เพราะ “บ้าน” และ “หมู่บ้าน” ไม่เคยหันหลังให้…เปิดชีวิต “ผช.ผญบ.” เมื่อกำลังใจจากครอบครัว หลอมรวมกับโอกาสจากชุมชน เปลี่ยนเขาจาก “ผู้ใช้สาร” สู่กำลังหลักที่ชาวบ้านไว้ใจ
การให้โอกาสอดีตผู้ติดยาเสพติดกลับเข้าสู่สังคม บางครั้งอาจไม่ได้แค่สมาชิกชุมชนกลับมา แต่อาจได้บุคลากรคุณภาพ ที่นอกจากกลับมาช่วยเหลือเพื่อนผู้ใช้สารคนอื่นๆ แต่ยังกลายเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชุมชนได้
ที่บ้านห้วยน้ำเย็น ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก “สุทัศน์ คงศรีคีรี” กำลังทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เดินหน้าพัฒนาพื้นที่อย่างแข็งขัน แต่กว่าจะเดินทางมาถึงจุดนี้ สุทัศน์เคยผ่านชีวิตการเป็นผู้ใช้สารเสพติด พยายามเลิกและล้มเหลวหลายครั้ง แต่ยังมีครอบครัวคอยให้กำลังใจไม่เคยปล่อยมือ และชุมชนที่โอบรับและให้ความไว้วางใจในวันที่เขาเดินออกจากวงจรยาเสพติดได้
...
พลังใจครอบครัวและชุมชน ผลักพ้นวงจรยา
สุทัศน์ เติบโตมาในครอบครัวที่ฐานะค่อนข้างลำบาก ต้องทำงานหาเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่และส่งเสียตัวเองเรียน จุดเริ่มต้นในการใช้สารเกิดขึ้นในวัย 17 ปีสมัยเรียนชั้นมัธยมปลาย ความอยากรู้อยากลองของวัยรุ่น เขาลองเสพ “ยาบ้า” ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ก่อนพบว่าใช้แล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า จึงเริ่มใช้เพื่อกระตุ้นให้ตัวเองมีแรงทำงาน รู้ตัวอีกทีก็เสพติด เมื่อมีสารแรกก็มีสารอื่นๆ ตามมา ทั้งฝิ่น ยาไอซ์ เฮโรอีน กัญชา สี่คูณร้อย และดมกาว
เขายอมรับว่าตอนนั้นชะล่าใจ บอกตัวเองว่าเสพเพื่อทำงานหาเงิน ไม่คิดว่าจะติดงอมแงม ในช่วงแรกๆ ที่ใช้ ทำงานได้มากขึ้นตั้งแต่เช้ายันค่ำ หาเงินได้วันละ 1-2 พันบาท ยิ่งใช้ปริมาณยาก็ยิ่งมากขึ้น แต่ประสิทธิภาพการทำงานกลับน้อยลง กลายเป็นต้องอัดโดสยาเพิ่ม เงินที่หามาได้สุดท้ายก็เอาไปลงกับยาทั้งหมด
“ชีวิตตอนนั้นต้องทำงานส่งตัวเองเรียนด้วย เรารับซื้อเห็ดถอบ ต้องตื่นไปหาซื้อตั้งแต่เช้าแล้วไปส่งตอนเย็น เลยใช้ยาบ้ากระตุ้นให้กระฉับกระเฉง ทำงานทั้งวันไม่เหนื่อย มั่นใจเกินไปว่าใช้ครั้งเดียวไม่เป็นไร ไม่ติด อยากเลิกคงเลิกได้ ช่วงนั้นเดือนหนึ่งหาเงินได้ 3-4 หมื่น แต่พอเสพติดแล้วกลายเป็นว่าหาเท่าไหร่ก็ไม่พอ อะไรที่เคยมีก็ต้องขายไปซื้อยา”
สุทัศน์ ใช้สารเสพติดอยู่ประมาณเกือบ 2 ปี โดยหลบไปเสพเงียบๆ ในป่าคนเดียว และแม้ว่าจะมีความอยากเลิกผุดขึ้นมาในหัวทุกๆ 2-3 เดือน แต่พอหยุดใช้สารแค่ 2-3 วันก็ต้องกลับมาใช้อีก เพราะทนอาการลงแดง ทำงานโดยไม่ใช้ยาไม่ไหว กลายเป็นวนเวียนอยู่แบบนั้นไม่มีสิ้นสุด
จนมาถึงช่วงที่ดำดิ่งที่สุดในชีวิต เมื่อชีวิตไม่เหลือเงินหรือทรัพย์สินใดๆ สุทัศน์ต้องบากหน้าไปขอเงินยายไปซื้อยา ซึ่งท่านก็สงสารและให้เงินมาทุกครั้ง มีพ่อแม่ที่ยังอยู่เคียงข้าง รวมถึงการได้มีคนรักที่เขาหวังจะสร้างครอบครัวด้วย วันหนึ่งจึงฉุกคิดได้ว่า ตัวเองจะอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ได้
“ผมคิดว่าเราเกิดมา พ่อแม่อยากให้เราเป็นคนดี ถ้าเลิกยาได้ก็ได้ดูแลพ่อแม่ แล้วก็มีแฟนด้วย ตอนที่ใช้ยาอยู่ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีแฟนหรือจะได้แต่งงาน พอมีทำให้คิดเยอะขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น ยิ่งมีลูกอีกก็คิดว่าต้องหาเงินมาดูแล ถ้าลูกโตไปต้องเรียนต่อก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก”
ในช่วงเวลานั้น สุทัศน์ค่อยๆ ลดการใช้สารลง ก่อนมีเพื่อนชักชวนให้ไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือเพื่อนผู้ใช้สารรายอื่น ซึ่งเขาคิดว่าตัวเองถูกหลอกเพราะไม่เชื่อว่าจะมีคนรับผู้ใช้สารไปทำงาน แต่เมื่อตัดสินใจเข้าไปรับหน้าที่นี้ มันกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เดินออกจากวงจรยาเสพติดได้อย่างเด็ดขาด
“พอเป็นอาสาสมัครก็มีการอบรม สัมมนา ได้ไปกรุงเทพฯ ขึ้นเครื่องบินครั้งแรก เราได้เห็นอะไรที่แปลกใหม่ แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากกว่าการไปใช้ยาในป่าคนเดียว กลับมาตัดสินใจได้เด็ดขาดว่าต้องเลิกใช้ยา”
จากอดีตผู้ใช้สาร สู่กำลังสำคัญของชุมชน
ไม่เพียงแต่ครอบครัวที่คอยเป็นกำลังใจและไม่ปล่อยมือ แต่สุทัศน์ยังมีคนในชุมชนที่โอบรับในวันที่เขาเดินออกจากวงจรยาเสพติดได้
...
หลังจากเลิกใช้ยา สุทัศน์ ยังทำหน้าที่เป็นอาสาสมัครกลุ่ม Give Hope ช่วยเหลือผู้ใช้สารคนอื่นๆ ในชุมชน ตามแนวทาง Harm Reduction ทั้งการแจกเข็มสะอาด การรับยาทดแทนเมทาโดน ด้วยความเชื่อว่าผู้ใช้สารทุกคนอยากเลิกแต่กระบวนการในการกลับมานั้น บางครั้งก็ยากเกินกว่าที่จะทำคนเดียวไหว และหากพวกเขาเหล่านี้ไม่ได้รับกำลังใจ ถูกละเลยหรือทอดทิ้ง จะยิ่งทำให้ถลำลึกเข้าไปในวงจรยาเสพติดมากกว่าเดิม
“เพราะผมเป็นคนหนึ่งที่เคยใช้ยามาก่อน กล้าบอกเลยว่าคนใช้ยาทุกคน ถ้าลองไปถามว่าตอนเด็กๆ อยากโตมาเป็นผู้ใช้ยาไหม ไม่มีใครตอบว่าอยากหรอก อยากเป็นครู เป็นหมอกันทั้งนั้น แต่ด้วยเหตุการณ์หรือปัจจัยต่างๆ ทำให้เมื่อเข้าไปถึงจุดนั้น มันกลับมาได้ค่อนข้างยาก ครอบครัวสำคัญจริงๆ ถ้าลูก ภรรยา พ่อแม่ให้กำลังใจ ผมคิดว่าเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปได้”
นอกเหนือจากดูแลผู้ใช้สาร สุทัศน์เริ่มมีบทบาทดูแลชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มจากการเป็น อสม. ก่อนได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นประธานกองทุนหมู่บ้าน ดูแลเงินหลักล้านบาท จากนั้นจึงถูกเลือกให้รับหน้าที่สำคัญ คือการเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน
...
ปัจจุบันแม้มีหลายบทบาท แต่สุทัศน์ ไม่เคยวางมือจากการเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ใช้สาร แต่นอกจากการเข้าหา ให้คำแนะนำ หรือพาไปรับเมทาโดน เขายังใช้วิธีการอื่นๆ เช่น การมอบโอกาสและสร้างอาชีพ ด้วยความเชื่อใจว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ทำให้สูญเปล่า
“เขาก็เข้ามาขอความช่วยเหลือมาขอให้ผมลงทุนให้ได้ไหม เพราะครอบครัวเขาที่ไม่มั่นใจกลัวไม่ได้เงินคืน ก็เลยบอกเขาไปว่า ผมเชื่อมั่นในตัวพี่นะ ผมก็เคยใช้ยามาก่อน ถ้าผมทำได้พี่ก็ทำได้ ซึ่งก็ลงทุนให้เขาประมาณ 3 หมื่นบาท จากนั้นเขาก็ทำไร่ได้กำไร 2 แสน แล้วเอาทุนมาคืน ทุกวันนี้เขาเลิกใช้สารได้แล้ว”
ในสายตาของผู้บังคับบัญชาอย่าง “กำนันลี่” วีรวุฒิ ใหม่โม่ง กำนันตำบลแม่ตื่น สุทัศน์ถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของชุมชน โดยกำนนันลี่เห็นเขามาตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อโตขึ้นก็รับรู้ข่าวคราวว่าหลงทางแต่สุดท้ายก็สามารถกลับมาเป็นแกนนำที่ชาวบ้านพึ่งพิงได้ และยังเป็นคนที่กระตือรือร้นในการทำงาน เข้ามาปรึกษาตนในเรื่องการแก้ปัญหาให้ชุมชนอยู่เสมอ
...
ท็อป พรหมมินทร์ กิตติคุณประเสริฐ ผู้อำนวยการกลุ่มมอบความหวัง (Give Hope) ภาคประชาสังคมที่ทำงานค้นหาและช่วยเหลือผู้ใช้สารให้เข้าสู่ระบบบำบัด ร่วมแบ่งปันเรื่องราวหลังจากที่ทีมงานของกลุ่มได้เข้าถึงสุทัศน์ ซึ่งในวันนั้นเป็นผู้ใช้สารและมีความต้องใจแรงกล้าที่อยากจะเลิก
ทางกลุ่มมองเห็นว่า ชายคนนี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง นอกจากช่วยเหลือจึงชวนเข้ามาทำงานร่วมกัน ในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ซึ่งทุกวันนี้สุทัศน์ได้ช่วยเหลือเพื่อนผู้ใช้ยาไปแล้วมากกว่า 70-80 คน
ขณะเดียวกันก็มีบทบาทในชุมชนมากขึ้น ถูกยอมรับให้เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สะท้อนว่า ผู้ใช้สารเมื่อได้รับโอกาส และตัวเขาเองมีความตั้งใจจะเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ได้ต่างจากคนทั่วๆ ไป สามารถเป็นคนดี คนเก่ง ช่วยเหลือคนอื่นๆ ต่อไปได้เช่นกัน
“ทุกวันนี้สุทัศน์ก็รับหน้าที่หลายบทบาท เป็นคนที่มีศักยภาพคนหนึ่ง จากผู้ใช้ยามาถึงจุดที่ได้รับการยอมรับจากคนในชุมชน ด้วยกระบวนการ Harm Reduction ที่ขับเคลื่อนให้เขาเปลี่ยนแปลงได้”
Harm Reduction แนวทางที่ยังต้องการความเข้าใจ
แม้กระบวนการ Harm Reduction จะเป็นแนวทางที่สามารถดึง สุทัศน์และผู้ใช้สารอีกจำนวนมากออกจากวงจรได้ แต่ยังมีความไม่เข้าใจไปจนถึงความเข้าใจผิดอยู่มาก ทั้งการให้บริการเข็มสะอาดเป็นการสนับสนุนให้มีผู้ฉีดรายใหม่หรือไม่ หรือในเรื่องของเมทาโดน ที่ถูกบางคนมองว่าเป็นยาเสพติดชนิดใหม่ ไม่เชื่อว่าจะช่วยบำบัดได้
กำนันลี่ เผยถึงประสบการณ์ตรงว่า แม้แต่ผู้บังคับบัญชาบางคนก็เคยมองเช่นนั้น อาจเป็นเพราะยังไม่เข้าใจกระบวนการ Harm Reduction ซึ่งการแจกเข็มสะอาดเป็นวิธีการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และท้ายที่สุดจะช่วยลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐในด้านสาธารณสุข
สำหรับจังหวัดตาก ถือเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่มีการค้าหรือใช้ยาเสพติดรุนแรง พื้นเพของการใช้สารส่วนหนึ่ง สืบเนื่องมาจากปัจจัยเชิงพื้นที่ซึ่งอยู่บนเขาสูงติดชายแดน ห่างไกลสถานพยาบาล ทำให้ในอดีตมีการปลูก “ฝิ่น” เพื่อใช้เป็นยารักษาโรคตามความเชื่อ บวกกับตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายกำหนดเคร่งครัด เมื่อใช้ไปมากๆ จากการรักษาก็กลายเป็นการเสพติด
ในปัจจุบันการใช้ฝิ่นลดน้อยลง อาจหลงเหลืออยู่บ้างในกลุ่มผู้สูงอายุหรือคนวัยกลางคน แต่มีการเข้ามาของสารเสพติดชนิดอื่นและวิธีการเสพแบบใหม่ๆ มากขึ้น นำมาสู่ปัญหาอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพจิต
“กลุ่มที่ปลูกฝิ่นส่วนมากเป็นการปลูกเพื่อเสพเอง หรือมีการขายบ้างในหมู่บ้าน ในราคาที่ถูกมาก และก็ไม่มีเรื่องอาชญากรรมรุนแรงอะไร อาจมีการลักขโมยบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับที่ผู้นำชุมชนควบคุมได้ แต่ในระยะหลังมีปัญหาเรื่องการจบชีวิตตัวเองมากขึ้น โดยสูงติดอันดับจังหวัด”
ข้อมูลจาก Give Hope เป็นไปในทิศทางเดียวกัน พรหมมินทร์ มองว่า ปัจจัยด้านพื้นที่และวิถีชีวิตมีผลอย่างมาก ในอดีตอาจเป็นการเสพติดเพราะคิดว่าเป็นยารักษา แต่ในปัจจุบันที่สาธารณสุขเข้าถึงง่ายขึ้น อาจเริ่มเสพด้วยความอยากรู้อยากลอง ถูกเพื่อนชักชวน หรือเพื่อกระตุ้นการทำงาน บรรเทาการปวดเมื่อยเหนื่อยล้า
“กลุ่มผู้ใช้แรงงานที่เสพติดยาบ้าหรือยาไอซ์ ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์กระตุ้น เพราะหลายคนต้องทำงานหนัก ต้องไปแบกไม้ ตัดข้าวโพด ซึ่งก็เป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่เช่นกัน บางคนก็ใช้สารเพื่อให้มีแรงไปรับจ้างได้มากขึ้น ทำงานได้ทดมากขึ้น ได้ค่าแรงมากขึ้น”
สำหรับสถานการณ์การใช้สารเสพติดใน จ.ตาก ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แนวโน้มหรือความรุนแรงไม่ต่างจากเดิมมากนัก ประเภทสารกระตุ้นที่มีการเสพมากที่สุดยังคงเป็นยาบ้าและยาไอซ์ ขณะที่ประเภทกดประสาท เปลี่ยนจากฝิ่นเป็นเฮโรอีนแทน
ผู้ใช้สารแต่ละประเภทก็จะน่าเป็นห่วงแตกต่างกันไป ในกลุ่มของสารประเภทฉีด เช่น ฝิ่น หรือเฮโรอีน จะอันตรายจากวิธีการเสพที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทั้งไวรัสตับอักเสบซี หรือ HIV โดยเฉพาะหากเข้าไม่ถึงอุปกรณ์สะอาด ส่วนในกลุ่มผู้ใช้สารกระตุ้น มีความเสี่ยงภาวะหลอนและโรคจิตเวช ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่ากลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก
การดูแลสุขภาพกายและใจของผู้ใช้สาร ให้ยังแข็งแรง ยังรู้สึกยังมีคุณค่าและมีทางเลือกจึงมีความสำคัญ และแนวทาง Harm Reduction จะเข้ามาทำหน้าที่ในการรักษาชีวิตคน บนพื้นฐานที่มองว่าทุกคนเป็นมนุษย์เท่ากันและมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือ
พรหมมินทร์ ชี้ว่า Harm Reduction เป็นการทำงานกับผู้ใช้ยาแบบยืดหยุ่น ไม่ได้เอาข้อกฎหมายไปจับอย่างเดียวตามแนวคิดวิถีเดิมว่า “ผู้ใช้ยาต้องเลิก ต้องหมดไปเท่านั้น” นำไปสู่มาตรการที่รุนแรง บังคับบำบัด จับกุม ซึ่งที่ผ่านมาสะท้อนแล้วว่าไม่ได้ผล เพราะหากดูสถิติจะพบว่าผู้ใช้ยากลับเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
แต่ในการทำงานของ Harm Reduction จะเป็นการเสนอทางเลือกหรือทางออกให้คนที่มีความตั้งใจ เชื่อว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถ้าได้รับโอกาสหรือทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยเริ่มจากการให้ความรู้ แนะนำบริการ การมอบอุปกรณ์ที่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบที่รุนแรงกว่า ให้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปและค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
“หลายคนคิดว่ายาเสพติด ติดได้ก็ต้องหยุดได้เอง แต่ความจริงไม่ใช่ มันเป็นการติดทั้งกายทั้งใจ เวลาที่คนคนหนึ่งจะเลิกด้วยตนเองจะมีอาการทางร่างกายที่ค่อนข้างรุนแรง นำมาสู่ความล้มเหลวในการเลิก บางคนตั้งใจจะเลิกแต่พอร่างกายทนไม่ไหวก็กลับไปเสพซ้ำอีกเพื่อบรรเทาอาการ แต่ Harm Reduction เข้ามาคือมีตัวเลือก มีสารทดแทน ทำให้คนที่มีความตั้งใจอยากเลิกสามารถไปสู่ความสำเร็จได้ง่ายขึ้น”
พรหมมินทร์ เล่าถึงการทำงานของภาคประชาสังคมอย่างกลุ่ม Give Hope ว่าจะอุดช่องว่างในการค้นหาผู้ใช้ยา การเข้าไปทำงานในชุมชนอย่างเข้าใจ ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ตั้งแต่ภาคสาธารณสุข ในการให้บริการสารทดแทน กระบวนการบำบัด
ฝ่ายปกครองทั้งผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึงผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้กำหนดนโยบาย ที่ควรมีส่วนในการแสดงความเข้าใจ ยืดหยุ่นในการบังคับใช้กฎหมาย จากปราบปรามเพียงอย่างเดียวอาจเพิ่มบทบาทในด้านการให้ข้อมูล คำแนะนำ สร้างแรงจูงใจ หรือการเสริมกำลังใจต่างๆ
“เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการลดอันตรายเหมือนกัน เพราะหากผู้ใช้ยารู้สึกด้อยค่า ไม่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญต่อชุมชนเท่าไหร่ หากผู้นำชุมชนเข้าไปแสดงความเห็นใจ ก็จะทำให้เขามีพลังที่อยากจะเปลี่ยนแปลง และรู้สึกว่าสามารถอยู่ในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี หรือในผู้ใช้กฎหมาย หากมีคนตั้งใจจะไปบำบัดแต่ระหว่างทางถูกจับกุม เขาก็ไม่กล้าไปอีก”
ในมุมมองของฝ่ายปกครองอย่างกำนันลี่ ก็เชื่อว่าชุมชนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ Harm Reduction และว่าได้ผลมากกว่าการจับไปบังคับบำบัดในศูนย์ฯ ใหญ่ และหมู่บ้านห้วยน้ำเย็น ยังเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านความสามัคคีและการโอบรับให้ผู้ใช้สารที่ต้องการเลิก ยังอยู่ร่วมกับชุมชนได้
“กำลังใจและโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เป็นปัจจัยหลักที่จะเป็นกำลังให้เขาเดินหน้าต่อไปได้ และผมยังเห็นความสามัคคีของหมู่บ้านห้วยน้ำเย็น ในเรื่องของการดูแลผู้ป่วย เมื่อไปรับเมทาโดน ทั้ง อสม. ผู้นำชุมชนต่างๆ ที่จะแห่กันไปดูแลลูกบ้าน ผมคอยย้ำตลอดว่าให้ติดตามหากมีคนไม่ไปรับเป็นเพราะมีปัญหาอะไร ให้ช่วยติดตามให้หมอ ช่วยเหลือกันเพราะอย่างน้อยเขาก็เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาหมู่บ้านในด้านใดด้านหนึ่ง”
เช่นเดียวกับ สุทัศน์ ในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยน้ำเย็น และในฐานะอดีตผู้ใช้สาร ที่เชื่อว่าการให้ความหวังและโอกาสเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมีตัวเองและคนที่เขาช่วยเหลือเป็นหลักฐานที่มีลมหายใจ
“มันเห็นผลประจักษ์จริงๆ อย่างผมคนหนึ่งที่เคยใช้ยามาและเลิกมาได้ และสามารถช่วยให้หลายๆ ชีวิต หลายๆ ครอบครัวเปลี่ยนไปด้วย อาจจะแค่เข้าไปช่วยให้เขาได้ทำไร่ ให้คำแนะนำ ความหวัง แล้วสุดท้ายเมื่อได้รับโอกาส เขาก็เลิกกันเองได้ด้วยตัวเอง”