู่ระบบบำบัด ซึ่งบทสนทนาเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากความเข้าใจและทัศนคติที่เชื่อแบบนั้นจริงๆ
“ลองคิดว่าชุมชนมีผู้ใช้ยาคนหนึ่ง ชุมชนแรกให้โอกาส พูดคุยในเชิงบวกให้ไปรักษา แล้วให้กลับมาอยู่ในชุมชนต่อ มาช่วยทำงานเพื่อสังคม ในขณะที่อีกชุมชนเจอคนติดยาแล้วคิดว่าต้องเอาคนนี้ออกไป เมื่อยิ่งถูกกีดกันเขาจะยิ่งรู้สึกว่าเขามีค่าอะไร จะมารักษาทำไม ยังไงเขาก็ถูกตีตราอยู่แล้ว”
...
ขับเคลื่อนการบำบัด ผ่าน “ชุมชน”
เมื่อการบำบัดรักษาในโรงพยาบาลอย่างเดียวไม่เพียงพอและอาจไม่จบสิ้นหากผู้ป่วยถูกส่งกลับไปยังสภาพแวดล้อมเดิมโดยไม่มีระบบรองรับ หรือไม่ถูกยอมรับจากชุมชน
สบยช.และ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้ขับเคลื่อนสิทธิและโครงการบำบัด ลดอันตราย ที่เน้นความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของชุมชน ผ่านโครงการ “ชุมชนล้อมรักษ์” หรือ CBTx (Community Based Treatment and Rehabilitation) ผู้ใช้สารยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบ้านของตัวเอง และมีชาวบ้านในชุมชนช่วยกันดูแล
นพ.สรายุทธ์ ชี้ว่าทางภาครัฐต้องการจัดสรรงบประมาณให้ ขณะเดียวกันก็อยากให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เป็นคนคิด คนทำ ซึ่งเป็นรูปแบบที่ดีกว่าการให้งบแล้วสั่งให้ทำ โดยไม่รู้บริบทในชุมชน ซึ่งสถานฟื้นฟูบางแห่งก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เช่น บางวัดที่ครอบครัวนำผู้ใช้สารมาบวช มาฝากให้พระที่วัดช่วยดูแล แล้วเลิกใช้สารได้สำเร็จ กลายเป็นมีคนเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งถ้าหากเข้าเกณฑ์ตามมาตรฐานที่จำเป็น ก็สามารถเขียนโครงการได้รับเงินสนับสนุนจาก สปสช.ได้
...
“เราอยากให้คนไข้อยู่ร่วมกับชุมชนได้ โดยกลางวันอาจนัดไปให้คำปรึกษา ทำกิจกรรมกลุ่มที่ศาลาประชาคมในหมู่บ้าน ที่บ้านผู้ใหญ่ บ้านกำนัน แต่กลางคืนกลับมานอนบ้านตัวเอง ระหว่างนั้นก็สร้างให้เห็นว่าคนนี้ไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยต่อชุมชนแล้ว ให้คนอื่นๆ ในชุมชนยอมรับการกลับมาหรือการอยู่ของเขา”
นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ชี้ว่า ในอดีตสิทธิการดูแลผู้ป่วยบำบัดยาเสพติดในโรงพยาบาลสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ แต่หากมาดูในรายละเอียดจริงๆ จะพบว่าแค่เส้นทางการรักษาไม่อาจจบได้แค่ในโรงพยาบาล
ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พูดคุยกันถึงกระบวนการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบครบวงจร โดย สปสช.ทำงานร่วมกับหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านกองทุนสุขภาพระดับพื้นที่อยู่แล้ว จึงพูดคุยกันว่าน่าจะเอากองทุนฯนี้ ไปเสริมเรื่องกิจกรรมแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนมากขึ้น
“เราพยายามจะรณรงค์ให้เกิดการรวมตัวกันของคนในชุมชน ให้ทำโครงการดูแลกลุ่มผู้ติดยาเสพติด ตั้งแต่การป้องกัน ฟื้นฟู เมื่อในชุมชนรวมตัวกันได้ เราอยากให้ท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมโดยเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในลักษณะโครงการที่ท้องถิ่นเป็นผู้อนุมัติ สปสช.อาจไม่ได้เป็นผู้อนุมัติงบจากส่วนกลางลงไป เพราะว่าท้องถิ่นทั่วประเทศมีถึง 7,000 กว่าแห่ง แต่เรามีกลไก มีระบบที่จะรับโครงการเหล่านี้ได้”
ในการจัดกิจกรรมไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ สปสช.จะมีเพียงกรอบกว้างๆ ว่าสามารถทำกิจกรรมในลักษณะใดได้บ้าง ในส่วนของรายละเอียดอาจเริ่มตั้งแต่ป้องกันก่อนมีผู้ใช้สารเกิดขึ้น เช่น รวมตัวในชุมชนสร้างความเข้มแข็ง จัดออกกำลังกาย รณรงค์ให้ความรู้
หรือหากมีกลุ่มผู้ใช้สารที่ไปบำบัดแล้วกลับมาอยู่ในชุมชน อาจมีโครงการลงพื้นที่เยี่ยมผู้ป่วยสภาวะฟื้นฟู ตรวจสอบว่าได้รับยาครบ กินยาตามที่หมอสั่งหรือไม่ หรือการจัดกลไกในรอบๆ ชุมชน เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ใช้สารกลับไปใช้ยา
“ชุมชนวัดเข้มแข็งก็ใช้วัด บางชุมชน อสม. มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน มีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ก็ใช้กลไกพวกนั้นลงไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เราต้องถอดบทเรียนแล้วแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันระหว่างชุมชน ซึ่งเป็นกลไกที่โดดเด่นของประเทศไทย”
นพ.จเด็จ ย้ำว่า ปัญหายาเสพติดใหญ่กว่าที่เราคิด หลายคนอาจคิดว่าหากเกิดขึ้นในชุมชนของตัวเองก็แค่หนีไปอยู่ที่อื่น แต่บางครั้งไม่อาจทำอย่างนั้นได้ แม้กระทั่งบุตรหลานของตัวเองก็อาจเข้าใกล้กับยาเสพติดได้ หากทุกคนไม่ลงไปมีส่วนร่วม วันหนึ่งตัวเราเองอาจตกเป็นเหยื่อในทางใดทางหนึ่งเช่นกัน
การสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้ตระหนักและลงมือช่วยกัน ควบคู่กับ สปสช.ที่สนับสนุนงบประมาณบางส่วน เชื่อว่าท้ายที่สุดปัญหาของยาเสพติดภาพใหญ่จะสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวชุมชนเอง
ลงทุนฟื้นคืน “ทรัพยากรมนุษย์” คุ้มค่า
นพ.จเด็จ ชี้ว่า ในระบบหลักประกันสุขภาพ ก่อนจะให้สิทธิหรือบริการใดๆ จะมีการประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ดูว่าผลลัพธ์ต่อทั้งตัวคนไข้และสังคมคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งในเรื่องของยาเสพติดจะเห็นว่าผู้ใช้สารส่วนหนึ่งอยู่ในวัยทำงานหรือวัยรุ่น ฉะนั้นการที่มีกิจกรรมใดที่ทำให้เขาสามารถกลับมาดำรงชีวิต หรือลดการใช้ยาได้ ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และถูกยืนยันแล้วด้วยการศึกษาวิจัย
“หากคนกลุ่มนี้ได้รับการดูแลให้กลับมาดำรงชีวิตได้ ทำงานได้ ผลิตภาพที่สร้างกลับมาเมื่อเทียบกับงบประมาณในการดูแลให้เขาลดยาเสพติดหรือดีที่สุดคือเลิกได้ ถือว่าคุ้มค่า ดังนั้นจึงต้องจัดสิทธิประโยชน์ให้กับกลุ่มคนกลุ่มนี้ ไม่เพียงแค่การรักษา แต่รวมถึงการป้องกัน ฟื้นฟู เพื่อให้เกิดการทำงานที่ครบวงจร”
อย่างไรก็ตาม การติดยาเสพติด ปัจจุบันยังไม่มียารักษาเด็ดขาด และไม่ใช่แค่ติดยาอย่างเดียว แต่มีปัจจัยปัญหาเรื่องพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ความเข้มแข็งในการดำรงชีวิต ครอบครัวไปจนถึงสภาพแวดล้อมด้วย ซึ่งที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วส่วนหนึ่งว่าการเดินหน้าปราบปรามอย่างเดียวไม่ได้ผล 100% จึงต้องผสมผสานหลายๆ รูปแบบ และพบว่าแนวทาง Harm Reduction ให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วยและเข้าสู่ระบบการรักษา ได้ผลและแก้ปัญหาในระยะยาวได้ดี
“คนที่มีประสบการณ์ตรงจะรู้ว่าผู้ใช้สารจำเป็นต้องใช้ยาในระยะที่เรียกว่าฟื้นฟู ซึ่งช่วงเปลี่ยนผ่านนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ และสังคมต้องเรียนรู้กับมันอีกระยะหนึ่ง ไม่ได้บอกว่าถูกหรือผิดและไม่ได้ส่งเสริม แต่อยากให้เข้าใจว่ากระบวนการลดหรือว่าเลิกต้องใช้เวลา”
อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เสริมในมุมของผู้บังคับใช้กฎหมาย ว่า ในช่วงที่การเสพยามีความผิด ต้องถูกจับกุมคุมขัง ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรบุคคลไปจำนวนมาก โดยเฉพาะเมื่อกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
คนที่เข้าสู่ระบบเรือนจำเมื่อออกมาไม่ได้รับการยอมรับมากนัก หางานทำยาก กลายเป็นภาระทางงบประมาณที่ภาครัฐต้องเข้าไปดูแล และยังมีปัญหาเรื่องการยอมรับในครอบครัวและชุมชน สุดท้ายเป็นการผลักกลับสู่วงจรเดิม
“การลงทุนในมนุษย์ตั้งแต่เกิดแล้วอยู่รอดเป็นทารก โตขึ้นมาได้รับการศึกษาภาคบังคับ เรียนฟรีถึง ม.6 ทั้งหมดนี้เป็นการลงทุนของภาครัฐทั้งสิ้น หากเราต้องเสียคนไปคนหนึ่งโดยที่ยังสามารถช่วยได้ ทำไมเราไม่เอาเขากลับมาเพื่อจะเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศเรา”
ผู้บังคับใช้กฎหมาย เป็นศัตรู “ผู้ค้า” เป็นมิตร “ผู้ป่วย”
อารีภักดิ์ เผยว่า เมื่อสังคมเห็นความสำคัญของสิทธิมนุษยชนมากขึ้น กฎหมายประกาศให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย แยกออกจากผู้ค้าชัดเจน การทำงานของ ป.ป.ส. จึงต้องเปลี่ยนตามไปด้วย
จากมุมมองว่าต้องใช้กฎหมายจับผู้ใช้สารเข้าไปคุมขังในเรือนจำ ก็เปลี่ยนเป็นใช้เรื่องสุขภาพนำ มองว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน แม้จะพลาดไปติดยาเสพติด แต่ถ้าหากต้องการกลับมา ควรมีพื้นที่และได้รับโอกาส
ในทางกลับกันก็เพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามผู้ค้า โดยในอดีต ป.ป.ส. ทำงานหลัก 4 ด้าน คือ ป้องกัน ปราบปราม บำบัด บริหารจัดการ แต่ปัจจุบันมี 7 ด้าน คือเพิ่มเรื่องความร่วมมือกับต่างประเทศ ยึดทรัพย์ขบวนการค้ายา และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
“คนค้ายาเท่ากับคุณกำลังฆ่าคน เพราะว่าเราไม่รู้ว่าคนที่ใช้ยาจะโอเวอร์โดสเสียชีวิตเมื่อไหร่ ในฐานะ ป.ป.ส.ก็ดี หรือว่าผู้บังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือว่าฝ่ายปกครอง ต่างมองเห็นตรงกันว่า เราประกาศตัวเป็นศัตรูกับผู้ค้า เพราะถือว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม มันไม่มีใครทำเดี่ยวๆ ได้ ต้องมีผู้ผลิต ผู้ลำเลียง ผู้ค้ารายใหญ่ รายย่อย เอาเงินไปทำอาชญากรรมอื่นๆ ด้วย เรียกได้ว่าเป็นวงจรอุบาทว์”
สำหรับ ป.ป.ส. ประสานงานทำงานร่วมกับนานาประเทศเพราะปัญหายาเสพติดนั้นไร้พรมแดนและไม่ได้เป็นปัญหาของชาติใดชาติหนึ่ง แต่อาจมีแนวทางการแก้ไขที่ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับบริบทของสังคมนั้น แต่ทุกประเทศสมาชิกองค์การแก้ปัญหายาเสพติดโลกมีจุดร่วมเดียวกันคือ มองว่าผู้ใช้สารเป็นปัญหาสุขภาพ ซึ่ง Harm Reduction เองก็เป็นแนวคิดจากโลกตะวันตก ที่ไทยนำมาปรับใช้
“เรารับวิถีของตะวันตกมาในบางเรื่องได้ แต่ต้องมาปรับให้มันเหมาะสมกับประเทศไทย สิ่งหนึ่งของความเป็นไทยเลยคือความเป็นพี่เป็นน้อง คือขอให้ชุมชนเขามีส่วนเกี่ยวข้อง ดูแลในชุมชนของตัวเอง เพราะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดหากไม่นับครอบครัว ถ้าชุมชนดูแลกันเอง สังคมพี่น้องช่วยกันดูแล แล้วบอกภาครัฐว่าต้องการให้ไปช่วยแบบไหน ปรับนโยบายให้เข้าถึงมากที่สุด ไม่ใช่เอากฎหมายเข้าไปจับอย่างเดียว”
ปัจจุบัน ป.ป.ส.ทำงานร่วมกับภาคสาธารณสุขในเรื่อง Harm Reduction มุ่งเน้นให้ความรู้โดยเฉพาะผู้ใช้กฎหมายที่จำนวนมากยังไม่เข้าใจ เช่น เมื่อมีภาคประชาสังคมเอาเข็มสะอาด ไปบริการ ก็อาจถูกมองว่าเป็นผู้เสพหรือผู้ลำเลียง
ซึ่งภาพที่ รองเลขาธิการ ป.ป.ส.อยากเห็นใน 5-10 ปีต่อจากนี้ คือภาพของหน่วยงานราชการที่เข้าใจแนวทางแก้ไขปัญหายาเสพติดในทิศทางเดียวกัน มีเป้าหมายในการคืนคนสู่สังคม ขณะเดียวกันก็ต้องทำความเข้าใจกับประชาชน ให้ยอมรับว่ายาเสพติดเป็นเรื่องใกล้ตัวและไม่ใช่สิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว ผู้เสพที่อยากรักษาก็เดินเข้าสู่ระบบสาธารณสุขเหมือนผู้ป่วยทั่วไป เมื่อรักษาหายก็กลับเข้าสู่สังคม ทำงานต่อได้
หากมีความเข้าใจเช่นนี้พร้อมกันทั้งภาครัฐและประชาชน ทำงานร่วมกันเป็นขั้นตอน ก็จะสามารถแก้ปัญหายาเสพติดในลักษณะอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ เพราะไม่มีทางที่จะทำให้สังคมใดปลอดยาเสพติดได้อย่างสิ้นซาก ไม่ว่าจะในไทยหรือชาติใดในโลก
แต่เมื่อเป็นสังคมปลอดยาไม่ได้ ก็ต้องสังคมต้องปลอดภัย รู้เท่าทันยาเสพติด ถ้ายังเลิกไม่ได้ ต้องใช้ยาอย่างไรให้ไม่กระทบตัวเอง ต่อครอบครัวหรือสังคมรอบข้าง
“อยากให้สังคมเปิดกว้างให้กับผู้ที่หลงผิดใช้ยาเสพติด ยอมรับว่าทุกคนผิดพลาดกันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเดินทางผิด เราควรจะยื่นมือให้เขาจับ เพื่อสร้างโอกาสที่เขาจะกลับมาเป็นทรัพยากรสำคัญของมนุษย์ มากกว่าที่จะไปสร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นในความรู้สึกของเขาจนกลับมาไม่ได้อีกเลย เพราะถ้าเป็นลูกหลาน เราก็คงอยากให้เขากลับมา อย่างน้อยจับมือเขากลับมากอด บอกว่า ไม่เป็นไร เลิกให้ได้ เรามาร่วมกันช่วยกัน นี่คือสิ่งที่เป็นความปรารถนาสูงสุดของคนทำงานยาเสพติด”
บทบาทใหม่ของตำรวจ จากเน้นจับกุม สู่ด่านหน้าบล็อกความรุนแรง
“ตำรวจ” คือฟันเฟืองสำคัญในการแก้ปัญหายาเสพติด ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายปราบปรามและจับกุม แต่เมื่อกฎหมายยาเสพติดเปลี่ยนไป ตำรวจ จึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นมา นั่นคือการเป็น “กันชน” ป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากยาเสพติด ประสานส่งต่อ ช่วยให้ผู้ใช้สาร ครอบครัว และชุมชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้เร็วขึ้น
“สารวัตรเด๋อ” พ.ต.ท.อนันต์ ประสงค์ใจ สารวัตรป้องกันและปราบปราม (งานชุมชนสัมพันธ์) สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เผยว่า จากกฎหมายยาเสพติดในปัจจุบันที่ผู้เสพเป็นผู้ป่วย หากสมัครใจเข้าสู่ระบบบำบัดก่อนจับกุมจะเข้ามาตรา 113 แต่หากเจ้าหน้าที่เป็นผู้ตรวจเจอ จะเข้ามาตรา 114 หากยินยอมเข้ารับการบำบัด และครบตามเงื่อนไข ไม่มีพฤติกรรมอันตรายก็จะไม่มีความผิดเช่นกัน แต่หากขาดข้อใดข้อหนึ่งจะถูกส่งตัวดำเนินคดี
“การจับกุมแต่ละครั้งต้องดูเป็นรายบุคคลไป จะเหมาเข่งไม่ได้ ในเคสที่เพิ่งเริ่มใช้สาร มีอาการไม่มาก ก็ส่งเข้าสู่กระบวนการบำบัด ในเคสที่ให้โอกาสแล้วหลายครั้งก็ต้องดำเนินคดี หรือในเคสที่มีอาการทางจิตเวชแล้ว ต้องส่งต่อให้ได้และเร็ว ซึ่งการที่เราไม่เหมารวม จะทำให้การบริหารจัดการผู้ใช้สารเสพติดแต่ละกลุ่มเห็นภาพชัดและตรงเป้ามากขึ้น”
สำหรับแนวทาง Harm Reduction ในการทำงานของตำรวจนั้น สารวัตรเด๋อ เผยว่า ครั้งแรกที่ได้ยินว่า “ลดอันตราย” ก็ไม่เข้าใจว่าจะมีประโยชน์ต่อการทำงานอย่างไร และยอมรับว่า ตำรวจมักถูกปลูกฝังมาว่าคนใช้ยาเสพติดจะเป็นอาชญากรไปด้วยในตัว เพราะอาจลักทรัพย์ ทำร้ายคนอื่น ยิ่งต้องเจอคดีเหล่านี้เป็นประจำมากกว่าคนทั่วไป ทำให้ยิ่งมีทัศนคติเชิงลบกับผู้ใช้สาร บางทีอาจมองข้ามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา
แต่เมื่อได้เข้าสู่กระบวนการ ได้ทำงานร่วมกับอาสาสมัครซึ่งเป็นผู้ใช้สารแต่สามารถทำงานได้และรักษาสุขภาพได้ จึงเริ่มศึกษาและพูดคุยกับคนอีกหลายๆ กลุ่ม
“ตอนแรกในใจก็ยังค้านว่ามันผิดกฎหมาย จนได้ทำงานร่วมกับน้องๆ ก็เลยคิดได้ว่า เรายังไม่มีนวัตกรรมหรือยารักษาให้เขาเลิกยาได้เด็ดขาด แต่ทำยังไงให้เขามีสุขภาพดี เมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้วก็อาจจะอยากจะรักษาอย่างจริงจัง เพราะปัญหายาเสพติดจริงๆ เป็นปัญหาสุขภาพ เมื่อส่งเสริมให้เขารักษาสุขภาพได้ ก็จะเลิกยาได้ แต่เบื้องต้นคือต้องไม่ทำให้ตัวเองหรือคนรอบตัวอันตรายก่อน”
นอกจากนี้ สารวัตรเด๋อ เผยว่าจากการสัมผัสกับผู้ใช้สารมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอด 30 ปีในการทำงาน พบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นอันตรายทุกคน โดยเฉพาะในกลุ่มสารกดประสาท ที่ผลเสียมักตกอยู่กับตัวผู้ใช้สารเอง เพราะไร้กำลังทำร้ายผู้อื่น แนวทาง Harm Reduction จึงเป็นการลดอันตรายในด้านของสุขภาพ เช่นการใช้เข็มสะอาดลดการติดเชื้อ การรับเมทาโดน
แต่ในกลุ่มยากระตุ้นประสาทที่มีความเสี่ยงคลุ้มคลั่ง Harm Reduction จึงเป็นการลดอันตรายไม่ให้ทำร้ายคนในครอบครัว คนในชุมชนและสังคม โดยสิ่งที่ตำรวจต้องทำคือรู้เหตุให้เร็วผ่านงานการข่าว คือติดตามความเคลื่อนไหว รวบรวมข้อมูลและนำมาวิเคราะห์ประเมินผล เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ล่วงหน้า เมื่อผู้ใช้สารเริ่มขยับไปในทิศทางที่สุ่มเสี่ยง ต้องไปบล็อกได้ทันเวลา
แต่การจะรู้ได้เร็ว ตำรวจต้องสร้างเครือข่ายการข่าว และได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้สาร ครอบครัว และชุมชนก่อน สารวัตรเด๋อ เล่าว่าในแต่ละวัน การทำงานของเขาเริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับยาเสพติด เข้าไปสื่อสารกับนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อให้รู้เท่าทันยาเสพติดและช่วยสอดส่อง นอกจากนี้จะลงพื้นที่สื่อสารกับชาวบ้าน มีการสร้างกลุ่มไลน์ของแต่ละชุมชนเพื่อรับแจ้งเหตุและกระจายข้อมูล
“อย่างโรงเรียนสามเสนนอกมีนักเรียนทั้งหมด 3,000 กว่าคน ทุกวันพฤหัสจะเข้าไปที่นี่ พูดเรื่องพวกนี้ ถามเขาว่าจะแจ้งเหตุเบอร์อะไร ถ้าจะติดต่อพี่เด๋อเบอร์อะไร เขาจะรู้เลย กลายเป็น 3,000 คนที่จำเบอร์เราได้อยู่ในชุมชนต่างๆ เมื่อเราเข้าไปในชุมชนแล้วพ่อแม่เห็นว่าลูกๆ รู้จักเรา มันก็สร้างความสัมพันธ์ง่ายขึ้น”
ที่ผ่านมาการดำเนินการดังกล่าวถือว่าประสบความสำเร็จ มีเครือข่ายนักเรียนแจ้งข่าวกลุ่มคนเสพยามั่วสุมจนนำไปสู่การจับกุมส่งบำบัด ชาวบ้านเข้ามาแจ้งเหตุเมื่อพบผู้ใช้สารมีพฤติกรรมเสี่ยงเริ่มทุบทำลายข้าวของ ไปจนถึงการที่ตัวผู้ใช้สารเอง ไว้ใจเดินวอล์คอินเข้ามาหา เพื่อขอให้ช่วยเหลือควบคุมตัวก่อนที่ตัวเองจะคลุ้มคลั่ง
“เคสล่าสุด เขาติดยาบ้าและเกิดอาการคุ้มคลั่ง ถ้าไม่วอล์คอินเข้าติดต่อตำรวจอีกไม่กี่ชั่วโมงเขาก็จะทำร้ายพ่อแม่ แต่เมื่อมาหาตำรวจก่อน เลยดำเนินการเอาตัวเขามาออกจากพื้นที่ มาระงับสติอารมณ์หรือส่งตัวต่อ ก็เป็นการลดอันตรายได้ส่วนหนึ่งแล้ว”
แม้จะมีเคสผู้ใช้สารที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่นจริง แต่ตัวเลขในเชิงสถิติอาจไม่มากเท่ากับที่สังคมคิด สารวัตรเด๋อเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีข้อมูลผู้ใช้สารในพื้นที่อยู่ แบ่งออกเป็นเคสสีเขียว คือไม่มีอาการ, เหลือง คือมีอาการบ้างแต่ยังควบคุมได้อยู่, ส้ม คือมีอาการมากขึ้น หวาดระแวง แต่ยังหน่วงเวลาได้ 48 ชั่วโมง และ สีแดง คือก้าวร้าว มีอาการเสี่ยงทำร้ายคนอื่น ต้องดำเนินการภายใน 24 ชม. ซึ่งตอนนี้ในพื้นที่รับผิดชอบของ สน.ห้วยขวาง มีเคสสีแดง 12 คน
สอดคล้องกับข้อมูลจาก ป.ป.ส.ที่เผยว่า ผู้ใช้สารที่เป็นอันตรายต่อผู้อื่น ส่วนมากมีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งจากประชากรไทยทั้งประเทศ 66 ล้านคน มีผู้เข้าสู่ระบบการบำบัดราว 2.5 แสนคนต่อปี หรือประมาณ 0.38% ของประชากร ซึ่งผู้ใช้สารที่มีอาการทางจิตก็จะน้อยลงจากจำนวนนี้อีก
ในมุมมองตำรวจอย่างสารวัตรเด๋อ มองว่า Harm Reduction ลดอาชญากรรมได้จริง โดยการมองผู้ใช้สารด้วยความเข้าใจและไม่ตีตรา เชื่อว่าพวกเขายังมีโอกาสเลิกได้ และแม้เลิกไม่ได้ก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เมื่อมีคุณภาพชีวิตดีก็จะไม่ไปก่ออาชญากรรม
“ที่ผ่านมากฎหมายออกโดยคนที่ไม่ได้ใช้สาร เพื่อป้องกันและปราบปรามจนมองข้ามบางบริบทไป ซึ่งการเขามองแบบนั้นก็ไม่ผิด เพราะยาเสพติดเป็นอันตรายและควรถูกควบคุมจริงๆ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทราบว่าการเลิกยาจริงๆ นั้นยากมาก แต่ในปัจจุบันสังคมมาถึงจุดที่ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย คู่ขนานไปกับการป้องกันไม่ให้มีเด็กหรือผู้เสพหน้าใหม่เข้ามาทดแทน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด”
นอกจากนี้การจะให้สอดคล้องทั้งหมด ขบวนการค้ายาเสพติดก็ต้องถูกปราบปรามให้ลดลงด้วย โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย หากจัดการตรงนี้ได้ คนเข้าถึงยาได้ยากขึ้นก็จะเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษามากขึ้นด้วย
“ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ บอกว่าช่วงนี้คนมารับเมทาโดนเพื่อรักษาเฮโรอีนมากขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใช้บริการรายเก่า เมื่อไปค้นข้อมูลก็พบว่าเมื่อประมาณต้นปีมีการจับกุมเฮโรอีนได้ประมาณ 7 กก.ในบริเวณแฟลตแห่งหนึ่งย่านดินแดง แสดงว่า 7 กก.มีผลกับคนในพื้นที่ พอไม่มียาใช้ ก็เกิดการลงแดง และการที่เขาจะเอาตัวรอดจากการลงแดงได้คือการใช้เมทาโดน ทำให้เขากลับเข้าสู่ระบบการรักษา”
ก้าวต่อไปของไทย จึงอาจเป็นการทำให้ทุกภาคส่วนเดินไปในทิศทางเดียวกันในจังหวะที่เท่ากันให้ได้ ปราบปรามผู้ค้าอย่างเด็ดขาด ไปพร้อมๆ กับบำบัดรักษาผู้เสพด้วยความเข้าใจ มีชุมชนที่เปิดพื้นที่ให้โอกาสไม่ผลักไส
ตระหนักว่า Harm Reduction ไม่ใช่งานของใครคนใดคนหนึ่ง หากทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ชุมชน ครอบครัว และผู้ใช้สารร่วมเดินไปด้วยกัน ไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหายาเสพติด แต่คือการรักษาความเป็นมนุษย์ คืนลูกหลานสู่อ้อมกอดครอบครัว คืนทรัพยากรมนุษย์กลับสู่สังคม