ถอดรหัสแนวทาง Harm Reduction จากอดีตผู้ใช้สาร กลายเป็น “สะพานความหวัง” พาลูกหลานกลับคืนสู่ชุมชน
การบำบัดผู้ใช้สารเสพติดอาจไม่ได้เริ่มขึ้นในสถานบำบัดเสมอไป แต่เริ่มได้ตั้งแต่พื้นที่เล็กๆ ในชุมชน ที่มุมหนึ่งของชุมชนบ้านแม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก “กวี แก่นจันทร์ทอง” เกษตรกรวัย 37 ปี กำลังทำหน้าที่เป็น “ประตู” ให้ผู้ใช้สารอย่างแข็งขัน เขาทำงานเป็นอาสาสมัครทีมกลุ่ม Give Hope ของจังหวัดตาก เป็นที่พึ่งและความหวังของคนในชุมชนในการพาลูกหลานกลับคืนสู่ครอบครัว ใช้ต้นทุนส่วนตัวที่ระบบราชการหรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอาจเข้าไม่ถึง คือ “ความเข้าใจ” ในฐานะคนที่เคยใช้สารมาก่อน และ “ความไว้วางใจ” จากคนในวงจรเดียวกัน
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ กวี เคยฝ่าพายุชีวิตในวงจรสารเสพติด ต้นเหตุการใช้สารของเขาอาจแตกต่างจากหลายๆ คน คือไม่ได้เริ่มจากความคึกคะนองของวัยรุ่น ความอยากรู้อยากลองตามเพื่อน ในช่วงวัยนั้นเขาอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ต่อต้านการใช้สารเสพติดเสียด้วยซ้ำไป แต่เมื่อเติบโตขึ้น กวี ในวัย 32 ปี กลายมาเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องดูแลพ่อที่ป่วย ส่งเสียน้องที่กำลังเรียน การทำงานอย่างหนักในทุกๆ วัน เป็นจุดเริ่มต้นให้เขาใช้สารเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้า
...
ในเวลานั้น กวี เป็นคนงานโรงงานอ้อย บางวันการทำงานเริ่มตั้งแต่ตี 5 จนถึง 5 ทุ่ม บางครั้งก็ทำงานข้ามวันจนไม่ได้กลับบ้าน จนมีเพื่อนร่วมงานเอา “ฝิ่น” มาให้ลอง อ้างสรรพคุณว่าช่วยแก้ปวดเมื่อย เสพแล้วไม่ติด ตรวจฉี่ไม่เจอ ซึ่งกวียอมรับว่าเมื่อใช้แล้วอาการปวดเมื่อยตามร่างกายหายไปจริงๆ แต่เมื่อหมดฤทธิ์กลับปวดเมื่อยยิ่งกว่าเดิม เลยต้องใช้สารต่อ วนเวียนอยู่แบบนั้นจนเสพติด
“ตอนเริ่มเสพก็ชะล่าใจว่าอายุขนาดนี้จะติดได้อย่างไร เดี๋ยวตัดใจเอา ตอนแรกก็ตัดใจได้ 2-3 วัน พอเพื่อนเอามาอีก เราก็เสพอีก”
แต่เพราะกระบวนการสูบฝิ่นค่อนข้างยุ่งยาก หลังใช้ประมาณ 7-8 เดือน กวี จึงขยับมาใช้ “เฮโรอีน” เพราะง่ายและรวดเร็วกว่า แต่ด้วยฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าฝิ่นหลายเท่าตัว จากการเสพเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าจากงาน กลับค่อยๆ กลืนกินชีวิตของกวีมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเสพติดอย่างหนักอยู่นาน 2 ปี แม้ทำงานได้มากขึ้นแต่เงินที่ได้มา ต้องถูกเปลี่ยนเป็นเงินซื้อเฮโรอีน วันไหนไม่ได้เสพก็ทุรนทุราย สุขภาพทรุด ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่ใช้ชีวิตต่อแทบไม่ได้ ในหัวแต่ละวันคิดเพียงว่าจะเอาเงินจากไหนไปซื้อยา
“ในฐานะเราเป็นคนที่แข็งแรงสุด ต้องแบกน้อง แบกบ้าน แบกพ่อแบกแม่เอาไว้ ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง ตอนแรกเลยคิดว่ามันเป็นตัวช่วยให้เราทำงานต่อได้อีกสักหน่อย แต่มันไม่ใช่ ตอนใช้ฝิ่นก็เพื่อทำงานเสร็จมาพักผ่อนจะได้ไม่ปวดไม่เมื่อย แต่พอขยับมาใช้ผงก็เพื่อจะไปทำงานได้เร็วขึ้นเพราะมันเร็วกว่าฝิ่น แต่ปัญหาคือพอผงหมดเราต้องไปหามันมาให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ก็ทำงานไม่ได้”
จากกระทบตัวเอง ก็กระทบไปถึงครอบครัวที่มีเขาเป็นเสาหลัก ค่างวดรถที่ไม่เคยค้างก็ต้องค้าง แต่กวียังมีความโชคดีที่ครอบครัวไม่เคยมองด้วยสายตารังเกียจ และคอยตักเตือน โดยแม่พร่ำบอกเขาเสมอว่ากลับตัวตอนนี้ยังทัน
“ผิดหวังในตัวเองนะ แต่อาการลงแดงมันทรมานมาก แบบที่ไม่มีอะไรจะช่วยเราได้เลย นอนดิ้นปวดท้อง ปวดเนื้อ ปวดตัว ตามข้อตามกระดูกไปหมด”
ด้วยความรู้สึกสงสารครอบครัว กวี คิดจะกลับตัวตลอด เคยพยายามเลิกเอง 20-30 ครั้ง ไม่กล้าจะเดินเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาล กลัวการถูกตีตราว่า “เป็นคนติดยา” จนเสียประวัติและกระทบต่ออาชีพ แต่ด้วยความทรมานของอาการลงแดง สุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้ วนลูปอยู่แบบนั้น แต่เขายังมีความหวังว่าจะเลิกได้เสมอ จนเมื่อร่างกายไม่ไหว ก็เป็นครอบครัวอีกเช่นเดิมที่เป็นเหตุผลให้กวีตัดสินใจยอมไปบำบัดที่โรงพยาบาล
“หาข้อมูลไว้แล้วว่าโรงพยาบาลธัญญารักษ์ที่เชียงใหม่ รับบำบัดยาเสพติด พอตัดสินใจบอกแม่ ตกคืนนั้นแม่ก็โทรบอกน้องให้มารับไปบำบัดทันที เป็นวันที่ 17 ตุลาคม 2024 จำได้แม่นเลย ตอนนอนที่โรงพยาบาล ก็ได้คิดทบทวนทุกอย่าง ว่าเราไม่น่าเข้าไปยุ่งกับมันเลย ถ้าไม่ยุ่งก็คงไม่ต้องมาอยู่แบบนี้”
กวี เข้าสู่การบำบัดด้วย “เมทาโดน” ซึ่งเป็นสารทดแทนอนุพันธ์ฝิ่นและเฮโรอีน ใช้เวลา 14 วัน ค่อยๆ ลดปริมาณเมทาโดนลงมาเรื่อยๆ จากนั้นอีก 14 วัน เขาถูกย้ายไปอยู่ตึกอีกแห่ง เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำกิจกรรมเช่น เล่นกีฬา เล่นดนตรี ให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ
ระยะเวลาเกือบ 1 เดือน ได้ดึงเขาออกจากวังวนยาเสพติด ค่อยๆ กลับมาเป็นกวีคนเดิมที่เป็น “ที่พึ่งของครอบครัว” และยังเปิดเส้นทางบทบาทใหม่ คือการเป็น “ที่พึ่งของชุมชน” ในการช่วยเหลือผู้ใช้สารคนอื่นๆ ด้วย
...
จาก “ผู้ใช้สาร” สู่ “ผู้ช่วยเหลือ”
เมื่อออกจากวงจรยาได้ กวี จึงอยากเห็นคนอื่นๆ ทำได้บ้าง โดยเฉพาะกับเพื่อนๆ และน้องๆ ในชุมชนที่คุ้นเคยกันมาตลอดชีวิต ทำให้เขาเลือกก้าวเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ใช้จุดแข็งในการเป็นคนในพื้นที่ รู้ภาษาของผู้ใช้สาร เข้าใจความกลัว ความอาย ความทรมานของการเลิกยา ค่อยๆ ทลายกำแพง ให้พวกเขากล้าก้าวเข้าสู่ประตูการบำบัดที่เปิดรอไว้ด้วยตัวเอง
“พวกเขากลัวหมดแหละ กลัวว่าจะเป็นสายตำรวจ กลัวว่าจะเอาข้อมูลไปแจ้งเจ้าหน้าที่ แต่พอเป็นผมพวกเขาก็ไว้ใจในระดับหนึ่ง เพราะผมบอกว่าจะไม่เอาใครไปติดคุกหรอก รู้ว่าเอาไปติดคุกก็เอาไปทรมานเฉยๆ”
กวี เดินหน้าช่วยเหลือคนในชุมชนตามแนวทาง Harm Reduction หรือ การลดอันตรายจากยาเสพติด ก้าวแรกคือเข้าไปเคาะประตูพูดคุยกับผู้ใช้สารและครอบครัว แจกเข็มสะอาดเพื่อลดอันตรายจากการติดโรค เพราะเข้าใจว่าผู้ใช้สารหลายๆ คน ไม่พร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่การบำบัดโดยทันที ทำความเข้าใจกับครอบครัวว่าไม่ได้สนับสนุนให้ใช้สารต่อ แต่อย่างน้อยตอนที่ยังเลิกไม่ได้ ก็ขอให้ใช้ของที่สะอาด เมื่อถึงเวลาที่พร้อมบำบัดก็จะได้รักษาแค่การติดสารเสพติด ไม่ต้องไปรักษาโรคอื่น อย่างวัณโรค ไวรัสตับอักเสบ หรือเอชไอวี ที่จะกลายมาเป็นภาระทางร่างกายและค่าใช้จ่ายซ้ำเติมอีก
...
จากนั้นอาศัยความสม่ำเสมอในการเข้าไปพูดคุย ตะล่อมให้เข้ารับการบำบัด ช่วยพูดคุยเมื่อมีสภาวะหลุด ลดอันตรายทางด้านจิตใจของผู้ใช้สาร และเมื่อไหร่ที่พวกเขาพร้อม กวีก็พร้อมประสานงานติดต่อโรงพยาบาล อาสาไปรับไปส่งหากครอบครัวไม่สะดวก
“บางคนที่ใช้เข็ม บางทีเขาอาจจะยังไม่พร้อมเลิก ยังไม่อยากเลิก หรือเลิกไม่ได้ ยิ่งถ้าเราไปบังคับเขายิ่งไม่เลิก อย่างน้อยเลยให้เขาใช้อุปกรณ์ที่สะอาด เพราะการใช้เข็มร่วมกันเสี่ยงติดเชื้อหลายตัว ถ้าเกิดวันนี้ยังไม่อยากเลิก ก็ขอให้ใช้อุปกรณ์สะอาด ให้มีชีวิตไปก่อนโดยที่ไม่ต้องติดโรคหรือไวรัส”
จนถึงวันนี้ กวี ยังคงรับเมทาโดนต่อเนื่องมา 2 ปี และเป็น 2 ปีที่เขาเดินหน้าภารกิจพาคนในชุมชนไปบำบัด เขากล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า สามารถพาลูกมาคืนพ่อแม่ได้ 5-6 คนแล้ว
“ครอบครัวอยากได้ลูกคนเดิมที่น่ารัก พอลูกกลับมาได้ เขาก็ดีใจมีความสุขกันมาก ได้เห็นรอยยิ้มพ่อแม่ครอบครัวเขา เราก็หายเหนื่อย”
แต่ขณะเดียวกัน เพราะผ่านการเลิกยาด้วยตัวเองและล้มเหลวมาหลายสิบครั้ง กวีเข้าใจว่าหนทางนี้ไม่ง่ายและอาจไม่จบในครั้งเดียว หลายคนที่เขาช่วยเหลือแม้ผ่านการบำบัดแต่สุดท้ายก็กลับไปใช้สารอีกครั้ง
...
แต่กวีไม่เคยถอดใจ และพยายามสื่อสารให้ครอบครัวไม่หมดหวังเช่นกัน คอยย้ำว่าถ้าวันไหนไม่ไหวให้บอก เขาพร้อมพาไปบำบัดใหม่ เพราะตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ยังไม่หลุดจากระบบการรักษา ก็ยังมีหนทางให้ออกจากวงจรได้เสมอ
“คำว่า Harm Reduction ก็ตรงตัว คือเราต้องการลดอันตรายจากการใช้สาร ลดให้ไปจนถึงการเลิก เพราะเขาก็มนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่สัตว์ประหลาด เคยเป็นคนดีๆ มาก่อน ถ้าเราช่วย ถึงแม้อาจไม่ได้ช่วยให้เขาเลิกได้ทันที แต่ก็ช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่ดีขึ้น เราก็ดีใจ บางทีก็เข้าไปคุย ไปให้กำลังใจ เลิกได้ก็เลิก ยังเลิกไม่ได้ก็ค่อยๆ ผ่อนเอา เราช่วยกันไป อยู่ด้วยกันไปอย่างนี้แหละ”
จากจังหวัดตากลงใต้สู่อีกมุมหนึ่งของประเทศไทย ที่จังหวัดสงขลา “รอเบต แหละโรด” ชาวประมงวัย 55 ปี เป็นอีกคนที่ใช้สารเสพติดเป็นตัวช่วยในการทำงาน แต่แตกต่างจากกวี คือรอเบตยังใช้มันสร้าง “โลกอีกใบ” เพื่อหลีกหนีจากแผลใจวัยเด็ก ความทุกข์จากการเติบโตมาอย่างยากลำบาก และสุดท้ายเขาได้เรียนรู้ว่าโลกใบนั้นไม่ใช่เรื่องจริง และเป็นสิ่งที่บั่นทอนชีวิตเขาออกจากคนที่รักไปเรื่อยๆ
รอเบต เล่าถึงชีวิตวัยเด็ก แม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขาเกิดมาได้ไม่นาน ต้องเติบโตมากับพ่อและแม่เลี้ยงที่โขกสับ ได้มีโอกาสเรียนจบแค่ชั้น ป.6 จากนั้นในวัยที่คำนำหน้ายังเป็นเด็กชาย รอเบตต้องเริ่มออกทะเลเพื่อรับจ้างทำประมง ก่อนที่แม่เลี้ยงจะจากไปเมื่อตอนเขาอายุได้ 14 ปี ส่วนพ่อก็ทิ้งไปหาแม่คนใหม่ ต้องเติบโตมาโดยไร้ผู้ใหญ่ในชีวิตคอยชี้แนะ บางช่วงลำบากจนไม่มีข้าวกิน ถูกคนรักทิ้ง น้อยใจชีวิตจนคิดอยากจะจากโลกนี้ไปหลายครั้ง
รอเบต เริ่มต้นการใช้สารด้วย “เฮโรอีน” จุดประสงค์แรกคือหวังเพื่อให้ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ และกระตุ้นให้ทำงานได้นานขึ้นอีกหน่อย เมื่อได้ผลก็ใช้ต่อเนื่อง เพิ่มปริมาณการเสพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเสพติด ลามไปสู่สารอื่นๆ ทั้งกัญชา ยาม้า ยาไอซ์
“เวลาเรากลัดกลุ้ม เครียด ก็มีมันเป็นเพื่อนเล่น ทำให้เราลืมสิ่งที่คิด ล่องลอยไม่เป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะ และช่วยให้ได้หลับไป อย่างบางวันทำงานตั้งแต่ 8 โมง จากเลิกปกติตี 5 ก็ไปเลิกเอาตอน 4 ทุ่ม พอร่างกายไม่ไหว ก็ต้องอาศัยยาเพื่อช่วยกระตุ้น”
แม้ใช้สารเสพติด แต่ที่ผ่านมา รอเบต ยังคงทำงาน ยังมีครอบครัวคือภรรยาและลูกอันเป็นที่รัก แม้หลายคนจะคอยเตือนภรรยาว่าไม่กลัวถูกเขาทำร้ายหรือ แต่สำหรับ รอเบต เขาเชื่อว่าตัวเองและคนใช้สารอีกหลายคนไม่เป็นอันตรายเสมอไป ตลอดชีวิตคู่ 10 กว่าปีเขาไม่เคยทำร้ายเธอ เวลาเสี้ยนยาบางครั้งก็เลือกที่จะไปนอนเงียบๆ คนเดียวในป่า ไม่ให้ใครเห็น
“มองว่ามันอยู่ที่นิสัยของแต่ละคนด้วย ถ้านิสัยเราเป็นคนที่ก้าวร้าวถึงไม่ติดยาก็ก้าวร้าว อารมณ์โกรธมันเกิดขึ้นได้ใช่ไหม แต่ถ้าคนที่มีนิสัยก้าวร้าวอยู่แล้วถ้าติดยาเพิ่มขึ้นไปอีก จะยิ่งแล้วใหญ่ เพราะไปผสมผสานกับความเสี้ยน”
ถึงจะใช้ชีวิตต่อได้ แต่สารเสพติดก็ยังกระทบชีวิตรอเบตในด้านของสุขภาพกายที่ทรุดโทรม และสุขภาพใจจากสายตาของคนนอกที่มองมา และเมื่อได้เห็นตัวเองและภรรยาอายุมากขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า อยากใช้ชีวิตบั้นปลายที่เหลืออยู่ด้วยกันให้นานที่สุด
“ก็คิดถึงภรรยาว่าถ้าเรายังยุ่งกับสารเสพติด ต่อไปเขาจะอยู่ยังไง แล้วก็คิดได้ว่าเฮโรอีนไม่ใช่สิ่งที่เรารักแต่เป็นแค่สิ่งที่เราหลง สิ่งที่เรารักจริงๆ คือภรรยาและครอบครัว เลยตั้งมั่นว่าจะเลิกให้ได้ พอไปบอกภรรยาก็พูดว่าเขาให้โอกาสนะ แต่ต้องทำให้ได้ เพื่ออนาคตของเรา ตอนนั้นแหละผมเลยคิดว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาให้โอกาสผมแล้ว ไม่เช่นนั้นผมคงไม่ได้มาอยู่ตรงนี้”
รอเบต เข้ารับบำบัดด้วยเมทาโดน และค่อยๆ ลดปริมาณการใช้สารเสพติดลง จากที่เคยต้องเอาเงินทำงานมาซื้อครั้งละ 500 บาทก็ลดลงมาเหลือ 200 บาท เหลือเงินใช้จ่ายในชีวิตมากขึ้น แม้วันนี้ยังไม่สามารถเลิกขาดได้ แต่เขาเชื่อว่าตัวเองจะลดการใช้สารลงได้เรื่อยๆ จนเลิกได้ในที่สุด และแรงผลักดันที่สำคัญที่สุดคือกำลังใจและคำพูดดีๆ จากคนรอบตัว
รอเบต มีหนังสือคู่ใจเล่มหนึ่งชื่อว่า “สั่งสมองให้เลิกเสพ” ที่เขาเลือกหยิบมันกลับบ้านด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่าอยากจะเลิก และอ่านซ้ำๆ ทุกวันเพื่อเตือนใจ แต่สิ่งที่รอเบตจดจำจากหนังสือเล่มนี้ได้มากที่สุด ไม่ใช่วิธีการเลิก แต่เป็นคำให้กำลังใจ การบอกให้พยายามคิดแง่บวก อย่านึกถึงแต่อดีตร้ายๆ ความเจ็บปวดที่เราเคยผ่านมา
“เขาบอกให้คิดให้แง่บวกเข้าไว้ ถ้าเห็นดอกไม้ก็ให้นึกถึงแต่ดอกไม้ ผมเลยพยายามจะคิดถึงแต่สิ่งสวยๆ งามๆ และมันช่วยให้เราลืมได้เราจริงๆ ถ้าคิดอยากปลูกต้นไม้ เขาก็บอกให้ไปปลูกเลย และตอนที่เราไปปลูกต้นไม้ พอเทียบกับตอนเล่นยาเสพติดอันไหนมันดีกว่า”
อีกสิ่งที่หนังสือสอนรอเบต คือความจริงที่ว่าแม้จะไปบำบัดแล้ว ใช่ว่าเราจะสามารถเอาชนะได้ตลอดไป การที่ไปบำบัดส่วนหนึ่งทำให้เราได้สลายพิษที่อยู่ในร่างกายของเราออกไป แต่เราก็ต้องไปอยู่ในที่ใหม่ๆ สังคมอีกแบบหนึ่ง ถ้าเราไปอยู่ในสังคมเดิมๆ สักวันเราก็ต้องวนกลับไป
ทำให้ รอเบต พยายามชักชวนคนรอบตัวซึ่งเป็นผู้ใช้สารให้เข้าสู่ระบบบำบัด คอยให้กำลังใจ ใช้คำพูดแง่บวก และอธิบายกับคนในชุมชนหวังเพื่อลดอคติ เพราะชุมชนที่ไม่ตัดสินมีความสำคัญมากในการเป็นพื้นที่ให้ผู้ใช้สารไม่รู้สึกโดดเดี่ยว จนต้องหันกลับเข้าสู่วงจรอีกครั้ง
“ผมเคยอธิบายให้คนแก่ในหมู่บ้านฟัง เพราะพอเห็นเด็กติดยาเขากลัว เขาไล่ ไม่ให้เดินผ่านหน้าบ้านเลย ทั้งๆ ที่ผมรู้ดีว่าเด็กคนนั้นเป็นคนยังไง พอโดนไล่เด็กมันก็โกรธเพราะยังไม่ได้ไปทำอะไรให้ นั่นคือสังคมที่คิดไปก่อน มุมหนึ่งเด็กมันยิ่งโกรธ ยิ่งอาฆาตแค้น แล้วก็พยายามบอกเด็กด้วยว่าเขาเข้าใจผิด อย่าไปโกรธเลย”
ทุกวันนี้ รอเบต ตัดสินใจเปิดหน้าชน แบ่งปันประสบการณ์การใช้สารเสพติดด้วยความจริงใจ อย่างไม่อับอายในอดีต เพราะอยากให้คนเห็นเขาแล้วอยากไปบำบัดบ้าง และอยากเป็นเครื่องเตือนใจใครที่ไม่เคยเสพว่าอย่าเข้าสู่วงจรนี้เลย
ไม่ใกล้จากสงขลา ขยับขึ้นมาที่จังหวัดตรัง “เดือน” (นามสมมติ) อดีตเซ็กส์เวิร์กเกอร์วัย 50 ปี เป็นอีกคนที่ใช้สารเสพติดเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตและทำงานต่อไปได้ในแต่ละวัน บรรเทาความชอกช้ำจากอาชีพและชีวิตที่เธอไม่ได้เลือกเอง
เดือน ยอมรับว่าในช่วงวัยรุ่นเธอเกเรมาก ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ชอบเที่ยวกลางคืน จนวันหนึ่งในวัย 19 ปี เธอและเพื่อนๆ ขึ้นมาเที่ยวสถานบันเทิงในกรุงเทพฯ และได้รับการชักชวนจากพนักงานเสิร์ฟสาวในร้าน ว่าจะพาไปทำงานที่หาดใหญ่
ด้วยความอยากมีงานทำและยังเป็นงานที่ได้แต่งตัวสวย เดือนและเพื่อนจึงหลงเชื่อ แต่เมื่อกินอาหารที่หญิงสาวคนนี้นำมาให้ รู้ตัวอีกทีพวกเธอก็ตื่นขึ้นมาในห้องล็อกประตู มีคนเฝ้าหนาแน่นที่แจ้งว่า พวกเธอถูกขายมาในราคาหัวละ 1,500 บาท
“ตอนนั้นตกใจมาก อยากหนีก็หนีไม่ได้ มีคนคุมตลอดเวลา เย็นนั้นเขาสั่งให้แต่งหน้าแต่งตัว ก็รู้ว่าต้องไปขายบริการ”
อาชีพนี้ทำให้เดือน ต้องใช้สารเสพติดหลายชนิด ทั้งยาไอซ์ ยาบ้า กาว กัญชา หรือเฮโรอีนบ้างบางครั้งคราว รวมถึงยาปริศนาที่ถูกเรียกว่า “ยาปลุกเซ็กส์” ที่นายจ้างบังคับให้เสพเพื่อให้ทำงานได้โดยไม่ฝืนใจและไม่เขินอาย จนสุดท้ายเมื่อเสพติดก็กลายมาเป็นเงื่อนไขให้ทำงานทุกวันโดยไม่อิดออด แม้ป่วยร่างกายไม่ไหวก็ต้องทำ เพราะหากไม่ทำก็ไม่มียามาให้เสพ ซ้ำถูกทุบตี ถูกหักค่าแรง
“มันทำให้เรามีความสุข ลืมเรื่องความทุกข์ ความเศร้าไปหมด ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสนุกในทุกๆ วัน ตอนไปรับแขกเราไม่คิดเลยว่าไปแล้วมีความสุขไหมแต่เราได้ตังค์ แต่พอหมดช่วงฤทธิ์สารเสพติดเราก็แย่ต่อเหมือนเดิม คิดว่าวันนี้จะถูกเขาบังคับยังไงอีก”
เดือน ตกอยู่ในวังวนของความรุนแรง ถูกบังคับ ควบคุมร่างกาย ความเจ็บปวดที่เธอใช้ยาเสพติดช่วย "บรรเทา" ยาวนานกว่า 23 ปี จนวันหนึ่งที่ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่และถูกนายจ้างทำร้ายร่างกายจนทนไม่ไหว เดือนตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเด็กเสิร์ฟ และเขาก็ช่วยเธอออกมาได้สำเร็จ
“เขาเหมือนเป็นพระมาโปรดเรา ดึงเราออกจากตรงนั้นมาได้ ถ้าไม่ได้เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองจะเป็นหรือตาย ไม่รู้อนาคตเลยว่าต้องอยู่จุดนี้ไปอีกนานแค่ไหน จะได้ออกมาเจอพ่อกับแม่อีกหรือเปล่า”
หลังหนีออกมาได้ เดือน เริ่มต้นชีวิตใหม่ กลับมาอยู่กับแม่ที่บ้านเกิดในจังหวัดตรัง ซ่อนอดีตของตัวเองจากคนในชุมชน แต่ถึงอย่างนั้นจากเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้เธอมีอาการแพนิค และยังไม่สามารถตัดใจปล่อยมือจากยาเสพติดได้ เดือน เผยว่า เธอยังคงใช้สารอยู่ แต่ไม่ประจำ พยายามใช้ให้น้อยในระดับที่ยังควบคุมได้
“ยาเสพติดเหมือนแม่ มันมีแรงดึงดูดช่วยให้ไม่เครียด มีความสุข เหมือนกับว่าเราเพิ่งคลอดมาจากในท้องแม่ใหม่ๆ นึกออกไหม เหมือนกับว่าเราไม่ต้องไปเครียดอะไรเยอะแยะ สั่งให้ทำอะไรเราก็ได้หมด”
แม้ว่าตัวเองจะยังเดินออกมาไม่ได้ แต่เพราะรู้ถึงโทษของสารเสพติดและความทรมานของคนที่ตกอยู่ในที่นั่งเดียวกัน ทำให้ตอนนี้เดือนทำหน้าที่เป็นอาสาสมัคร คอยเป็นด่านหน้าสร้างความไว้ใจกับผู้ใช้สาร ชักจูงให้เข้าสู่กระบวนการบำบัดโดยสมัครใจ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ชายรักชาย อดีตเซ็กซ์เวิร์กเกอร์ โดยตลอด 6 ปีของการทำหน้าที่นี้ เธอช่วยเหลือมาแล้วมากกว่า 50 คน
จากประสบการณ์ของกวี รอเบต และ เดือน ต่างสะท้อนตรงกันว่า การเลิกใช้สารเสพติดได้สำเร็จ อาจไม่ได้เริ่มจากการบังคับให้เข้าสู่ระบบการบำบัดโดยทันที เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะวนกลับเข้าสู่วงจรอีกครั้ง แต่ควรเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สารค่อยๆ ลดอันตรายจากสารเสพติด “เข้าใจ” เป้าหมายและ “เต็มใจ” ที่จะเลิกใช้ด้วยตัวเอง ตามแนวทาง Harm Reduction
แนงทางนี้ไม่ได้ส่งผลดีแค่ต่อตัวผู้ใช้สารเอง แต่ยังส่งผลด้านบวกต่อการทำงานด้านสาธารณสุขด้วย
สากีนะฮ์ สุวรรณ์ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ผู้ที่ทำงานด้านบำบัดยาเสพติดมายาวนาน 20 ปี มองว่า การติดยาเสพติดเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งไม่ต่างไปจากเบาหวาน ความดัน โดยเรียกว่า “โรคสมองติดสุข” เพราะใช้สารแล้วมีความสุขเลยเลิกไม่ได้ แต่อาจแตกต่างและซับซ้อนกว่า ตรงที่อาการและสาเหตุของการเกิดโรคอาจไม่ตรงตามตำราเหมือนโรคอื่นๆ และผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคนเดินเข้ามารักษาเอง เราต้องเป็นฝ่ายเข้าหาก่อน
“ผู้ใช้สารเสพติดและครอบครัวเป็นตำราที่ดีที่สุด อย่างในเรื่องสาเหตุการติดยา หากเราถามว่าเหตุใดถึงได้ไปใช้ยาเสพติด เขาก็จะมักบอกว่าอยากลอง ตามเพื่อน หรือเพื่อสนุกสนาน แต่ลึกๆ แท้จริงแล้ว พอเราสัมภาษณ์เรื่องของครอบครัว ความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม สิ่งเหล่านี้มันมีผลต่อการก่อร่างสร้างตัวตนที่ทำให้เขาไปใช้ยาเสพติด เช่น การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ติดยาเสพติด การอบรมเลี้ยงดูที่ทำให้เกิดบุคลิกภาพที่เผชิญปัญหาแล้วไม่สามารถแก้ไขในทางที่ถูกต้องได้ ก็เลยหยิบยาเสพติดมาใช้แก้ปัญหา”
สำหรับ สากีนะฮ์ การรักษาผู้ป่วยติดยาเสพติดจึงไม่ใช่การตัดเสื้อโหล แต่ต้องดูทีละบุคคล เพราะแต่ละคนมีความอดทนอดกลั้น มีจุดเริ่มต้นของการใช้สารที่ไม่เหมือนกัน คนที่ใช้สารร่วมกันมากกว่า 1 ชนิดก็ส่งผลต่ออาการ ต่อปัญหาด้านพฤติกรรมที่แตกต่างกันไป
และเมื่อขึ้นชื่อว่าเป็น “โรคเรื้อรัง” นั่นหมายความว่าการรักษานั้นไม่ง่าย และบั่นทอนกำลังใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่มาไม่น้อย
“ในฐานะนักบำบัด เป้าหมายสูงสุดย่อมหมายถึงการช่วยให้คนไข้เลิกยาเสพติดได้ แต่หากเป็นคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานด้านนี้ ปีแรกๆ อาจเห็นคนไข้ที่เราช่วยเหลือเลิกยาได้ ก็ดีใจมีความสุข แต่พอเข้าปี 2-3 เห็นเขากลับไปติดอีกแล้ว ก็อาจถึงขั้นหมดไฟได้”
จน สากีนะฮ์ ได้เรียนรู้แนวทาง Harm Reduction สำหรับเธอแนวทางนี้ จะช่วยให้คนทำงานไม่หมดไฟ เป็นบันไดให้ทั้งผู้ใช้สารและคนทำงานค่อยๆ ก้าวทีละขั้น แต่นำไปสู่จุดหมายสูงสุดเดียวกัน นั่นคือการเลิกยา
บันไดขั้นแรกเริ่มจากการที่คนไข้อาจไม่ได้เข้ามาสู่การบำบัดโดยตรง แต่อาศัยเครือข่ายเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ป่วย กับครอบครัว ชุมชน ให้เปิดใจและเต็มใจอยากบำบัด เป็นคนพาพวกเขาเหล่านั้นเข้าสู่ระบบ
บันไดขั้นต่อไป คือการที่เจ้าหน้าที่ ได้ทำความรู้จักกับผู้ป่วย คัดกรองสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ว่ามีโรคแทรกซ้อนหรือมีอาการจิตเภทหรือไม่ และเข้าไปช่วยเหลือลดอาการเหล่านี้ได้ทันที ขณะเดียวกันในส่วนของการบำบัด ก็จะเป็นการให้เมทาโดน เพื่อค่อยๆ ลดปริมาณการใช้ยาเสพติด
“คนที่ไม่เข้าใจอาจมองว่าได้รับเมทาโดนแล้วต้องหายสิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในหลักการ Harm Reduction จะเป็นการช่วยลดอันตรายในหลายๆ ด้าน อย่างแรกคือช่วยลดอาการอยากยาที่หากเขาไม่มีเงินไปซื้ออาจนำไปสู่การลักขโมยได้ เราได้ช่วยให้คนไข้ให้ปลอดภัยถึงแม้ว่าเขาจะยังใช้ยาอยู่ แต่อาจวางเป้าหมายเล็กๆ เช่น ถ้าเขาใช้ยาอยู่สามชนิด ก็ตั้งเป้าหมายลดให้เหลือชนิดเดียว จากนั้นให้เหลือแต่เมทาโดน กล่าวคือ Harm Reduction ช่วยผ่อนคลายการทำงานของสาธารณสุขให้มีระยะเป้าหมายเป็นระยะสั้นและระยะยาว”
สากีนะฮ์ มองว่า ระบบการบำบัดผู้ใช้สารในปัจจุบัน เดินทางมาไกลมากหากเทียบกับสมัยที่เธอเริ่มทำงานแรกๆ มีความเข้าใจ มีหน่วยงานและโครงการที่โอบผู้ป่วยยาเสพติดมากขึ้น เช่น ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพสังคม ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) ซึ่งจะแก้ปมแรงกดดันทางเศรษฐกิจของผู้ใช้สาร ที่เจอปัญหาว่าเมื่อบำบัดแล้ว แต่พอกลับสู่ชุมชนไม่มีงานทำ กลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ดึงเขากลับสู่วงจรอีกครั้ง
เมื่อแก้ประเด็นเศรษฐกิจได้ ยังมีประเด็นในเรื่องของจิตใจ ถ้าหากคนในชุมชน คนรอบตัวผู้ใช้สารยังมีอคติ ตีตรา ไม่กล้าโอบรับ ก็ยากที่พวกเขาจะกลับคืนเข้าสู่สังคม สากีนะฮ์ จึงมองว่า การสร้างความเข้าใจกับชุมชนสำคัญมาก ต้องให้ข้อมูลอย่างไรเพื่อลดความกลัว ให้รับรู้ข่าวสารที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่การเผยแพร่ซ้ำๆ ตอกย้ำภาพจำว่า คนไข้ยาเสพติดคลุ้มคลั่งอย่างไร
จากประสบการณ์ส่วนตัวของเธอ ผู้ใช้สารไม่ได้อันตรายทุกคน แต่จะอันตรายหากมีอาการทางจิตร่วมด้วย ซึ่งหากไปดูตัวเลขผู้ป่วยจริง จะพบว่าคนไข้ที่เข้าข่ายอันตรายอาจไม่ได้มากอย่างที่หลายคนคิด โดยในพื้นที่ รพ.จะนะ คนที่ใช้ยามีจำนวนหลักพันคน เข้าระบบประมาณ 500 กว่าคน เป็นคนไข้สีแดงหรือคนไข้ที่คลุ้มคลั่ง มีประวัติก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น อยู่ประมาณ 32 คน
“ตัวของผู้ใช้สารเองก็ดูแลตัวเองไม่ได้อยู่แล้ว เพราะว่าฤทธิ์ของยาเสพติดทำให้เขามีศักยภาพน้อยลง และเมื่อคนส่วนใหญ่ยังบอกว่านั่นเป็นเรื่องของคุณ แล้วใครจะช่วยเขา เขาก็ต้องไปตามทางของตัวเอง ซึ่งอาจหมายถึงการแก้ปัญหาแบบผิดๆ จากปัญหาของเขา พอไม่แก้ไขก็กลายเป็นปัญหาครอบครัว เป็นปัญหาชุมชน ถ้าไม่แก้ไขอีกก็เป็นปัญหาของประเทศชาติ”
สากีนะฮ์ เชื่อว่า การที่สังคมไม่ตีตรา ไม่เหมารวมว่าผู้ใช้สารทุกคนอันตราย ไม่มองว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคลแต่เป็นปัญหาที่ทุกคนร่วมกันป้องกันและแก้ไขได้ จะเป็นแรงผลักให้การแก้ปัญหายาเสพติดของไทยประสบความสำเร็จได้
“ต้องยอมรับว่าการที่ผู้ใช้สารถูกปัดเป็นคนชายขอบ เป็นแรงผลักให้ปัญหายาเสพติดยังมีอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่คนเข้าใจและให้คุณค่ากับคนเหล่านี้ ก็จะโอบล้อมพวกเขามาไว้ตรงกลางและช่วยกันแก้ไข แต่ตอนนี้ทุกคนอยู่ตรงกลางแล้วปัดคนเหล่านี้ออกไป ปัญหานี้จึงยังอยู่เพราะคนไม่เห็นคุณค่า เหมือนกับที่คนเคยพูดว่า ถ้าไม่เป็นลูกหลานตัวเองไม่รู้สึกหรอก”
เส้นทางคืนชีวิตของผู้ใช้สารเสพติดจึงไม่ใช่การบำบัดแล้วจบ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจ การให้โอกาส และการมองความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด เพราะเมื่อใจมีความหวังและร่างกายได้รับการเยียวยา ชีวิตที่เคยถูกสารเสพติดกลืนกินไปก็สามารถกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ